อิทธิพลของคริสต์ศาสนาในยุโรปสมัยกลาง

อิทธิพลของคริสต์ศาสนาในยุโรปสมัยกลาง

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4-5จักรวรรดิโรมันได้ถูกรุกรานจากพวกเผ่าอนารยชนหลายเผ่าพวกอนารยชนเหล่านี้ได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนส่วนต่างๆ ของจักรวรรดิโรมันตะวันตกจักรพรรดิโรมันพยายามสร้างความเข้มแข็งให้จักรวรรดิโรมันที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ให้คงอยู่ด้วยการแบ่งจักรวรรดิออกเป็น2 ภาค คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงโรมและจักรวรรดิโรมันตะวันออก มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลแต่ก็ไม่สามารถทำให้จักรวรรดิโรมันมั่นคงอยู่ได้พวกอนารยชนได้รุกรานจักรวรรดิโรมันหลายครั้ง จนกระทั่งใน ค.ศ. 476  แม่ทัพเผ่าเยอรมันได้ปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกลงถือเป็นการสิ้นสุดจักรวรรดิโรมันตะวันตกดินแดนยุโรปตะวันตกจึงได้แตกแยกเป็นอาณาจักรของอนารยชนเผ่าต่าง ๆทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมส่วนจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ (ByzantineEmpire) ยังดำรงสืบต่อมาอีกเกือบ 1000 ปี จนกระทั่งล่มสลายในค.ศ.1453การที่จักรวรรดิไบแซนไทน์ยังคงดำรงอยู่ต่อมานับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออารยธรรมตะวันตกเนื่องจากจักรวรรดิแห่งนี้ได้ถ่ายทอดมรดกทางอารยธรรมกรีก-โรมันในด้านต่าง ๆในเวลาต่อมา คริสต์ศาสนาได้กำเนิดขึ้นในช่วงต้นของสมัยจักรวรรดิโรมันผู้ก่อตั้งศาสนา คือ พระเยซูคริสต์หลังจากนั้นประมาณ 300 ปี คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาต้องห้ามของจักรวรรดิโรมันและถูกทางการปราบปรามอย่างรุนแรง  จนกระทั่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (Constantine I ค.ศ. 306-337)ทรงนับถือคริสต์ศาสนา และใน ค.ศ. 394 จักรพรรดิทีโอโดซิอัสที่ 1 (TheodosiusI ค.ศ. 379-395)ได้ประกาศให้คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมันทำให้คริสต์ศาสนาขยายตัวมีผู้นับถือมากขึ้น

เหตุที่คริสต์ศาสนามีความเจริญรุ่งเรื่องและแผ่ขยายได้อย่างกว้างขวางเนื่องจาก

(1) จักรพรรดิโรมันในยุคนั้นขาดความสามารถในการบริหารและขาดคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ

(2) ผู้นำทางคริสต์ศาสนาในเวลานั้นมีคุณสมบัติที่จักรพรรดิไม่มี

(3) ความแตกแยกและเสื่อมโทรมของสังคมและการเมืองในจักรวรรดิสมัยนั้นคนจึงหวังมีชีวิตอย่างมีความสุขในโลกหน้า

(4) อานารยชนที่รุกรานเข้ามาได้ทำลายแต่ความรุ่งเรืองของโรมันในด้านสถาบันการเมืองการปกครองเท่านั้นหาได้ยุ่งเกี่ยวกับคริสต์ศาสนาแต่อย่างใดไม่

เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมลงสถาบันคริสต์ศาสนากลับมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และเมื่อ

จักรวรรดิโรมันล่มสลายไปดินแดนในยุโรปมีแต่ความปั่นป่วนศาสนาจึงได้เข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในทางจิตวิญญาณของชาวยุโรปและสามารถมีอิทธิพลครอบงำยุโรปสมัยกลางทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง

1.1 บทบาททางสังคม

ในสมัยกลางคริสต์ศาสนาได้เข้ามามีบทบาทต่อสังคมยุโรปเพราะสังคมมีแต่ความวุ่นวายและความเสื่อมผู้ที่ปรารถนาจะหลบหนีจากความวุ่นวายได้พบว่าคริสต์ศาสนาสามารถให้ความรู้สึกที่มั่นคงทางจิตใจได้คริสต์ศาสนาจึงแผ่อิทธิพลไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 ศาสนจักรมีอำนาจสูงสุดเหนือสถาบันใด ๆและเข้าไปมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวยุโรปอย่างกว้างขวางคริสตจักรได้เสริมสร้างระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพตามแบบโรมันด้วยการสร้างความเป็น

เอกภาพของคริสต์ศาสนิกชนและคริสตจักรยังมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรทางโลก เช่นการสถาปนาจักรพรรดิโรมันในสมัยกลาง ทำให้คริสตจักรมีความสัมพันธ์กับรัฐพร้อมกับสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่ศาสนจักรในสมัยกลางคริสตจักรได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวยุโรปกลางเป็นอย่างมากตั้งแต่กำเนิดจนเสียชีวิต เป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดโดยผูกอำนาจในการตีความพระธรรมและนำพาให้มนุษย์หลุดพ้นทางวิญญาณ เนื่องจากศาสนจักรเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้ามนุษย์ต้องดำเนินชีวิตตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัดการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนจักรเป็นทางให้มนุษย์พบความสงบสุขในโลกของพระเจ้าดังนั้นชาวยุโรปในสมัยกลางจึงมีความเชื่อฝังแน่นอยู่กับความเชื่อทางศาสนาและปฏิบัติตามคำสอนอย่าง

เคร่งครัดถ้าผู้ใดหรือชนกลุ่มใดมีความเห็นขัดแย้งกับศาสนจักรจะต้องถูกศาสนจักรไต่สวนและลงโทษเช่น

 - การไล่ออกจากศาสนาหรือบัพพาชนียกรรม(excommunication) เป็นการห้ามผู้ต้องโทษไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมหรือพิธีกรรมใดๆ ทางศาสนา ทำให้วิญญาณไม่ได้หลุดพ้น รวมทั้งห้ามติดต่อกับ

ศาสนิกชนอื่น ๆ ด้วย

- การตัดขาดจากศาสนาทั้งชุมชน (interdiction)เป็นการลงโทษประชาชนทั้งดินแดน โบสถ์ในดินแดนนั้นจะปิดไม่ประกอบพิธีกรรมใด ๆ ทั้งสิ้นเท่ากับทำให้ประชาชนในดินแดนนั้นขาดการติดต่อกับพระเจ้าและไม่ได้หลุดพ้นส่วนมากกฎข้อนี้ใช้ในการลงโทษการกระทำของผู้นำรัฐการลงโทษทำให้ศาสนจักรมีอำนาจเหนือประชาชนในสังคมทุกระดับชั้นตั้งแต่กษัตริย์ ขุนนาง จนถึงข้าติดที่ดินระดับล่างสุดและการลงโทษดังกล่าวนี้เองที่ศาสนจักรใช้ต่อสู้ทางอำนาจกับอาณาจักรตลอดช่วงสมัยกลางประชาชนในยุคสมัยกลางมีความเกรงกลัวการลงโทษของคริสตจักรเป็นอย่างยิ่งจึงมีความเคารพเชื่อฟังศาสนา และทำให้ศาสนจักรมีความแข็งแกร่งมั่นคงการที่ศาสนจักรมีอำนาจมาก

1.2 บทบาททางการเมือง

ศาสนาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการเมืองของยุโรปทั้งในระบบกษัตริย์และระบบฟิวดัลรวมทั้งระบบศาล

- ระบบกษัตริย์ ศาสนจักรได้อ้างอำนาจเหนือกษัตริย์และขุนนางในฐานะของผู้สถาปนา

กษัตริย์ สันตะปาปาอ้างอำนาจได้ตั้งแต่สันตะปาปาลีโอที่ 3 (Leo III ค.ศ. 795-816) ทรง

ประกอบราชพิธีสวมมงกุฎแก่จักรพรรดิชาร์เลอมาญ ใน ค.ศ. 800 การอ้างอำนาจของสันตะปาปานำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างศาสนจักรกับจักรพรรดิเยอรมันในสมัยกลาง

 - ระบบฟิวดัลศาสนจักรได้เข้ามามีบทบาทในการยุติสงครามการแย่งที่ดินระหว่างเจ้านายที่ดินต่าง ๆและการที่ศาสนจักรมีที่ดินจำนวนมากทำให้ศาสนจักรต้องไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของที่ดิน

 - ระบบการศาลศาสนจักรได้จัดระบบการพิจารณาศาล จึงอ้างในสิทธิที่จะพิจารณาคดีทั้งศาสนาและทางโลก

1.3 บทบาททางเศรษฐกิจ

ศาสนจักรเป็นแหล่งรวมความมั่งคั่งในสมัยกลางเนื่องจากศาสนจักรได้เงินภาษีจากประชาชน

และบรรณาการที่ดินที่ชนชั้นปกครองมอบให้ศาสนจักรแต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาสนจักรมีอำนาจในสมัยกลาง ได้แก่ การจัดการอำนาจแบบรวมศูนย์ที่มีประสิทธิภาพของศาสนจักร

 คริสตจักรได้วางรูปแบบการบริหารงานเลียนแบบการบริหารของจักรวรรดิโรมันทำให้คริสตจักรเป็นสถาบันที่มีกฎระเบียบและมีเป้าหมายชัดเจนโดยมีสันตะปาปา (Pope) เป็นประมุขสูงสุด และมีคาร์ดินัล (cardinal) เป็นที่ปรึกษาในส่วนภูมิภาคแบ่งเป็นมณฑล ซึ่งมีอาร์ชบิชอป (archbishop) เป็นผู้ปกครองถัดจากระดับมณฑล คือ ระดับแขวง ภายใต้การปกครองของบิชอป (bishop) ส่วนหน่วยระดับล่างสุด คือ ระดับตำบล มีพระหรือบาทหลวง (priests) เป็นผู้ปกครอง

ความคิดทางการเมืองของนักบวชคริสต์สมัยต้น

      พระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) มีเนื้อหาสำคัญที่เด่นชัดถือเป็นหลักการเชิงการเมืองของศาสนาคริสต์คือการยอมรับกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) ความเสมอภาคและความเชื่อว่ารัฐและรัฐบาลเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้นหลักการทั้งสามประการนี้นอกจากจะปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่แล้วบรรดานักบวชคริสต์สมัยต้นอีกหลายท่านยังช่วยอรรถาธิบายเพิ่มเติมจนผู้ที่ศึกษาสามารถเข้าใจได้กระจ่างยิ่งขึ้น

      เซ็นต์ปอล (Saint Paul) ได้เขียนไว้ในจดหมายบันทึกเหตุความว่า กฎหมายธรรมชาติถูกลิขิตไว้ในจิตใจของมนุษย์ทุกรูป สามารถที่จะค้นหาพบได้ด้วยเหตุผลเป็นกฎหมายที่แตกต่างจากกฎหมายของรัฐ กฎหมายเป็นเช่นเดียวกับกฎแห่งศีลธรรม (conscience)สิ่งใดผิดหรือถูกสามารถรู้ได้ผ่านทางกฎหมายนี้โดยมโนสำนึกจะคอยบอกว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรแนวความคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาตินี้บรรดาฟาร์เธอร์ของคริสต์ศาสนาในสมัยต่อ ๆ มายอมรับว่าเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของคริสต์ศาสนา

      นอกจากนี้พระคัมภีร์ใหม่ยังอ้างว่า บรรดารัฐบาลและสถาบันการปกครองต่าง ๆล้วนแต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นและกำหนดให้เป็นไปทั้งสิ้นดังนั้นจึงต้องยอมรับว่า บรรดาสถาบันเหล่านี้เป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ได้รับหน้าที่จากพระเป็นเจ้า การเคารพเชื่อฟังเป็นพันธะของทุก ๆคนเช่นเดียวกับพันธะต่อศาสนา รัฐถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาความยุติธรรมดังนั้นรัฐจึงมีลักษณะแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปกครองคือผู้รับใช้ของพระเจ้าการเชื่อฟังจึงเป็นสิ่งจำเป็น

       แนวทรรศนะเกี่ยวกับกษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ปรากฏในคัมภีร์ใหม่จึงเป็นรากฐานของลัทธิเทวสิทธิ (Divine Right) อำนาจของผู้ปกครองมีความชอบธรรมเพราะผู้ปกครองได้รับอำนาจหรืออาณัติมอบหมายมาจากพระเจ้าผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เพราะเป็นผู้ที่ได้รับการรับรองโดยพระเจ้าประชาชนไม่มีสิทธิต่อต้านหรือไม่ยอมรับผู้ปกครองเพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการปฏิเสธพระเจ้า อำนาจทั้งหมดเป็นของพระเจ้ากษัตริย์ทรงปกครอง โดยอำนาจของพระเจ้า ดังนั้นอำนาจของพระองค์จึงไม่มีขอบเขตและไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ใดนอกจากพระเป็นเจ้าอำนาจของกษัตริย์สืบต่อด้วยการสืบราชสันตติวงศ์เพราะพระเจ้าเลือกกษัตริย์โดยยึดหลักสายโลหิต พฤติกรรมของกษัตริย์พระเจ้าจะเป็นผู้ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ประชาชนหรือองค์การอื่น ๆไม่มีสิทธิวินิจฉัย

ทฤษฎีว่าด้วยอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า(Supremacyof God)

       ปรัชญาเมธีฝ่ายกฎหมายธรรมชาติ(Naturallegal philosopher) ได้อ้างทฤษฎีว่าด้วยอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้ามาตั้งแต่สมัยเซนต์ออกุสตินโดยอ้างว่าบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวงย่อมอยู่ใต้คำบังคับบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าข้อนี้เห็นจะเทียบได้กับเรื่อง พรหมลิขิตตามคตินิยมแบบฮินดู

       นักชีววิทยาอ้างว่าทฤษฎีเช่นนี้มีรากฐานความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการนับถือผีสางเทวดา (theism) โดยมนุษย์รู้จักกันว่าจะต้องมีสิ่งสูงสุดสิ่งหนึ่งคอยดลบันดาลปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติ และลิขิตความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งมนุษย์เกิดจากลิขิตของสิ่งนั้นและมนุษย์จะต้องกลับไปหาสิ่งที่ลิขิตชีวิตในบั้นปลาย

       ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก (Roman Catholic) เจริญรุ่งเรืองขึ้นในตอนต้นสมัยกลาง(Middle Age) ศาสนจักรเรืองอำนาจมากเหนืออาณาจักรทั้งปวงในยุโรปและมีการอ้างอิงว่า กฎหมายธรรมชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกฎของพระผู้เป็นเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมชาติ” (Nature) ที่ว่านั้นคือ พระผู้เป็นเจ้า (God) นั่นเองลัทธิอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้าก็เริ่มเป็นที่กล่าวอ้างกันทั่วไปอย่างกว้างขวางจากแนวคิดของนักบวชคริสต์ดังนี้

       เซนต์ออกุสติน (SaintAugustine)

       ในบรรดาฟาเธอร์ของคริสต์ศาสนาทั้งหลายในยุคต้นเซนต์ออกัสติน (ค.ศ. 354 - 430) ชาวเมืองทาเกสท์ (Tagaste)แถบอาฟริกาศิษย์ของเซนต์แอมโบรสเป็นผู้ที่เผยแพร่แนวความคิดที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองสมัยนั้นและสมัยต่อมามากที่สุดผลงานที่เลื่องชื่อที่สุดของท่านผู้นี้คือ นครของพระเจ้า (City of God) และคำสารภาพ (Confession)

       ในระยะเริ่มแรกสมัยที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติคนทุกคนมีความเสมอภาคกันทุกคนมีกฎหมายธรรมชาติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและกฎหมายธรรมชาติสร้างสันติภาพในการอยู่ร่วมกันของมวลมนุษย์ต่อมาสภาพธรรมชาติของคนถูกทำลายลงด้วยบาป (Sin) คนแต่ละคนหันไปแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยเฉพาะความเสมอภาคระหว่างเพื่อนร่วมโลกหมดสิ้นลงบาปจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสับสนในสังคมมนุษย์ ออกุสติน กล่าวว่า บาปเป็นอาชญากรรมที่แท้จริงของคนชั่วโดยมีรากฐานมาจากความผิดพลาดและความรักในสิ่งที่ผิดความจำเป็นในการที่ต้องมีผู้ปกครองมีกฎหมายเพื่อจัดระเบียบและผดุงไว้ซึ่งสันติภาพจึงเกิดขึ้นอาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลหรือสถาบันการปกครองเกิดขึ้นเพราะผลแห่งบาปที่มนุษย์สร้างขึ้น

       ทรรศนะของเซนต์ออกุสตินเป็นแนวความคิดที่สนับสนุนลัทธิเทวสิทธิตามแบบของนักบวชคริสต์ทั้งหลาย แต่เน้นว่าเฉพาะกษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ยอมรับพระเจ้าและเป็นคริสต์ศาสนิกชนเท่านั้นจึงจะประกาศตัวเองได้ว่าเป็นผู้ได้รับอาณัติจากสวรรค์มอบหมายให้เป็นผู้ปกครองมีอาญาสิทธิเหนือประชาชนทั้งปวงส่วนผู้ปกครองที่ปฏิเสธคริสต์ศาสนาย่อมไม่ใช่ผู้ที่ได้รับเทวโองการให้มาปกครองในนครรัฐหรืออาณาจักรที่ปกครองโดยกษัตริย์ที่ไม่ใช่คริสตชนจะไม่มีทางบันดาลความสุขให้เกิดขึ้นกับประชาชนผู้อาศัยได้ออกุสตินเน้นความศรัทธาในพระเจ้าว่าเป็นหนทางเดียวที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความสุขและอำนาจทางการเมืองจะต้องมาจากความศรัทธาในศาสนา

       ออกุสตินให้ความสำคัญแก่สถาบันศาสนามากกว่าสถาบันการปกครองเขามีทรรศนะว่า พระเจ้าได้จัดหาตัวแทนเพื่อช่วยเหลือคนให้พ้นจากบาปได้สำเร็จและประสบกับชีวิตนิรันดร์ในนครของพระเจ้า ตัวแทนที่ว่านี้คือวัดกับรัฐวัดมีความสำคัญมากกว่ารัฐ อันที่จริงแล้วรัฐอาจจะเป็นอุปสรรคในการที่จะล้างบาปหากว่ารัฐนั้นไม่ใช่ คริสตรัฐวัดเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่เป็นตัวแทนของพระเจ้าบนพื้นพิภพ

   จอห์นแห่งซัลส์เบอรี่ (Johnof Salsbury)

         จอห์น(ค.ศ. 1120- 1180) เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด แต่ได้รับการศึกษาในฝรั่งเศสเมื่อจบการศึกษาได้ทำงานเป็นเลขานุการของอาร์คบิช็อบ ธอมัส เบ็คเก็ต (ThomasBacket) แห่ง Canterbury ในตอนปลายแห่งชีวิตจอห์นได้เป็นบิช็อบแห่งCharters จนกระทั่งสิ้นชีวิตผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากคือหนังสือเรื่อง Policraticus ซึ่งแนวความคิดในเล่มนี้มีอิทธิพลมากในสมัยกลาง

         ในด้านความสัมพันธ์ระห่างสถาบันศาสนากับสถาบันการปกครองจอห์นเขียนไว้อย่างชัดแจ้งว่าอำนาจของกษัตริย์ไม่อาจทัดเทียมอำนาจฝ่ายพระ เพราะอำนาจในการปกครองทางโลกนั้นกษัตริย์ได้รับจากพระเจ้าและจากวัดซึ่งมีฐานะเป็นองค์การตัวแทนของพระเจ้าบนแผ่นดินจอห์นกล่าวว่า ดังนั้น ดาบเล่มนี้ (อำนาจการปกครองทางโลก)กษัตริย์ได้รับจากมือของฝ่ายวัด แม้ว่าฝ่ายวัดจะไม่มีดาบเปื้อนเลือดเลยก็ตามต้องถือว่าวัดเป็นผู้ใช้ดาบเล่มนี้ด้วยมือของกษัตริย์ผู้ซึ่งตนมอบอำนาจบังคับทางกายให้จอห์นหมายความว่าเนื่องจากฝ่ายศาสนาซึ่งเป็นผู้แทนพระเจ้าบนพิภพมอบอำนาจในการปกครองทางโลกให้กับกษัตริย์ดังนั้นจึงควรจะมีอำนาจและศักดิ์ศรีเหนือกว่าเพราะศาสนาเป็นฝ่ายให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมือง

จัดทำโดย

นายศิวพจน์   จิตรสง่า ชั้น ม.6/1 เลขที่ 1

นายศุภวัฒน์  วิบูลยาคม ชั้น ม.6/1 เลขที่ 19

นายอภิชาติ  วิยะเศษ ชั้น ม.6/1 เลขที่ 22

นายชัยพัฒน์  สถาพรชัยสิทธิ์ ชั้น ม.6/1เลขที่ 32

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 40 คน กำลังออนไลน์