คำราชาศัพท์

คำราชาศัพท์

ความหมายของคำราชาศัพท์

คำราชาศัพท์ คือคำสุภาพที่ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลต่างๆ คำราชาศัพท์เป็นการกำหนดคำและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของไทยแม้คำราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิตน้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีคำหลายรูปหลายเสียงในความหมายเดียวกันและเป็น ลักษณะพิเศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑.           

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

๒.         

พระบรมวงศานุวงศ์

๓.          

พระภิกษุสงฆ์สามเณร

๔.          

ขุนนางข้าราชการ

๕.          

สุภาพชน

บุคคลในกลุ่มที่1 และ 2 จะใช้ราชาศัพท์ชุดเดียวกัน เช่นเดียวกับบุคคลในกลุ่มที่ 4 และ 5 ก็ใช้คำราชาศัพท์ในชุดเดียวกันและเป็นคำราชาศัพท์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำในสังคมมนุษย์เราถือว่าการให้เกียรติแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้าชุมชนหรือผู้ที่ชุมชนเคารพนับถือนั้น เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษาต่างยกย่องให้เกียรติแก่ผู้เ ป็นประมุขของชุมชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแทบทุกชาติทุกภาษาจึงต่างก็มี คำสุภาพ สำหรับใช้กับประมุขหรือผู้ที่เขาเคารพนับถือจะมากน้อยย่อมสุดแต่ขนบประเพณีของชาติ และจิตใจของประชาชนในชาติว่ามีความเคารพในผู้เป็นประมุขเพียงใดเมืองไทยเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ และพระประมุขของเรา แต่ละพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถจึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความ เคารพสักการะอย่างสูงสุดและมีความจงรกภักดีอย่างแนบแน่นตลอดมานับตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคำราชาศัพท์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด

ในแหล่งอ้างอิงบางฉบับได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่าคนไทยเริ่มใช้คำราชาศัพท์ในรัชสมัยพระธรรมราชาลิไท พระร่วงองค์ที่5 แห่งสุโขทัย เพราะศิลาจารึกต่างในแผ่นดินนั้นรวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ของท่าน คือ ไตรภูมิพระร่วง ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์อยู่หลายคำเช่น ราชอาสน์ พระสหาย สมเด็จ ราชกุมาร เสด็จ บังคม เสวยราชย์ ราชาภิเศก เป็นต้น

บางท่านกล่าวว่า คำราชาศัพท์นั้นเริ่มใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะพระปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาทรงนิยมเขมร ถึงกับเอาลัทธิและภาษาเขมรมาใช้ เช่น เอาคำว่า "สมเด็จ" ซึ่งเขมรใช้เป็นคำนำพระนามพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นคำนำพระนามของพระองค์และใช้ภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์

และจากหลักฐานที่พบข้อความในศิลาจารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเรื่องตั้งราชวงศ์และเมืองสุโขทัยตอนหนึ่งมีความว่า "พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขทัย" คำว่า"อภิเษก" นี้เป็นภาษาสันสกฤต ไทยเรารับมาใช้สำหรับพิธีการแต่งตั้งตำแหน่งชั้นสูงจึงอยู่ในประเภทราชาศัพท์ และพิธีนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์สุโขทัย จึงน่าสงสัยว่าในสมัยนั้นอาณาจักรสุโขทัยนี้ก็คงจะมีการใช้คำราชาศัพท์บางคำกันแล้ว

ภาษาที่ใช้คำราชาศัพท์

คำราชาศัพท์มิได้มีที่มาจากภาษาไทยภาษาเดียว ด้วยว่าการใช้คำราชาศัพท์เป็นการใช้ด้วยตั้งใจจะทำให้เกิดความรู้สึกยกย่อง เทิดทูน จึงได้เจาะจงรับคำในภาษาต่างๆที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยมาใช้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาษาที่นับถือกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์คำราชาศัพท์ส่วนใหญ่จึงมีที่มาจากภาษาต่างประเทศมากมาย อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำราชาศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้คำภาษาไทยแท้ซึ่งเป็นคำสามัญยกระดับขึ้นเป็นคำราชาศัพท์ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคำราชาศัพท์นั้นมีที่มาจากทั้งภาษาต่างประเทศและภาษาไทยของเราเองดังจะได้พิจารณาต่อไปนี้จากภาษาต่างประเทศ

ตั้งแต่สมัยโบราณมาคนไทยได้ติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษามากมาย ในบรรดาภาษาทั้งหลายเหล่านั้น มีบางภาษาที่เรายกย่องกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็ได้แก่ ภาษาเขมร บาลี และสันกฤต ภาษาอื่นๆก็นำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์บ้าง แต่ก็ไม่มากและสังเกตได้ชัดเจนเท่า3 ภาษาที่กล่าวแล้ว

การเรียนรู้เรื่องคำราชาศัพท์

ตามที่หลายคนคิดว่าคำราชาศัพท์เป็นเรื่องของในรั้วในวัง เป็นเรื่องของผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทนั้น ทำให้คิดต่อไปอีกว่าคำราชาศัพท์เป็นเรื่องยากซึ่งเมื่อก่อนอาจเป็นจริง แต่ปัจจุบันคำราชาศัพท์เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันไปเสียแล้วแม้มิได้ใช้มากเท่ากับภาษาสามัญที่ใช้อยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันแต่ทุกคนโดยเฉพาะผู้มีการศึกษาก็ต้องมีโอกาสที่จะสัมผัสกับคำราชาศัพท์ทุกวันไม่โดยตรงก็โดยทางอ้อม โดยเฉพาะทางสื่อมวลชน

การเรียนรู้วิธีใช้คำราชาศัพท์นั้น กล่าวโดยสรุป ต้องเรียนรู้ใน 2 ประการ คือ เรียนรู้คำ ประการหนึ่งกับเรียนรู้วิธี อีกประการหนึ่ง

๑.           

เรียนรู้คำคือ ต้องเรียนรู้คำราชาศัพท์

๒.         

เรียนรู้วิธีคือ ต้องเรียนรู้วิธีหรือเรียนรู้ธรรมเนียมการใช้คำราชาศัพท์

 

คำราชาศัพท์ที่ใช้ต่างกันตามพระราชอิสริยศักดิ์

 

๑.           

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

๒.         

สมเด็จพระบรมราชินี, สมเด็จพระบรมราชชนนี, สมเด็จพระยุพราช , สมเด็จพระสยามบรมราชกุมารี

๓.          

สมเด็จเจ้าฟ้า

๔.          

พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้า

๕.          

พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า

๖.           

พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า

๗.          

หม่อมเจ้า

มูลเหตุที่ทำให้เกิดมีคำราชาศัพท์

        คือ ต้องการยกย่องให้เกียรติดังนั้นการศึกษาเรื่องคำราชศัพท์ นี้ จึงแบ่งเป็น2 ตอน ใหญ่ๆคือ ตอนที่ 1 ศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ตอนที่ 2 ศัพท์สำหรับพระภิกษุสงฆ์

 คำราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์                     

  • คำนามที่เป็นชื่อสิ่งของสำคัญที่ควรยกย่อง มีคำเติมหน้า ได้แก่ พระบรมมหาราช พระบรมมหา พระบรมราช พระบรม พระอัคราช พระอัคร และพระมหา เช่น พระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาชนกพระบรมราชชนนี พระบรมราชวงศ์ พระบรมอัฐิ พระบรมโอรสาธิราช พระอัครชายา พระมหาปราสาท พระมหาเศวตฉัตร เป็นต้น
  • คำนามเป็นชื่อสิ่งสำคัญรองลงมา นำหน้าด้วยคำพระราชเช่น พระราชวังพระราชวงศ์ พระราชทรัพย์ พระราชลัญจกร เป็นต้น
  • คำนามเป็นชื่อของสิ่งสามัญทั่วไปที่ไม่ถือว่าสำคัญส่วนใหญ่เป็นคำบาลีสันสกฤต เขมร และคำไทยเก่า แต่บางคำก็เป็นคำไทยธรรมดานำหน้าด้วยคำ พระเช่น พระกร พระบาทพระโรค พระฉาย พระแท่น พระเคราะห์ เป็นต้น คำนามใดที่เป็นคำประสม มีคำ พระประกอบอยู่แล้ว ห้ามใช้คำ พระนำหน้าซ้อนอีก เช่น พานพระศรี (พานหมาก) ขันพระสาคร (ขันน้ำ) เป็นต้น
  • คำนามที่เป็นชื่อสิ่งไม่สำคัญและคำนั้นมักเป็นคำไทย นำหน้าด้วยคำว่า ต้นเช่น ม้าต้น ช้างต้น เรือนต้น และนำหน้าด้วย หลวงเช่น ลูกหลวง หลานหลวง รถหลวง เรือหลวง สวนหลวง ส่วน หลวงที่แปลว่าใหญ่ ไม่จัดว่าเป็นราชาศัพท์ เช่นภรรยาหลวง เขาหลวง ทะเลหลวง เป็นต้น นอกจากคำว่า ต้นและ หลวงประกอบท้ายคำแล้ว บางคำยังประกอบคำอื่นๆ อีก เช่น รถพระที่นั่ง เรือพระที่นั่ง รถทรง เรือทรง ม้าทรง ช้างทรง น้ำสรง ห้องสรง ของเสวย โต๊ะเสวย ห้องบรรทม เป็นต้น
  • ใช้คำ พระ นำหน้าคำนามทั่วไป เพื่อให้ทราบว่าเป็นคำราชาศัพท์ เช่น
    ๑. เครื่องราชูปโภค และสิ่งของที่เป็นราชาศัพท์ เช่น พระภูษา พระกลด พระ-สนับเพลา พระยี่ภู่ พระบัญชร พระโอสถ
    ๒. อวัยวะ เช่น พระพักตร์ พระเศียร พระบาท พระศอ พระขนง พระเนตร พระกรรณ พระปราง พระพาหา พระอุทร
    ๓. ใช้กับคำนามที่ไม่มีราชาศัพท์ใช้ เช่น พระแท่น พระที่ พระนม พระอู่ พระ-เก้าอี้ พระสหาย พระพี่เลี้ยง พระอาจารย์
  • ใช้คำ ราช นำหน้าคำ เพื่อให้ทราบว่าเป็นพระมหากษัตริย์ เช่น ราชการ ราชกิจ ราชทูต ราชสมบัติ ราชโอรส ราชธิดา ราชพัสดุ ราชธานี ราชรถ
  • ใช้คำ ทรง ประกอบข้างหลังคำนามสามัญ เพื่อให้เป็นคำนามราชาศัพท์ เช่น ช้าง-ทรง ม้าทรง รถทรง เรือทรง เครื่องทรง
  • ใช้คำ ทรง นำหน้าคำเพื่อทำให้เป็นคำราชาศัพท์ เช่น ทรงพระอักษร ทรงดนตรี  ทรงม้า ทรงเมตตา
  •  ต้น ใช้ประกอบท้ายคำนามสามัญ เพื่อให้ทราบว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ เช่นช้างต้น ม้าต้น เรือต้น

 

 

 

คำราชาศัพท์สำหรับเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ คือตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชินีลงไปถึงหม่อมเจ้า

  • ใช้พระราชนำหน้า เช่น พระราชเสาวนีย์ พระราชประวัติ พระราชดำรัlส พระราชกุศล พระราโชวาท พระราโชบาย เป็นต้น
  • ใช้พระนำหน้า เช่น พระเศียร พระองค์ พระหัตถ์ พระทัย พระบาท เว้นแต่หม่อมเจ้าไม่ใช้ พระนำหน้า ใช้ว่า เศียร องค์ หัตถ์ หทัย บาท เป็นต้น
  • คำนามราชาศัพท์สำหรับเจ้านายอยู่ในตัว ไม่ต้องใช้คำนำหน้าหรือคำต่อท้าย เช่น วัง ตำหนัก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

คำราชาศัพท์ที่ควรทราบ

คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำนาม

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

หัว(พระมหากษัตริย์)

พระเจ้า

หัว

พระเศียร

ผม(พระมหากษัตริย์)

เส้นพระเจ้า

ผม

พระเกศา,พระเกศ,พระศก

หน้าผาก

พระนลาฎ

คิว

พระขนง,พระภมู

ขนระหว่างคิว

พระอุณาโลม

ดวงตา

พระจักษุ,พระนัยนา,พระเนตร

จมูก

พระนาสา,พระนาสิก

แก้ม

พระปราง

ปาก

พระโอษฐ์

ฟัน

พระทนต์

ลิ้น

พระชิวหา

คาง

พระหนุ

หู

พระกรรณ

คอ

พระศอ

ดวงตา

พระเนตร

หนวด

พระมัสสุ

บ่า,ไหล่

พระอังสา

ต้นแขน

พระพาหา,พระพาหุ

ปลายแขน

พระกร

มือ

พระหัตถ์

นิ้วมือ

พระองคุลี

เล็บ

พระนขา

ห้อง

พระอุทร

เอว

พระกฤษฎี,บั้นพระเอว

ขา,ตัก

พระเพลา

แข้ง

พระชงฆ์

เท้า

พระบาท

ขน

พระโลมา

ปอด

พระปัปผาสะ

กระดูก

พระอัฐิ

 
หมวดขัตติยตระกูล

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

ปู่,ตา

พระอัยกา

ย่า,ยาย

พระอัยยิกา,พระอัยกี

ลุง,อา(พี่-น้องชาย ของพ่อ

พระปิตุลา

ป้า,อา(พี่-น้องสาวของ พ่อ)

พระมาตุจฉา

พ่อ

พระชนก,พระบิดา

แม่

พระชนนี,พระมารดา

พี่ชาย

พระเชษฐา,พระเชษฐภาตา

น้องสาว

พระราชธิดา,พระธิดา

หลาน

พระนัดดา

แหลน

พระปนัดดา

ลูกเขย

พระชามาดา

ลูกสะใภ้

พระสุณิสา

หมวดเครื่องใช้

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

คำสามัญ

คำราชาศัพท์

ยา

พระโอสถ

แว่นตา

ฉลองพระเนตร

หวี

พระสาง

กระจก

พระฉาย

น้ำหอม

พระสุคนธ์

หมวก

พระมาลา

ตุ้มหู

พระกุณฑล

แหวน

พระธำมรงค์

ร่ม

พระกลด

ประตู

พระทวาร

หน้าต่าง

พระบัญชร

อาวุธ

พระแสง

ฟูก

พระบรรจถรณ์

เตียงนอน

พระแท่นบรรทม

มุ้ง

พระวิสูตร

ผ้าห่มนอน

ผ้าคลุมบรรทม

ผ้านุ่ง

พระภูษาทรง

ผ้าเช็ดหน้า

ผ้าชับพระพักตร์

น้ำ

พระสุธารส

เหล้า

น้ำจัณฑ์

ของกิน

เครื่อง

ช้อน

พระหัตถ์ ช้อน

ข้าว

พระกระยาเสวย

หมาก

พระศรี

คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำสรรพนาม

บุรุษที่ ๑                      

สรรพนาม

ผู้พูด

ผู้ฟัง

ข้าพระพุทธเจ้า

บุคคลทั่วไป

พระมหากษัตริย์,เจ้านายชั้นสูง

เกล้ากระหม่อมฉัน

บุคคลทั่วไป(หญิง)

เจ้านายชั้นรองลงมา

เกล้ากระหม่อม

บุคคลทั่วไป(ชาย)

 

เกล้ากระผม

บุคคลทั่วไป

 

บุรุษที่ ๒          

สรรพนาม

ผู้พูด

ผู้ฟัง

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป

พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินีนาถ

ใต้ฝ่าละอองพระบาท

เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป

พระบรมโอรสาธิราช,พระบรมราชกุมารี

ใต้ฝ่าพระบาท

เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป

เจ้านายชั้นสูง

ฝ่าพระบาท

เจ้านายที่เสมอกันเหรือผู้น้อย

เจ้านายชั้นหม่อมเจ้าถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ

บุรุษที่ ๓

สรรพนาม

ผู้พูด

ใช้กับ

พระองค์

บุคคลทั่วไป

พระมหากษัตริย์,เจ้านายชั้นสูง

ท่าน

บุคคลทั่วไป

เจ้านาย

คำขานรับ

คำ

ผุ้ใช้

ใช้กับ

พระพุทธเจ้าข้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม

ชาย

พระมหากษัตริย์

เพคะใส่เกล้าใส่กระหม่อมหรือเพคะ

หญิง

พะมหากษัตริย์

พระพุทธเจ้าข้าขอรับ,พระพุทธเจ้าข้า

ชาย

เจ้านายชั้นสูง

เพค่ะกระหม่อม

หญิง

เจ้านายชั้นสูง


คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำกริยา

เป็นคำแสดงอาการแบ่งเป็น ๔ ชนิด

  • กริยาที่เป็นราชาศัพท์ในตัวเอง เช่น ตรัส(พูด) เสด็จ(ไป) กริ้ว(โกรธ) ประชวร (ป่วย) ประสูติ(เกิด) ทูล(บอก) เสวย(กิน) ถวาย(ให้) บรรทม(นอน) ประทับ(อยู่) โปรด(รัก,ชอบ) ทรงม้า(ขี่ม้า) ทรงดนตรี(เล่นดนตรี)
  • ใช้ทรงนำหน้ากริยาธรรมดา เช่น ทรงฟัง ทรงยืน ทรงยินดี
  • ห้ามใช้ทรงนำหน้ากริยาที่มีนามราชาศัพท์ เช่น มีพระราชดำริ(ห้ามใช้ทรงมีพระราชดำริ) มีพระบรมราชโองการ (ห้ามใช้ทรงมีพระบรมราชโองการ)
  • ใช้เสด็จนำหน้ากริยาบางคำ เช่นเสด็จกลับ เสด็จขึ้น เสด็จลง

คำกริยาที่ประสมขึ้นใช้เป็นราชาศัพท์ตามลำดับชั้นบุคคล

กริยา

ราชาศัพท์

ชั้นบุคคล

เกิด

พระราชสมภพ

พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินี

 

ประสูติ

เจ้านาย

ตาย

สวรรคต

พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินี

 

ทิวงคต

พระยุพราชหรือเทียบเท่า

 

สิ้นพระชนม์

พระองค์เจ้าหรือเจ้านายชั้นสู

 

ถึงชีพิตักษัย,สิ้นชีพิตักษัย

หม่อมเจ้า

 

ถึงแก่อสัญกรรม

นายกรัฐมนตรี

 

ถึงแก่อนิจกรรม

รัฐมนตรี

 

 คำขึ้นต้นและคำลงท้ายในการกราบบังคมทูลกราบทูล และทูลด้วยวาจา

ฐานันดรของผู้ฟัง

คำขึ้นต้น

คำลงท้าย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

สมเด็จพระบรมราชินี , สมเด็จพระบรมราชชนนี , สมเด็จพระยุพราช , สมเด็จพระสยามบรมราชกุมารี

ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ควรมีควรแล้วแต่จะทรงพิจารณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

สมเด็จเจ้าฟ้า

ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท

ควรมีควรแล้วแต่จะทรงพิจารณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

ขอประทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท

ควรมีควรแล้วแต่จะทรงพิจารณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

กราบทูลฝ่าพระบาท

ควรมีควรแล้วแต่จะโปรด

หม่อมเจ้า

ทูลฝ่าพระบาททรงทราบ

แล้วแต่จะโปรด

การใช้คำราชาศัพท์ในการเพ็ดทูล

หลักเกณฑ์ในการกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดิน

๑.           

ถ้าผู้รับคำกราบบังคมทูลไม่ทรงรู้จักควรแนะนำตนเองว่า "ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกหระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า......................ชื่อ.................... ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท"และลงท้ายว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

๒.         

ถ้ากราบบังคมทูลธรรมดาเช่น ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถามส่าชื่ออะไร ก็กราบบังคมทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าชื่อ ...................พระพุทธเจ้าข้า"

๓.          

ถ้าต้องการกราบบังคมทูลถึงความสะดวกสบายหรือรอดอันตรายให้ใช้คำว่า "เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม......................"

๔.          

ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงสิ่งที่ทำผิดพลาดไม่สมควรทำให้ใช้คำนำ "พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าพ้นกระหม่อม"

๕.          

ถ้าจะกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาใช้คำว่า "ขอพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม"

๖.           

ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงของหยาบมิบังควรใช้คำว่า "ไม่ควรจะกราบบังคมพระกรุณา"

๗.          

ถ้าจะกราบบังคมทูลเป็นกลางๆเพื่อให้ทรงเลือก ให้ลงท้ายว่า "ควรมีควร ประการใดสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม"

๘.          

ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงความคิดเห็นของตนเองใช้ว่า"เห็นด้วยเกล้าด้วยกระกม่อม"

๙.           

ถ้ากราบบังคมทูลถึงสิ่งที่ที่ทราบใช้ว่า"ทราบเกล้าทราบกระหม่อม"

๑๐.       

ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งถวายใช้คำว่า"สนองพระมหากรุณาธิคุณ"

๑๑.      

ถ้าจะกล่าวขออภัยโทษควรกล่าวคำว่า "เดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า" และลงท้ายว่า ด้วยเกล้าด้วยกระกม่อม

๑๒.     

การกล่าวถึงสิ่งที่ได้รับความอนุเคราะห์ให้ใช้คำว่า "พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม"

สำหรับเจ้านายตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป

๑.           

ในการกราบบังคมทูลไม่ต้องใช้คำขึ้นต้นและลงท้าย ถ้าเป็นพระยุพราช , พระราชินีแห่งอดีตรัชกาลและสมเด็จเจ้าฟ้าควรใช้สรรพนามแทนพระองค์ท่านว่า "ใต้ฝ่าละอองพระบาท"ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" และใช้คำรับว่า "พระพุทธเจ้าข้า"

๒.         

เจ้านายชั้นรองลงมาใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า "ใต้ฝ่าพระบาท" ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า"เกล้ากระหม่อม" ใช้คำรับว่า "พระเจ้าข้า" เจ้านายชั้นสมเด็จพระยาและพระยาพานทองใช้สรรพนามของท่านว่า "ใต้เท้ากรุณา" ใช้สรรพนามของตนว่า"เกล้ากระหม่อม" ฝช้คำรับว่า "ขอรับกระผม"

๓.          

คำที่พระภิกษุใช้เพ็ดทูลต่อพระเจ้าแผ่นดินแทนคำรับว่า "ถวายพระพร" แทนตนเองว่า "อาตมภาพ" ใช้สรรพนามของพระองค์ว่า"มหาบพิตร"

วิธีใช้คำประกอบหน้าคำราชาศัพท์

๑.           

พระบรมราชใช้ประกอบหน้าคำเพื่อให้เห็นว่าสำคัญยิ่ง ในกรณีที่ต้องการเชิดชูพระราชอำนาจ

๒.         

พระบรมใช้ประกอบหน้าคำเพื่อให้เห็นว่าสำคัญยิ่ง ในกรณีที่ต้องการเชิดชูพระราชอิสริยยศ

๓.          

พระราชใช้ประกอบหน้าคำเพื่อให้เห็นว่าสำคัญรองมาจาก พระบรม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งเฉพาะขององค์พระเจ้าแผ่นดิน

วิธีใช้คำประกอบหลังคำราชาศัพท์

1.            

ทรงใช้ประกอบหลังคำนาม เพื่อเป็นคำนามราชาศัพท์

2.            

ต้นใช้ประกอบหลังคำนามสำคัญทั่วไป เพื่อทำให้เป็นคำนามราชาศัพท์ มักใช้กับสิ่งที่โปรดเป็นพิเศษ

3.            

หลวงใช้ประกอบหลังคำนามสามัญทั่วไป เพื่อให้เป็นนามราชาศัพท์

4.            

พระที่นั่งใช้ประกอบหลังคำนามสามัญ เพื่อให้เป็นนามราชาศัพท์ มีความหมายว่าเป็นที่ประทับส่วนพระองค์

ราชาศัพท์สำหรับพระภิกษุสงฆ์

        ไทยเรามีคำพูดที่ใช้กับพระภิกษุโดยเฉพาะอยู่ประเภทหนึ่งบางทีก็เป็นคำที่พระภิกษุเป็นผู้ใช้เองซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมดแล้ว เช่น คำว่า อาตมาภาพ หรืออาตมา มีความหมายเท่ากับฉัน บางคำก็ทั้งท่านใช้เองและเราใช้กับท่าน เช่น คำว่า ฉัน หมายถึง กิน เป็นต้นการพูดกับพระภิกษุต้องมีสัมมาคารวะ สำรวม ไม่ใช้ถ้อยคำที่เป็นไปในทำนองพูดเล่นหรือพูดพล่อยๆซึ่งจะเป็นการขาดความเคารพไปสำหรับพระภิกษุ เราจำเป็นต้องทราบราชทินนาม เรียกว่า พระภิกษุผู้ทรงสมณศักดิ์ของพระภิกษุเรียงลำดับได้ดังนี้ เพื่อที่จะได้ใช้ได้อย่างถูกต้อง

๑.           

สมเด็จพระสังฆราช

๒.         

สมเด็จพระราชาคณะหรือ ชั้นสุพรรณปัฎ คือ พระภิกษุที่มีราชทินนามนำหน้าด้วยคำว่า"สมเด็จพระ"

๓.          

พระราชาคณะชั้นรอง

๔.          

พระราชาคณะชั้นธรรมพระราชาคณะชั้นนี้มักมีคำว่า "ธรรม" นำหน้า

๕.          

พระราชาคณะชั้นเทพพระราชาคณะชั้นนี้มักมีคำว่า "เทพ" นำหน้า

๖.           

พระราชาคณะชั้นราชพระราชาคณะชั้นนี้มักมีคำว่า "ราช" นำหน้า

๗.          

พระราชาคณะชั้นสามัญ

๘.          

พระครูสัญญาบัติ, พระครูชั้นประทวน, พระครูฐานานุกรม

๙.           

พระเปรียญตั้งแต่3-9

        การใช้คำพูดกับพระภิกษุทรงสมณศักดิ์ ที่ผิดกันมากคือชั้นสมเด็จพระราชาคณะเห็นจะเป็นเพราะมีคำว่า"สมเด็จ" นำหน้าจึงเข้าใจว่าต้องใช้คำราชาศัพท์ ซึ่งผิด ความจริงแล้ว พระภิกษุทรงสมณศักดิ์ที่ต้องใช้ราชาศัพท์มีเฉพาะเพียงสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้นเว้นแต่พระภิกษุรูปนั้นๆ ท่านจะมีฐานันดรศักดิ์ทางพระราชวงศ์อยู่แล้ว.

คำราชาศัพท์ที่ควรทราบ

พระภิกษุที่เป็นพระราชวงศ์ใช้ราชาศัพท์ตามลำดับชั้นแห่งพระราชวงศ์สำหรับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า(สมเด็จพระสังฆราชที่เป็นพระราชวงศ์) ใช้ดังนี้

คำขึ้นต้น ใช้ว่า ขอประทานกราบทูล (กล่าวพระนามเต็ม)

สรรพนามแทนผู้พูด ใช้ว่า ข้าพระพุทธเจ้า

สรรพนามแทนพระองค์ท่าน ใช้ว่า ใต้ฝ่าพระบาท

คำลงท้าย ใช้ว่า ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

สมเด็จพระสังฆราชซึ่งดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกใช้ราชาศัพท์เสมอพระเจ้าวรวงศ์เธอ (ที่มิได้ทรงกรม) เช่น

คำขึ้นต้น ใช้ว่า กราบทูล (กล่าวพระนามเต็ม)

สรรพนามแทนผู้พูด ใช้ว่า เกล้ากระหม่อม (สำหรับชาย), เกล้ากระหม่อมฉัน(สำหรับหญิง)

สรรพนามแทนพระองค์ท่าน ใช้ว่า ฝ่าพระบาท

คำลงท้าย ใช้ว่า ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

สรรพนามบุรุษที่๑ ที่พระภิกษุใช้

คำที่ใช้

โอกาสที่ใช้

อาตมา

พระภิกษุใช้กับบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใหญ่หรือมีฐานะตำแหน่งสูงในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ

อาตมาภาพ

พระภิกษุใช้กับพระราชวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป และใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนา

เกล้ากระผม

พระภิกษุใช้กับพระภิกษุที่เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์หรือที่ดำรงสมณศักดิ์สูงกว่า

ผม,กระผม

พระภิกษุใช้กับพระภิกษุด้วยกันโดยทั่ว ๆ ไป

 

 

 

สรรพนามบุรุษที่๒ ที่พระภิกษุใช้

คำที่ใช้

โอกาสที่ใช้

มหาบพิตร

พระเจ้าแผ่นดิน

บพิตร

พระราชวงค์

คุณโยม

บิดา, มารดา, ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่อาวุโสสูง

คุณ,เธอ

ใช้กับบุคคลทั่วไป

 

 

สรรพนามบุรุษที่๒ ที่ฆราวาสใช้

คำที่ใช้

โอกาสที่ใช้

พระคุณเจ้า

ฆราวาสใช้กับสมเด็จพระราชาคณะ, รองสมเด็จพระราชาคณะ

พระคุณท่าน

ฆราวาสใช้กับพระราชาคณะชั้นรองลงมา

ท่าน

ใช้กับพระภิกษุทั่วไป

 

 

คำขานรับที่พระภิกษุใช้

คำที่ใช้

โอกาสที่ใช้

ขอถวายพระพร

พระราชวงค์

เจริญพร

ฆราวาสทั่วไป

ครับ,ขอรับ

ใช้กับพระภิกษุด้วยกัน

 

 

 

 

 

ศัพท์สำหรับพระภิกษุที่พบบ่อย

คำที่ใช้

โอกาสที่ใช้

รูป

ลักษณะนามสำหรับพระภิกษุสงฆ์

อาราธนา

ขอเชิญ

เจริญพระพุทธมนต์

สวดมนต์

ภัตตาหาร

อาหาร

ประเคน

ยกของ(ด้วยมือ)ให้พระ

ฉัน

กิน

ถวาย

มอบให้

เครื่องไทยธรรม

ของถวายพระ, ของทำบุญต่าง ๆ

อนุโมทนา

ยินดีด้วย

อาสนะ, อาสน์สงฆ์

ที่นั่ง

ธรรมาสน์

ที่แสดงธรรม

เสนาสนะ

สถานที่ที่ภิกษุใช้

จำวัด

นอน

สรง

อาบน้ำ

มรณภาพ

ตาย

ปลงผม

โกนผม

กุฏิ

เรือนพักในวัด

จำพรรษ

อยู่ประจำวัด

อุปสมบท

บวช (บวชเป็นพระภิกษุ)

บรรพชา

บวช (บวชเป็นสามเณร)

ลาสิกขา

สึก

คิลานเภสัช

ยารักษาโรค

ลิขิต

จดหมาย

ครองผ้า

แต่งตัว

ถวายอดิเรก

กล่าวบทอวยพรพระมหากษัตริย์

บิณฑบาต

รับของใส่บาตร

ปลงอาบัติ

แจ้งความผิดให้ทราบ

ปัจจัย

เงิน

ทำวัตร

สวดมนต์

เผดียงสงฆ์

แจ้งให้สงฆ์ทราบ

สุผ้า

ซักผ้า, ย้อมผ้า

อาพาธ

ป่วย

 

การใช้ถ้อยคำสุภาพสำหรับคนทั่วไป

การใช้ถ้อยคำสุภาพสำหรับบุคคลทั่วไป จะต้องรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลโดยคำนึงถึงฐานะ
ความสัมพันธ์ที่มีอยู่
การใช้ถ้อยคำสุภาพสำหรับบุคคลทั่วไปควรปฏิบัติดังนี้
๑.ใช้คำสรรพนามที่แสดงความสุภาพ เช่น คุณ ผม ดิฉัน กระผม
๒.ใช้คำขยายเพื่อให้สุภาพเช่นคำว่า กรุณา ขอโทษ โปรด อนุเคราะห์ เป็นต้น
๓.ใช้คำลงท้าย หรือคำเรียกขานทุกครั้งที่จบคำถามหรือคำตอบ คำเหล่านี้ เช่นคำว่า ครับค่ะ ขา เป็นต้น
๔.ไม่เป็นคำหยาบ เช่น ขี้ เยี่ยว อ้าย อี การใช้ว่า อุจจาระ ปัสสาวะ สิ่งนี้สิ่งนั้น  โรคกลาก( ขี้กลาก ) นางเห็น( อีเห็น )
๕. ไม่เป็นคำผวนคือ คำที่พูดกลับเสียงเดิมแล้วเป็นคำที่ไม่สุภาพ

ประโยชน์ของการเรียนรู้คำราชาศัพท์

 

เพราะเหตุที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงสุดของประเทศมาแต่โบราณพระเจ้าแผ่นดินทรงใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแนบแน่นประการหนึ่ง คำราชาศัพท์นั้นเป็นแบบอย่างวัฒนธรรมอันดีทางด้านการใช้ภาษาไทยประการหนึงและการอ่านหรือศึกษาวรรณคดีก็ดี การรับสารสื่อมวลชนในปัจจุบันก็ดี เหล่านี้ล้วนต้องมีคำราชาศัพท์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมออีกประการหนึ่งดังนั้นการเรียนรู้คำราชาศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมายดังจะเห็นได้ดังต่อไปนี้

ประโยชน์ทางตรง

        เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า อันได้แก่

1. ประโยชน์จากการใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง

ที่เรียกว่าใช้คำราชาศัพท์ถูกต้องนั้น คือ ถูกต้องตามบุคคลที่ใช้ว่าบุคคลใดควรใช้ราชาศัพท์ขั้นไหนอย่างไร ประการหนึ่ง ถูกต้องตามโอกาส คือ โอกาสใดใชคำราชาศัพท์หรือไม่เพียงใดประการหนึ่ง และถูกต้องตามวิธีการใช้คือ ใช้ถูกต้องตามแบบแผนที่นิยมนั้นก็อีกประการหนึ่งการใช้ราชาศัพท์ต้องใช้ทั้งความรุ้และประสบการณ์เป็นดุลยพินิจให้ถูกต้อง

2. ประโยชน์จากการเข้าใจที่ถูกต้อง

ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ เช่น วรรณกรรมทั่วไป วรรณคดีหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ทั้งหลาย โทรทัศน์ วิทยุ ตลอดจนสิ่งบันเทิงทั้งหลาย มีภาพยนต์ละคร โขน ลิเก เป็นต้น เพราะการรับรู้ รับฟัง บางครั้งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า คำราชาศัพท์ร่วมอยู่ด้วยเสมอทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ประโยชน์โดยทางอ้อม

        เป็นประโยชน์ผลพลอยได้ แม้ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตามคือ เมื่อรู้คำราชาศัพท์ดี ถูกต้องฟังหรืออ่านเรื่องราวที่มีคำราชาศัพท์เข้าใจผลประโยชน์พลอยได้ ก็จะเกิดขึ้นเสมอดังนี้

1. ธำรงรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไว้

คือ รักษาให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ถือเป็นการธำรงรักษาวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติ

2.เพิ่มความมีเสน่ห์ในตัวบุคคล

คือบุคคลผู้รู้และใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้อง เป็นการแสดงออกซึ่งความมีวัฒนธรรมอันดีงามทางภาษา

ข้อควรจำเกี่ยวกับคำราชาศัพท์ที่มักใช้ผิด

 

๑.  “ถวายการต้อนรับ”  คำนี้ผิด ภาษาไทยมีคำใช้อยู่แล้ว  คือ “เฝ้าฯ รับเสด็จ”  หรือ  “รับเสด็จ
๒.  “ถวายความจงรักภักดี”  ความจงรักภักดีเป็นของที่หยิบยื่นให้กันไม่ได้  เป็นสิ่งที่มีประจำตน  แสดงปรากฏให้ทราบได้  ฉะนั้นใช้  “ถวาย”  ไม่ได้ จึงควรใช้  “มีความจงรักภักดี
๓.  “อาคันตุกะ”  และ  ”ราชอาคันตุกะ”  ใช้ต่างกันดังนี้
อาคันตุกะใช้เมื่อ
ก.  พระมหากษัตริย์เสด็จฯ  ไปทรงเป็นแขกของบุคคลสำคัญ
ข.  บุคคลสามัญไปเป็นแขกของบุคคลสามัญ
ราชอาคันตุกะใช้เมื่อ
ก.  พระมหากษัตริย์เสด็จฯ  ไปทรงเป็นแขกของพระมหากษัตริย์
ข.  บุคคลสามัญไปเป็นแขกของพระมหากษัตริย์
สรุปคือให้ดูเจ้าของบ้านเป็นหลัก  ถ้าเจ้าของบ้านเป็นพระมหากษัตริย์บุคคลทั่วไปที่เป็นแขกไม่ว่าจะเป็น
พระมหากษัตริย์หรือบุคคลสามัญเป็น  “ราชอาคันตุกะทั้งสิ้น  ในทำนองเดียวกัน  ถ้าเจ้าของบ้านเป็นบุคคล
สามัญ  บุคคลที่ไปเป็นแขกไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์หรือบุคคลสามัญเป็นอาคันตุกะทั้งสิ้น
๔.  การใช้คำ  “ถวาย”  มีใช้อยู่สองคำ  คือ  “ทูลเกล้าฯ  ถวายและ  “น้อมเกล้าฯ ถวายใช้ต่างกันดังนี้        
ก.  ถ้าสิ่งของนั้นเป้นของเล็กใช้  “ทูลเกล้าฯ
ข.  ถ้าสิ่งของนั้นเป็นของใหญ่ใช้  “น้อมเกล้าฯ  ถวาย”  หรือ  “ถวายเฉยๆ
๕.  คำว่า  “ขอบใจถ้าจะกล่าวว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขอบใจ ก็ใช้ว่า  “ทรงขอบใจหรือ
พระราชทานกระแสขอบใจ”  ไม่ใช้  “ขอบพระทัย”  เว้นแต่ผู้ที่ทรงขอบใจนั้นเป็นพระราชวงศ์จึงใช้
ขอบพระทัยได้๖.  เมื่อกล่าวถึงการแสดงใด ๆ  ถวายทอดพระเนตร  มักจะใช้ว่า  “แสดงหน้าพระพักตร์หรือ  “แสดงหน้าพระที่นั่งซึ่งผิด  ต้องใช้ว่า  “แสดงเฉพาะพระพักตร์”  หรือ  “แสดงหน้าที่นั่ง
๗.  ถ้ามีผู้ถวายสิ่งของ  เช่น  หมวก  ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ  ขณะที่ถวายนั้นต้องใช้คำสามัญจะใช้คำราชาศัพท์มิได้
เพราะสิ่งของนั้นยังมิได้เป็นของพระองค์ท่าน  เช่น   
-  เจ้าของร้านทูลเกล้าฯถวายหมวกแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี
-  ผู้แทนนักศึกษาทูลเกล้าฯถวายผ้าเช็ดหน้าแด่สมเด็จพระเทพฯ
๘.  หมายกำหนดการ  หมายถึง  หมายรับคำสั่งที่ทางสำนักพระราชวังแจ้งกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปยัง
หน่วยราชการ  หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ใช้เฉพาะกับงานพระราชพิธีเท่านั้น  ถ้าเป็นกิจการทั่วๆไปของ
สามัญชนใช้ว่า  กำหนดการ  เช่น  กำหนดการเดินทาง  กำหนดการสัมมนา เป็นต้น
๙.  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ       
คำที่เรียกพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินมีหลายคำปัจจุบันใช่  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี  ถ้าได้
สำเร็จราชการแผ่นดินก็เป็นสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ที่ใส่  “ ”  ไว้ท้ายคำ  “สมเด็จพระนางเจ้านั้นเพื่อให้ทราบว่าละพระนามไว้  ถ้าออกพระนามเต็มก็วางไว้ 
แทนที่  “ ”  เช่น  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถถ้าเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีของพระมหากษัตริย์ประเทศอื่นให้เรียกสมเด็จพระราชินี
ถ้าประเทศใดมีสตรีเป็นกษัตริย์ให้ใช้ว่าสมเด็จพระราชินีนาถ
๑๐.  พระบรมสาทิสลักษณ์  หรือ  พระบรมฉายาทิสลักษณ์  คือ  ภาพเหมือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  
และพระบรมราชวงศ์ชั้นสูง  เป็นภาพวาดมิใช่ภาพถ่าย ถ้าภาพถ่ายใช้  พระบรมฉายาลักษณ์

 

คำราชาศัพท์ที่ยืมมาจากภาษาอื่น

 

ภาษาบาลีสันสกฤต 

พระเศียร พระเกศ พระนลาต พระพักตร์พระนาสิกพระกัมโบล(แก้ม) พระกรรณ 

พระโอษฐ์ พระมัสสุ (หนวด)พระทนต์ พระชิวหา พระองคุลี พระทัย (จิตใจ)

 พระหทัย (หัวใจ) พระปับผาสะ (ปอด) พระชนกพระชนนี พระโอรส พระธิดา

   พระนัดดาพระปนัดดา (เหลน) พระอัยกา (ปู่ ตา) พระอัยยิกา (ย่า ยาย) 

พระมาตุจฉา (ป้า น้า)พระปิตุจฉา (ป้า อาหญิง)พระสัสสุ (แม่ผัว แม่ยาย) พระสัสสุระ

 (พ่อผัวพ่อตา) สวรรคตทิวงคต พิโรธ ประทาน นิพนธ์ ทรงพระอักษร ทรงพระเมตตา

ภาษาเขมร 

พระเพลา พระศอ พระขนง พระขนอง (หลัง) พระแสงกรรบิด (มีด)พระแสงกรรไกร 

พระขนง พระเขนย พระกระยาเสวย กระแสพระราชดำรัส (คำพูด) พระราช-ดำเนิน 

พระราชดำริ เครื่องพระสำอางพระตำหนักฉลองพระองค์เสวย เสด็จประทับ บรรทม โปรด 

   ทรงพระสรวลทรงพระสำราญกันแสง กริ้ว ถวาย

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 197 คน กำลังออนไลน์