พันท้ายนรสิงห์

ประวัติของพันท้ายนรสิงห์     พันท้ายนรสิงห์เป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งเอกไชยอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๔๖ ๒๒๕๑) ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี และรักษาระเบียบวินัยยิ่งชีวิต สมควรเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป ตามหลักฐานชุมนุมพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ว่า พันท้ายนรสิงห์เป็นชาวบ้านนรสิงห์ แขวงเมืองอ่างทอง มีภรรยาชื่อสีนวล มีบุตรชายหนึ่งคน ไว้แต่เพียงเท่านี้  ประวัติส่วนตัวด้านอื่นศึกษาไม่พบว่ามีการบันทึกไว้  แต่พบว่ามีการบันทึกถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าเสือได้พบกับพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงนายสิงห์ในครั้งแรก และเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าเสือ จนทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเหตุการณ์การพบกันครั้งแรกของพระเจ้าเสือกับพันท้ายนรสิงห์มีบันทึกเล่าต่อกันมาดังนี้พระเจ้าเสือตั้งแต่ทรงพระเจริญวัยมานั้นทรงโปรดวิชาชกมวยมาก ทรงเก่งกาจในการชกมวยยิ่งนัก และเมื่อทรงทราบว่าที่แขวงเมืองวิเศษไชยชาญจะมีการฉลองพระอารามเป็นการใหญ่ ก็ย่อมจะต้องมีการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ รวมทั้งการชกมวยไทยด้วยแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ปัจจุบันคืออำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งชื่อนี้เกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีการย้ายเมืองใหม่ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้าเสือจึงเสด็จพร้อมด้วยบรรดาข้าราชบริพารด้วยเรือพระที่นั่งเป็นราชพาหนะออกจากพระนครอย่างกษัตริย์ คับคั่งด้วยเรือตามเสด็จเป็นพระเกียรติยศแต่ครั้นถึงตำบลบ้านตลาดกรวด อันเป็นตำบลบ้านหนึ่งของแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ก็มีรับสั่งให้หยุดยั้งการเดินทางพักอยู่ ณ ที่นั้นครั้นแล้วพระเจ้าเสือ ก็ทรงผลัดพระภูษานุ่งห่มใหม่อย่างชาวบ้าน และให้มหาดเล็กข้าหลวงเดิม ที่ทรงไว้วางพระทัยอย่างสนิทสี่ห้าคน นุ่งห่มอย่างพระองค์   ปลอมตัวเป็นชาวบ้านให้เหมือนกัน แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอารามที่มีการฉลอง และกำลังมีผู้คนล้นหลามมาร่วมบำเพ็ญกุศลอยู่นั้นในงานดังกล่าวมีมหรสพแทบทุกอย่างและที่ขาดมิได้อันเป็นประเพณีนิยม ก็คือการแข่งเรือพาย และการชกมวย     ในการแข่งเรือนั่นเองที่พระเจ้าเสือได้พบกับสิงห์ ชายหนุ่มลูกย่านบ้านนาได้เป็นคนถือท้ายเรือของเรือแข่งลำหนึ่ง ด้วยความจัดเจนของเขาตลอดจนพวกฝีพาย ทำให้มีชัยชนะทุกเที่ยวที่แข่งกับลำอื่น ระหว่างที่มีการแข่งเรืออยู่นั้น พระเจ้าเสือได้ทอดพระเนตรอยู่ด้วย และทรงพอพระทัยกับการคัดท้ายเรือด้วยความชำนาญของสิงห์มาก จนถึงกับถามหาชื่อคนคัดท้ายเรือลำนั้นจากชาวบ้านที่มาชมการแข่งเรือ จึงได้ทราบว่าชื่อนายสิงห์     หลังจากจบการแข่งเรือพาย พระเจ้าเสือได้เสด็จไปที่สนามมวย ด้วยเป็นกีฬาที่โปรด ในการชกมวยสมัยนั้น มีนายสนามเป็นคนเปรียบชกและชกกันในทันที ไม่ต้องมีการชั่งน้ำหนักว่าข้างไหนหนักเท่าใด และเป็นมวยคาดเชือกที่มีความร้ายแรงชกถากหน้าก็ถึงกับโชกเลือด การต่อสู้ต้องมีเขี้ยวเล็บรอบตัว ทั้งการถอง ถีบ เตะ     ในเวลานั้นพระเจ้าเสือกับมหาดเล็กข้าหลวงเดิมคนสนิทได้มาถึงสนามมวย   ขณะที่นักมวยกำลังเปรียบคู่ชกอยู่กับนายสนามนั้น สมเด็จพระเจ้าเสือมีพระราชดำรัสกับมหาดเล็กนายหนึ่งว่า ให้ไปบอกนายสนามว่าพระองค์จะขอชกด้วย โดยไม่ต้องเปรียบมวย ชกกับใครก็ได้ที่สมัครใจ นายสนามจึงจัดให้ชกกัน พระเจ้าเสือและนักมวยผู้นั้นก็เข้าชกซึ่งกันและกัน และฝีมือทั้งสองฝ่ายนั้นดีพอแลกลำกันได้มิได้เพลี่ยงพล้ำแก่กัน และกำลังก็พอก้ำกึ่งกันอยู่ โดยนักมวยและคนดูทั้งสนามไม่มีใครรู้เลยว่านักมวยคนกรุงนั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน        อย่างไรก็ดี พระเจ้าเสือเสด็จมาในฐานะนักมวยชาวกรุงผู้หนึ่ง มาในพระราชปรารถนาจะทรงพระเกษมสำราญชกมวยลองฝีพระหัตถ์ เมื่อชนะนายสนามจึงตกรางวัลให้เป็นเงินหนึ่งบาท คนแพ้ได้ไปสองสลึง มวยคนกรุงยังไม่ทันออกเหงื่อ  ก็ชกชนะมวยคนวิเศษไชยชาญแล้ว พระองค์จึงให้มหาดเล็กบอกนายสนามให้หาคู่ชกเข้ามาชกกับพระองค์อีก นายสนามก็หาคู่มาให้ชกกันอีก พระเจ้าเสือก็ชกชนะตลอด จนมีหนังสือบางเล่มว่าคู่ชกคนสุดท้ายคือนายสิงห์ที่เป็นคนคัดท้ายเรือ เนื่องจากนายสนามไม่สามารถหาคนเปรียบมวยได้ นายสิงห์จึงอาสาเป็นคู่ชกตามคำท้าของพระเจ้าเสือ คนถือเดิมพันข้างสิงห์ ร้องบอกให้สิงห์คว่ำนักมวยคนกรุงให้ได้ การชกยกแรกผ่านไปโดยสิงห์เป็นฝ่ายได้เปรียบ พอขึ้นยกสอง มหาดเล็กเห็นท่าไม่ดีจึงยกมือยอมแพ้     โดยเหตุที่ถูกชะตาทั้งสองจึงจับมือกันฉันมิตร และพระเจ้าเสือได้ออกปากขอเป็นเพื่อนฝูงกับสิงห์      อย่างไรก็ตาม การที่พระเจ้าเสือปลอมพระองค์ขึ้นชกมวยกับชาววิเศษไชยชาญ   ในที่สุดต่อมาก็เป็นที่รู้กันทั่วเมือง ทั้งนี้เพราะหลังจากเสด็จกลับแล้วไม่นาน ก็มีข่าวเล่าลือจากกรุงศรีอยุธยาออกไปถึงเมืองวิเศษไชยชาญ     ในเรื่องเล่าต่อมาว่าหลังจากสิงห์ได้พบพระเจ้าเสือในงานแล้ว สิงห์ได้แต่งงานกับสีนวลและมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน ต่อมาปีเศษมหาดเล็กจากในวังมาตามสิงห์เข้าวัง   อ้างว่าเป็นรับสั่งของพระเจ้าเสือ โดยโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการเป็นพันท้ายนรสิงห์ ตำแหน่งนายท้ายเรือพระที่นั่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป      วีรกรรมของพันท้ายนรสิงห์      เรื่องราวของพันท้ายนรสิงห์ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ  โดยมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ใน พ.ศ. ๒๔๗๗  สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) ประพาสปากน้ำสาครบุรี ( ปัจจุบันคือจังหวัดสมุทรสาคร ) เพื่อทรงเบ็ด  ด้วยเรือพระที่นั่งเอกไชย มีพันท้ายนรสิงห์เป็นนายท้าย  การเสด็จประพาสปากน้ำสาครบุรีครั้งนี้ เมื่อเรือพระที่นั่งไปถึงตำบลโคกขาม คลองในบริเวณดังกล่าวมีความคดเคี้ยวมาก พันท้ายนรสิงห์พยายามคัดท้ายเรือพระที่นั่งอย่างระมัดระวัง แต่ไม่อาจหลบเลี่ยงอุบัติเหตุได้ หัวเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้ใหญ่หักตกลงไปในน้ำ พันท้ายนรสิงห์รู้โทษดีว่าความผิดครั้งนี้ถึงประหารชีวิตตามโบราณราชประเพณี ซึ่งกำหนดว่าถ้าผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้หัวเรือพระที่นั่งหัก ผู้นั้นหมายถึงมรณะโทษให้ตัดศีรษะเสีย  จึงกราบทูลพระกรุณาน้อมรับโทษตามพระราชประเพณี สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘  ทรงพิจารณาเห็นว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการสุดวิสัย มิใช่ความประมาท จึงพระราชทานพระอภัยโทษให้ แต่พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมยืนยันขอให้ตัดศีรษะตนเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมพระราชกำหนดกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดครหาติเตียนพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงละเลยพระราชกำหนดของแผ่นดิน และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป พระองค์ทรงโปรดให้ฝีพายทั้งปวง ปั้นมูลดินเป็นพันท้ายนรสิงห์แล้วให้ตัดศีรษะรูปดินนั้นเป็นการทดแทนกัน แต่พันท้ายนรสิงห์ยังคงกราบบังคมยืนยันขอให้ประหารตน แม้สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ จะทรงอาลัยรักน้ำใจพันท้ายนรสิงห์เพียงใด ก็ทรงจำพระทัยปฏิบัติตามพระราชกำหนด ทรงดำรัสสั่งให้เพชฌฆาตประหารพันท้ายนรสิงห์เสียแล้ว โปรดให้ตั้งศาลสูงเพียงตา แล้วนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกไชยที่หักนั้น ขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาล ภายหลังเหตุการณ์ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ ทรงโปรดให้นำศพพันท้ายนรสิงห์มาแต่งกายพระราชทานเพลิงศพ และพระราชทานสิ่งของ เงินทอง แก่บุตรภรรยาพันท้ายนรสิงห์เป็นจำนวนมาก     ศาลเทพารักษ์ที่ตำบลโคกขามนั้นก็มีปรากฏมาตราบเท่าทุกวันนี้ มีลักษณะเป็นศาลไม้ในสมัยปัจจุบัน หลังคามุงกระเบื้องดินเผาหางมน พื้นศาลเป็นไม้ยกชั้น ๒ ชั้น  มีเสารองรับ ๖ เสา  ฝาไม้ลูกประกนขนาดเล็ก     ศาลพันท้ายนรสิงห์ถูกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒ ตอนที่ ๒  เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๘  กรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ขึ้น อยู่ถัดจากศาลเก่าที่พังลงมาไม่มากนักโดยกันอาณาบริเวณรอบๆ ศาลไว้ประมาณ ๑๐๐ ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็น อุทยานพันท้ายนรสิงห์ภายในศาลมีรูปปั้นของพันท้ายนรสิงห์ขนาดเท่าของจริงในท่าถือท้ายคัดเรือ     ต่อมาในภายหลังได้มีการนำเอาเรื่องพันท้ายนรสิงห์ไปแสดงเป็นละคร  จัดแสดงที่ศาลาเฉลิมไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ โดยคณะศิวารมณ์ ทั้งนี้ได้มีการแต่งเพลงประกอบละครที่ในปัจจุบันยังหาฟังได้อยู่ โดยเป็นบทเพลงที่ไพเราะชื่อเพลง น้ำตาแสงใต้ ประพันธ์ทำนองโดย ครูสง่า  อารัมภีร โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเขมรไทรโยค และเพลงลาวครวญ ผู้ขับร้องคนแรกคือ  สุรสิทธิ์  สัตยวงศ์                                                  นวลเจ้าพี่เอย            คำน้องเอ่ยล้ำคร่ำครวญ                               ถ้อยคำเหมือนจะชวน ใจพี่หวนครวญคร่ำอาลัย                                           น้ำตาอาบแก้ม  เพียงแซมเพชรไสว                                           แวววับจับหัวใจ เคล้าแสงไต้  งามจับตา                               นวลแสงเพชร  เกล็ดแก้วอันล้ำค่า                               ยามเมื่อแสงไฟส่องมา แวววาวชวนชื่นชม                                           น้ำตาแสงไต้  ดื่มใจพี่ร้าวระบม                                           ไม่อยากพรากขวัญภิรมย์  จำใจข่มใจไปจากนวล        ผลที่ตามมาจากวีรกรรมของพันท้ายนรสิงห์      ภายหลังเหตุการณ์ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ ทรงพระราชดำริว่า คลองโคกขามคดเคี้ยวนักไม่สะดวกแก่การเดินเรือ บางครั้งชาวเมืองต้องเดินเรืออ้อมเป็นที่ลำบากยิ่ง  สมควรจะขุดลัดตัดตรง ทั้งนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพันท้ายนรสิงห์ข้าหลวงเดิม ซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์ มั่นคง ยอมเสียสละชีวิตโดยไม่ยอมเสียพระราชประเพณี  และจะนำความเสื่อมเสียมาให้พระมหากษัตริย์  จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งสมุหนายกให้กะเกณฑ์เลกหัวเมือง จำนวนสามหมื่นคนไปขุดลอกคลองโคกขามให้ลัดตรง กำหนดให้ลึก ๖ ศอก ปากคลองกว้าง ๘ วา  พื้นคลองกว้าง ๕ วา ให้พระราชสงครามเป็นแม่กองอำนวยการขุด  สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ในชุมนุมพระนิพนธ์ว่า พระราชสงครามให้ขุดแต่ปากคลองลำน้ำท่าจีนมาจนถึงตำบลโคกขาม แต่การขุดค้างอยู่มาเสร็จลงในรัชกาลต่อมา ปรากฏเป็นคลองตรงและกว้างใหญ่เรียกว่า คลองมหาชัย อยู่ตราบทุกวันนี้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองมหาชัย แต่ชาวบ้านเรียกว่า คลองถ่าน ปัจจุบันชาวบ้านฝั่งธนบุรี เรียกชื่อว่า คลองด่าน     นอกจากนี้ยังมีพระราชดำรัสแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า แต่ครั้งศักราช ๘๙๐  ปีมะเมีย สัมฤทธิศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีนั้น ได้ขุดคลองสำโรงตำบลหนึ่ง     ครั้นล่วงมาถึงศักราช ๘๘๔ ปีมะโรง จัตวาศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้านั้น ก็ได้ขุดคลองบางกอกใหญ่ตำบลหนึ่ง     ครั้นล่วงมาลุศักราช ๙๐๐ ปีจอ สัมฤทธิศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกนั้น ก็ได้ขุดคลองบางกรวย ริมวัดชะลอ ทะลุไปออกริมวัดมูลเหล็กนั้นตำบลหนึ่ง     ครั้นล่วงมาลุศักราช ๙๗๐ ปีวอก สัมฤทธิศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระจ้าทรงธรรมนั้น ก็ให้ขุดคลองลัดริมวัดดอนไก่เตี้ย ณ ท้ายบ้านสามโคกนั้นตำบลหนึ่ง     ครั้นล่วงมาลุศักราช ๙๙๘ ปีชวด อัฐศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองนั้น ก็ได้ขุดคลองเมืองนนทบุรีตำบลหนึ่ง ตัดออกมาตลาดแก้วนั้น                   ภาพคลองโคกขามด้านหน้าของศาลพันท้ายนรสิงห์              ภาพศาลพันท้ายนรสิงห์                 ภาพศาลเสด็จแม่ศรีนวล               คุณธรรมของพันท้ายนรสิงห์ในบทเรียน เรื่องโคลงภาพพระราชพงศาวดาร      ๑. การปฏิบัติตามกฎระเบียบของบ้านเมืองด้วยความเคร่งครัด ซึ่งในกรณีพันท้ายนรสิงห์ที่เป็นผู้ถือท้ายเรือพระที่นั่งไปชนกิ่งไม้ใหญ่จนหัวเรือพระที่นั่งหักตกลงในน้ำ  ตามพระราชกำหนดผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้หัวเรือพระที่นั่งหัก ผู้นั้นถึงมรณะโทษ แต่พระเจ้าเสือทรงพระราชทานอภัยโทษให้ แต่พันท้ายนรสิงห์ยังคงยืนกรานที่จะปฏิบัติตามพระราชกำหนด เพราะถ้าหากสมเด็จพระเจ้าเสือพระราชทานอภัยโทษให้แก่พันท้ายนรสิงห์แล้ว จะทำให้พระองค์ทรงทิ้งประเพณี ซึ่งต่อมาก็จะมีประชาชนมากล่าวหาตำหนิติเตียนดูหมิ่นพระองค์ได้       การปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างแน่วแน่ของพันท้ายนรสิงห์ ทำให้พระเจ้าเสือทรงสามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชกำหนดกฎหมายไว้ได้ และยังรักษาพระเกียรติของพระองค์ไว้ได้เช่นกัน     ตัวอย่างการปฏิบัติตามกฎระเบียบของบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น นายดำจอดรถในบริเวณที่ห้ามจอด ต่อมาตำรวจให้ใบสั่งแล้วนายดำนำใบสั่งไปชำระค่าปรับที่โรงพัก อย่างนี้จึงนับได้ว่านายดำปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่เรามักพบเห็นคนกลุ่มหนึ่งมักจะไม่ปฏิบัติตามกฎ โดยยินยอมจ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุแทนการไปชำระค่าปรับที่โรงพัก     ๒. การแสดงความกตัญญูแก่ผู้มีพระคุณ ในกรณีของพันท้ายนรสิงห์  การแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณคือการปกป้องพระเจ้าเสือผู้ทรงเป็นผู้ครองแผ่นดินไทยให้ครองราชย์ต่อไปเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน โดยพันท้ายนรสิงห์ยอมตายเพื่อให้พระมหากษัตริย์รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชกำหนดกฎหมายไว้ได้ เหมือนดังเช่นตำรวจ ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่จนต้องเสียสละชีวิตเป็นราชพลีเพื่อรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง 

ได้รัยความรู้เกี่ยวกับ พันท้ายนรสิงห์

ขอบคุณที่ นำมาเผยแพร่ครับ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 8 คน กำลังออนไลน์