@@ ^_^ นาฏศิลป์ไทย ^_^ @@

รูปภาพของ pnp31776

2. ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

     สันนิษฐานว่านาฏศิลป์ไทยกำเนิดมาพร้อม ๆ กับความเป็นชนชาติไทย ที่เป็นเช่นนี้เพราะนาฏศิลป์ไทยเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกาย และคติความเชื่อของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่า นาฏศิลป์ไทยน่าจะมีที่มาจาก 4 แหล่ง ดังนี้

แผนผังที่ 2 ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

     2.1 จากการละเล่นของชาวบ้านในท้องถิ่น หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ชาวบ้านมักหาเวลาว่างมาร่วมร้องรำทำเพลง โดยมีการนำเอาดนตรีมาประกอบด้วย และ ตามนิสัยของคนไทยที่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบร้องรำทำเพลงโต้ตอบระว่างชายหญิงจนเกิดเป็นพ่อเพลง แม่เพลงขึ้น โดยมีลูกคู่คอยร้องรับกันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ทั้งนี้อาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีการร้องรำกันเป็นคู่ชายหญิงเดินเป็นวง หรือเป็นที่รู้จักกันว่ารำโทนหรือรำวงพื้นบ้านจากการละเล่นของชาวบ้านดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการแสดงนาฏศิลป์ไทยประการหนึ่ง

 

ภาพที่2รำวงของคนไทยในสมัยโบราณ

 

2.2จากการแสดงเป็นแบบแผน นาฏศิลป์ไทยที่เป็นมาตรฐานเป็นนาฏศิลป์ที่มีการปลูกฝังและถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์ไทยในวังหลวงที่ฝึกให้แก่ผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่ในวังเป็นผู้แสดงโขนและละครเพื่อแสดงในโอกาสต่าง

  

ภาพที่3การแสดงละครในในสมัยโบราณ

 2.3 จากการรับอารยธรรมของอินเดีย ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่โบราณกาล โดยเฉพาะละครในอินเดียรุ่งเรืองมาก ประกอบกับชนชาติอินเดียที่นับถือและเชื่อมั่นในศาสนา พระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่าง ๆ พระผู้เป็นเจ้าที่ชาวอินเดียนับถือ ได้แก่ พระศิวะ(พระอิศวร) พระวิษณุ และพระพรหม ในบางยุคของชาวอินเดียถือว่า พระอิศวรเป็นเทพเจ้าที่มีผู้เคารพนับถือมากยุคนี้ถือว่าพระอิศวรทรงเป็นนาฏราช(ราชาแห่งการร่ายรำ) มีประวัติทั้งในสวรรค์และในเมืองมนุษย์ ในการร่ายรำของพระอิศวรแต่ละครั้ง พระองค์ทรงให้พระภรตฤาษีเป็นผู้บันทึกท่ารำแล้วนำมาสั่งสอนแก่เหล่ามนุษย์ จนเป็นที่มาของตำนานการฟ้อนรำ และในการเรียนนาฏศิลป์ไทยผู้เรียนทุกคนจะต้องเข้าพิธีไหว้ครูโขน - ละครก่อน ซึ่งได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระพิราพ และพระภรตฤาษี อันเป็นครูทางนาฏศิลป์และเป็นเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ และ ศาสนาฮินดู 

     2.4 จากการเลียนแบบธรรมชาติ กิริยาท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์จะบ่งบอกความหมายและสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ควบคู่กับการพูด ในการฟ้อนรำก็จะใช้ท่ารำสื่อความหมายกับผู้ชมเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่า การแสดงบางชุดไม่มีเนื้อเพลง แต่มีทำนองเพลงอย่างเดียวผู้แสดงก็จะฟ้อนรำไปตามทำนองเพลงนั้น ๆ ลีลาท่ารำเป็นท่าทางธรรมชาติที่ใช้สื่อความหมาย ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการให้ผู้ชมเข้าใจความหมายในการรำ และใช้ท่ารำในการดำเนินเรื่องด้วย ถึงแม้ว่าท่ารำส่วนใหญ่จะมีลีลาสวยงามวิจิตรกว่าท่าทางธรรมชาติไปบ้าง แต่ก็็ยังคงใช้ท่าทางธรรมชาติเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์ท่ารำและเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมบ่งบอกความหมายได้ถูกต้อง

ภาพที่ 4 การเลียนแบบธรรมชาติของมนุษย์มาปรับปรุง
ให้เป็นท่านาฏศิลป์ให้ดูสวยงาม ในการแสดงชุด กราวเงาะ

ภาพที่ 5 การเลียนแบบท่าทางตามธรรมชาติของกวาง

 

 

3. องค์ประกอบของนาฏศิลป์ไทย

     นาฏศิลป์ไทย ประกอบด้วย ศิลปะหลาย ๆ แขนง ทั้ง ศิลปะการ
ร้องเพลง การบรรเลงดนตรี และ การฟ้อนรำ ที่ต้องอาศัยบทร้องนำทำนองเพลงประกอบการแสดง นาฏศิลป์ไทยได้ นาฏศิลป์ไทยมี
ีองค์ประกอบสำคัญ ๆ ต่อไปนี้

     3.1 การฟ้อนรำ การฟ้อนรำ หรือ ลีลาท่าทาง เป็นท่าทางของการเยื้องกรายฟ้อนรำที่สวยงามโดยมีมนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำเหล่านั้นให้
ถูกต้องตามแบบแผน รวมทั้งบทบาทและลักษณะของตัวละคร ประเภทของการแสดง และการสื่อความหมายที่ชัดเจน

     3.2 จังหวะ จังหวะเป็นส่วนย่อยของบทเพลงที่ดำเนินไปเป็นระยะและสม่ำเสมอ การฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยจำเป็นต้องใช้จังหวะเป็นพื้นฐานในการฝึกหัด เพราะจังหวัดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน หากผู้เรียนมีทักษะทางการฟังจังหวะแล้ว ก็จะสามารถรำได้สวยงาม แต่ถ้าผู้เรียนไม่เข้าใจจังหวะก็จะทำให้รำไม่ถูกจังหวะหรือเรียกว่าบอดจังหวะ ทำให้รำไม่สวยงามและไม่ถูกต้อง

     3.3 เนื้อร้องและทำนองเพลง การแสดงลีลาท่ารำแต่ละครั้งจะต้องสอดคล้องตามเนื้อร้อง และทำนองเพลง ทั้งนี้เพื่อบอกความหมายของ
ท่ารำ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในการแสดงได้ตามเนื้อเรื่อง ตลอดสามารถสื่อความหมายให้กับผู้ชมเข้าใจตรงกันได้ 

 

 4. ลักษณะของความเป็นไทยในนาฏศิลป์ ได้แก่

     4.1 ท่ารำอันอ่อนช้อยงดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทยมีความหมายอย่างกว้างขวาง

     4.2 มีดนตรีประกอบ ดนตรีประกอบจะแทรกอารมณ์ หรือรำกับเพลงที่มีแต่ทำนองก็ได้ หรือมีเนื้อร้องและให้ท่ารำไปตามเนื้อร้องนั้น ๆ

     4.3 คำร้องหรือเนื้อร้องเป็นคำประพันธ์ ส่วนบทจะเป็นกลอนแปด ซึ่งจะนำไปร้องกับเพลงชั้นเดียว หรือเพลง 2 ชั้นได้ทุกเพลง ทำให้กำหนดท่ารำไปตามเนื้อร้องได้

     4.4 เครื่องแต่งกาย ละครไทยแตกต่างกับเครื่องแต่งกายละครของชาติอื่น มีแบบอย่างของตนโดยเฉพาะ ขนาดยืดหยุ่นได้ตามสมควร เครื่องแต่งกายบางประเภท เช่น เครื่องแต่งกายยืนเครื่อง ซึ่งต้องใช้วิธีตรึงด้วยด้าย แทนการเย็บสำเร็จรูป

 

 

5. คุณค่าของนาฏศิลป์ไทย

     5.1 เพื่อการสื่อสาร นาฏศิลป์ได้พัฒนาจากรูปลักษณ์ที่ง่าย และเป็นส่วนประกอบของคำพูดหรือวรรณศิลป์ ไปสู่การสร้างภาษาของตนเองขึ้นที่เรียกว่า "ภาษาท่า" โดยกำหนดกันในกลุ่มชนที่ใช้นาฏศิลป์นั้นๆ ว่าท่าใดมีความหมายอย่างไร

ภาพที่ 6 ภาพแสดงท่าทางโศกเศร้าเสียใจ

     5.2 เพื่องานพิธีกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การฟ้อนรำเพื่อบูชาหรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การรำแก้บน การฟ้อนรำอีกลักษณะหนึ่งเป็นการฟ้อนรำบูชาครู ไม่ได้แก้บนใด ๆ แต่เป็นการฟ้อนบูชาครู หรือเป็นพุทธบูชา เช่น การรำถวายมือในพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย

ภาพที่ 7 การรำในพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย

     5.3 เพื่องานพิธีการต่าง ๆ ได้แก่ พิธีการต้อนรับแขกเมืองสำคัญ พิธีแห่เทวรูปที่เคารพประจำปี เพื่อเป็นสิริมงคล พิธีฉลองงานสำคัญ เช่น งานวันเกิด งานวันครบรอบ

     5.4 เพื่อความบันเทิงและการสังสรรค์ นาฏศิลป์ให้ความบันเทิง
แก่ผู้มาร่วมงานต่าง ๆ เช่น การรำอวยพรในวันเกิด ในงานรื่นเริงต่าง ๆ

     5.5 เพื่อการออกกำลังกายและพัฒนาบุคลิกภาพ การฝึกหัดรำไทยต้องอาศัยกำลังในการฝึกซ้อมและ ในการแสดงอย่างมากเหมือนกับได้ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา เป็นการกระตุ้นหรือบำบัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ทำให้กระฉับกระเฉง ไม่เครียด เป็นการสร้างเสริมบุคลิกภาพและมีการทรงตัวที่สง่างามด้วย
     5.6 เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่ นาฏศิลป์เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชุมชน ในชุมชนหนึ่ง ๆ มักมีการสืบทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมทาง
นาฎศิลป์ของตนเอาไว้มิให้สูญหาย มีการสอนมีการแสดง และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้ท้องถิ่นอื่น หรือนำไปเผยแพร่ในต่างแดน

ภาพที่ 8 การรำในพิธีการ เพื่อความบันเทิง ออกกำลังกาย และ การอนุรักษ์เผยแพร่

ภาพที่ 9 การแต่งกายในการแสดงระบำมาตรฐาน

 

 

 

6. ประเภทของนาฏศิลป์ไทย

     นาฏศิลป์ไทยแบ่งออกได้หลายประเภทดังนี้

     6.1 ระบำ คือ ศิลปะของการร่ายรำที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่เป็นชุด ความงามของการแสดงระบำ อยู่ที่ความสอดประสานกลมกลืนกัน ด้วยความพร้อมเพรียงกัน การแสดงมีทั้งเนื้อร้องและไม่มีเนื้อร้อง ระบำ
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

          6.1.1 ระบำดั้งเดิม หรือ ระบำมาตรฐาน หมายถึง การแสดงที่ปรมาจารย์ได้กำหนดเนื้อร้อง ทำนองเพลง ลีลาท่ารำ และ การแต่งกาย ตลอดจนกระบวนการแสดงไว้อย่างแน่นอนตายตัว ที่ได้สั่งสอนฝึกหัด 
ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาเป็นเวลานาน จนนับถือเป็นแบบฉบับ จัดเป็นระบำมาตรฐาน จะเปลี่ยนแปลงลีลาท่ารำไม่ได้ เช่น ระบำดาวดึงส์ ระบำกฤดาภินิหาร ระบำเทพบันเทิง

ภาพที่ 10 การแสดงชุด ระบำดาวดึงส์

          6.1.2 ระบำปรับปรุงหรือสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตามเหตุการณ์ หมายถึง การแสดงที่ปรับปรุงระบำมาตรฐาน ปรับปรุงจาการแสดงพื้นบ้าน ปรับปรุงจากการเลียนแบบกิริยาท่าทางของสัตว์ ปรับปรุงจากเหตุการณ์ ปรับปรุงเพื่อใช้สำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่
1) ปรับปรุงแบบมาตรฐาน หมายถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นโดยยึดแบบและลีลา ตลอดจนความสวยงามของระบำไว้ อาจมีการ
เปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ดูงามขึ้นอีก หรือ เปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมกับสถานที่ที่นำไปแสดง เช่น การจัดรูปแถว การนำเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงเข้าไปสอดแทรก เป็นต้น
2) ปรับปรุงจากพื้นบ้าน หมายถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์
์สร้างสรรค์ขึ้นจากแนวทางความเป็นอยู่ของคนพื้นบ้าน การทำมาหากิน อุตสาหกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ในแต่ละท้องถิ่นมาแสดงออกเป็นรูปของระบำที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น เช่น เซิ้งบั้งไฟ เต้นกำรำเคียว ระบำงอบ ระบำกะลา รองเง็ง เป็นต้น
3) ปรับปรุงจากท่าทางของสัตว์ หมายถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามลักษณะลีลา ท่าทางของสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น ระบำ
นกยูง ระบำนกเขา ระบำมฤครำเริง ระบำบันเทิงกาสร ระบำตั๊กแตน ระบำตีไก่ เป็นต้น

 

 

 

ภาพที่ 11 การแสดงชุดระบำตีไก่

               4) ปรับปรุงจากตามเหตุการณ์ หมายถึง ระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงในวันสำคัญ หรือ วันนักขัตฤกษ์ หรือ เพื่อการต้อนรับ และ แสดงความยินดี เป็นต้น

               5) ปรับปรุงเพื่อใช้สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นระบำประดิษฐ์และสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสื่อนำสู่บทเรียน เหมาะสำหรับเด็ก ๆ เป็นระบำง่าย ๆ เพื่อเร้าความสนใจ ประกอบบทเรียนต่าง ๆ เช่น ระบำสูตรคูณ ระบำวรรณยุกต์ ระบำประเภทปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ ลักษณะท่ารำจะไม่ตายตัว จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ตัวบุคคล ตลอดจนฝีมือและความสามารถของผู้สอนและตัวนักเรียนเอง

     6.2 รำ หมายถึง การแสดงที่มุ่งความงามของการร่ายรำ เป็นการแสดงท่าทางลีลาของผู้รำโดยใช้มือแขนเป็นหลัก สามารถจำแนกอกเป็น 2 ประเภท คือ การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำหมู่

          6.2.1 การรำเดี่ยว คือ การรำที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว 
จุดมุ่งหมายเพื่ออวดฝีมือในการรำ ต้องการแสดงศิลปะร่ายรำ หรือ แสดงสลับฉากรอการจัดฉาก เช่น การรำฉุยฉายต่าง ๆ รำมโนราห์บูชายัญ รำ
พลายชุมพล เป็นต้น

ภาพที่ 12 การรำฉุยฉายพราหมณ์

          6.2.2 การรำคู่ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 
1) รำคู่ในลักษณะศิลปะการต่อสู้ เป็นการแสดงประกอบดนตรี ไม่มีบทร้อง ได้แก่ รำกระบี่กระบอง รำดาบสองมือ รำทวน รำกริช เป็นต้น 
2) การรำคู่ในชุดสวยงาม เป็นการรำที่มีบทร้องประกอบดนตรีที่นักแสดงต้องแสดงท่าทางตามความหมายในตอนนั้น ๆ เช่น การรำหนุมานจับสุพรรณมัจฉา หนุมานจับนางเบญกาย พระรามตามกวาง 
พระลอตามไก่ รามสูรเมขลา เป็นต้น

ภาพที่ 13 การรำคู่ ชุดพระรามตามกวาง

ภาพที่ 14 การรำหมู่ ชุด นางกอย 

          6.2.3 การรำหมู่ เป็น การแสดงมากกว่า 2 คนขึ้นไป ได้แก่ รำโคม ญวนรำกระถาง รำพัด รำวงมาตรฐาน เต้นกำรำเคียว รำกลองยาว เป็นต้น

ภาพที่ 15 รำวงมาตรฐาน

     6.3 ฟ้อน หมายถึง ศิลปะการร่ายรำแบบพื้นเมืองของภาคเหนือ ลีลาการร่ายรำค่อนข้างช้า การแต่งกายแบบพื้นเมืองของชาวเหนือ เช่น 
ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อนเทียน เป็นต้น การฟ้อนจะนิยมเป็นหมู่ ส่วนการร่ายรำอาวุธ เป็นการใช้ศิลปะการต่อสู้ของชาวเหนือก็เรียกว่าฟ้อน เช่น ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง เป็นต้น

ภาพที่ 16 ฟ้อนม่านมงคล

6.4 เซิ้ง หมายถึง ศิลปะการแสดงของภาคอีสาน ลีลาจังหวะการ
ร่ายรำเร็ว การแต่งกายแบบพื้นเมืองอีสานและเพลงที่ใช้ประกอบเป็นเพลงสนุกสนาน ส่วนใหญ่ใช้ในขบวนแห่ต่าง ๆ

ภาพที่ 17 เซิ้งแหย่ไข่มดแดง

6.5 ละคร หมายถึง ศิลปะการแสดงที่ผูกเป็นเรื่องเป็นราว มีเหตุการณ์เชื่อมโยงเป็นตอน ๆ ตามลำดับประกอบไปด้วย บทร้อง ท่าทาง การร่ายรำ บทเจรจา และ นาฏศิลป์ด้านอื่น ๆ ดังนี้ 

          6.5.1 ละครชาตรี เป็นละครที่ถือว่าเป็นละครที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นต้นแบบละครรำทุกชนิด เรื่องที่นิยมนำไปแสดง คือ เรื่องพระสุธน
มโนราห์ พระอภัยมณี และ พระรถเสน แต่เดิมมีผู้แสดง เพียง 3 คน เท่านั้น ละครชาตรีใช้วงปี่พาทย์ประกอบการแสดง 

          6.5.2 ละครนอก กระบวนการรำรวดเร็วและไม่พิถีพิถัน แต่งกายเลียนแบบเครื่องต้นของกษัตริย์ มุ่งแสดงเรื่องให้ตลกขบขัน ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบ แต่เดิมผู้แสดงเป็นชายล้วน ปัจจุบันมีทั้งชายและหญิง

ภาพที่ 18 การแสดงละครชาตรี

ภาพที่ 19 ผู้แสดงละครนอกเรื่องสังข์ทองสมัยรัชกาลที่ 6

6.5.3 ละครใน เป็นละครที่เกิดขึ้นในพระราชฐาน ที่มีศิลปะของการรำอันสวยงาม รักษาขนบประเพณีเคร่งครัด มีความสุภาพทั้งบทร้องและเจรจา เพลง จึงต้องดำเนินจังหวะการร้อง และดนตรีค่อนข้างช้า รำอ่อนช้อยสวยงาม ใช้วงปี่พาทย์ เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่บรรเลงประกอบ แต่งกายแบบเดียวกับละครนอก แต่ถ้าแสดงเรื่องอิเหนา ตัวพระบางตัวจะสวมศีรษะด้วยปันจุเหร็จในบางตอน ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน ตัวประกอบอาจเป็นผู้ชายบ้าง เรื่องที่ใช้แสดงละครใน แต่โบราณมีเพียง 3 เรื่อง คือ เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา และอุณรุท

ภาพที่ 20 ละครในเรื่อง อิเหนา ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน

          6.5.4 ละครดึกดำบรรพ์ เป็นละครที่เรียกชื่อตามชื่อโรงละคร ที่ชื่อว่า โรงละครดึกดำบรรพ์ ได้แบบอย่างมาจากละครโอเปร่าของตะวันตก ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้ทรงปรับปรุงขึ้น ใช้ท่ารำตามแบบแผน ผู้แสดงเป็นผู้ร้องในบทของตนเอง ใช้วงปี่พาทย์ที่ปรับปรุงใหม่คือวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ มีเสียงทุ้มนุ่มนวล

6.5.5 ละครพันทาง เป็นละครแบบผสม คือ การนำเอาท่ารำของชาติอื่นมาแสดง มีผสมผสานกับท่ารำของไทย แต่งกายตามชาติของตัวละครที่ปรากฏในเรื่องนั้น ๆ แบ่งการแสดงออกเป็นชุดตามเนื้อร้อง

ภาพที่ 21 ละครพันทางเรื่อง พระลอ ตอน พระลอตามไก่

6.5.6 ละครร้อง เป็นละครที่ใช้การขับร้องเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง เกิดขึ้นในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก แต่งกายตามท้องเรื่องหรือแต่งกายตามยุคสมัย ผู้แสดงเป็นหญิงล้วนมีผู้ชายเป็นตัวตลกแสดงประกอบ บางครั้งจะใช้ชายจริงหญิงแท้ นิยมแสดงเรื่อง กากี ตุ๊กตายอดรัก สาวเครือฟ้า เป็นต้น ในการแสดงผู้แสดงไม่ต้องรำแต่ใช้ท่าทางกิริยาอาการของคนธรรมดาสามัญทั่วไปในลักษณะกำ ๆ แบ ๆ ไม่มีการรำประกอบ

ภาพที่ 22 ละครร้อง เรื่อง สาวเครือฟ้า

6.5.7 ละครพูด เป็นละครที่แสดงบนเวที ที่มีการเปลี่ยนฉากและแต่งกายตามเนื้อเรื่อง ดำเนินเรื่องด้วยคำพูดของตัวละคร ที่ใช้คำพูดและท่าทางอย่างธรรมดาสามัญชน แต่อาจเน้นในอารมณ์บางอย่างให้เด่นขึ้น เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจชัดเจน ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม บรรเลงตอนปิดฉากเท่านั้น

6.6 โขน เป็นศิลปะการแสดงนาฏศิลป์  ที่อากัปกิริยาของตัวแสดงมีทั้งการรำและการเต้นให้เข้ากับดนตรี ผู้แสดงถูกสมมติให้เป็นตัวยักษ์ เป็นลิง เป็นมนุษย์ (ตัวพระ ตัวนาง) เทวดา โดยการสวมหน้ากาก ซึ่งเรียกกันว่าหัวโขน ปัจจุบันผู้แสดงเป็นมนุษย์หรือเทวดาไม่สวมหัวโขน การแต่งกายจะแต่งตามลักษณะของตัวยักษ์ ลิง มนุษย์ มีผู้พากย์เจรจา ขับร้องแทนการร้องและเจรจาของผู้แสดงซึ่งผู้แสดงมีหน้าที่แสดงท่าทางไปตามบทพากย์และเจรจา ซึ่งเรียกว่า "ตีบท" นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ โขนแบ่งเป็น 5 ชนิด คือ 

6.6.1 โขนกลางแปลง เป็นการแสดงโขนกลางสนาม ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงชุดเกี่ยวกับการยกกองทัพและการรบกัน

ภาพที่ 23 โขนกลางแปลง

6.6.2 โขนโรงนอก หรือ โขนนั่งราว เป็นการแสดงโขนบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน) ให้ตัวโขนที่สำคัญนั่งแทนตั่ง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง ผู้แสดงทุกคนสวมหัวโขน ยกเว้นตัวนาง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า โขนนอนโรง

ภาพที่ 24 โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว

6.6.3 โขนโรงใน เป็นการแสดงโขนที่นำเอาศิลปะการขับร้องและการร่ายรำของละครในเข้าไปผสมกับการแสดงโขน ดังนั้น การแสดงโขนชนิดนี้จึงใช้ทั้งท่าทางรำของละครและท่าทางเต้นของโขน

ภาพที่ 25 โขนโรงใน

6.6.4 โขนหน้าจอ คือโขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่  ต่อมามีการสร้างเวทีประกอบจอหนังใหญ่ ศิลปะการแสดงโขนชนิดนี้ เป็นแบบเดียวกับแสดงโขนโรงใน

ภาพที่ 26 โขนหน้าจอ

6.6.5 โขนฉาก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงโขนเช่นเดียวกับโขนโรงใน ที่มีการสร้างฉากให้ดูสมจริงสมจังยิ่งขึ้น ดังนั้นโขนที่แสดงในลักษณะนี้คือ โขนที่แสดงในโรงละครแห่งชาติ เป็นต้น

ภาพที่ 27 โขนฉาก

 

จบแล้วคร่า 

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 237 คน กำลังออนไลน์