การเลี้ยงม้า

เนื่องจากไทยโพนี่ตั้งเป้าในการผลิตลูกม้าเพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยโดยเฉพาะการทำให้ม้านั้นเป็นผู้ช่วยใส่ปุ๋ยให้กับพืชต่างๆ เช่น สวนยางพารา สวนปาล์ม สวนกาแฟ สวนทุเรียน ลิ้นจี่ ลำไย และสวนผลไม้ประเภทอื่นโดยมีข้อม้ว่าจะต้องปรับขนาดของม้าให้มีสรีระและส่วนสูงที่เหมาะสมกับคนไทย และเราได้พบว่า ม้าลูกผสมที่ส่วนสูงไม่เกิน 155 ซม.(ประมาณ 15.2 แฮนด์)จะมีความเหมาะสมและทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทยมากที่สุด แต่หากมีความสูงเกินจากนี้จะพบความอ่อนแอในม้าตัวนั้นๆ เช่นกีบไม่แข็งแรง เปลี่ยนอาหารไม่ได้ หรือท้องอืดได้ง่ายที่สำคัญคือม้าจะมีขนาดใหญ่มากและต้องให้อาหารเสริมตลอดเวลาไม่สามารถเลี้ยงดูโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติจากท้องถิ่นเป็นหลักได้ ทำให้เป็นภาระของผู้เลี้ยงมากกว่าเป็นผู้แบ่งเบาภาระและในขณะนี้ได้ค้นพบว่าม้าลูกผสมเหล่านี้สามารถกินลูกยาง ใบยางพารา ใบปาล์ม ทางมะพร้าวได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามก็ควรจะมีการถ่ายพยาธิให้ม้าอย่างน้อยปีละสอง-สามครั้ง และควรมีโรงเรือนเพื่อให้ม้าได้พักในเวลากลางคืน แต่ไม่จำเป็นต้องกางมุ้งให้เขาแค่สุมไฟไล่ยุงและมีน้ำสะอาดให้ตลอดเวลาก็เพียงพอแล้ว 
 
 
 
 

สิ่งที่นำมาเสนอเอามาจากเว็บไซต์ที่มีโปรแกรมการคำนวณน้ำหนักม้าโดยการวัดรอบอกม้า(HeartGirth)  และการวัดความยาวม้า จากอกไปโคนหาง ( BodyLength)  หลังจากนั้นนำมาคำนวณปริมาณอาหารที่จะต้องให้ม้าต่อมื้อโดยมีหน่วยเป็นทั้ง กก. และปอนด์ นอกจากนี้ยังมีตารางน้ำหนักม้าที่ความสูงต่างๆเช่น ม้าสูง 13 แฮนด์ หนักประมาณ 290-350 กก.   ม้าสูง 14 แฮนด์ หนักประมาณ 350-420กก. และม้าสูง 15แฮนด์จะหนักประมาณ 420-520 กก.  

การใส่ค่าประกอบการคำนวณในการให้อาหารม้าจะต้องใส่ค่าตัวแปรของการรับภาระของม้า (Work Load) ดังนี้คือ  

ม้าทำงานเบา   (LightLoad)    เช่นใช้ขี่เดินเล่นใช้เวลาไม่นาน หรือ  ม้าที่ฝึกเล็กๆน้อยๆ

ม้าทำงานปานกลาง (Moderate Load) เช่น ใช้ขี่ออกเทรลวันละ 1-2 ชม.   ม้าที่ฝึกประมาณไม่เกินครึ่ง ชม.ต่อวัน

ม้าทำงานหนัก (Heavy Load) ม้าที่เข้ารับการฝึกอย่างเข้มข้น   ม้าแข่งเอ็นดูร๊านซ์ ม้าขี่กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง   ม้าเข้าแข่งขันประเภทเดรสสาจ

ตัวอย่างการคำนวณม้าที่มีความยาวรอบอกเท่ากับ 60 นิ้ว   ยาวลำตัว 80 นิ้ว จะมีน้ำหนัก379 กก. ในสภาพของการใช้งานเบาที่น้ำหนักตัวปกติ (Normal Weight)  และควรให้อาหารหยาบ 5กก. ต่อวัน    และอาหารข้นหรือหัวอาหารประมาณ2 กก. ต่อวัน 

อีกสูตรหนึ่งอันนี้เป็นการคำนวณมือ โดยการใช้สูตรดังนี้

น้ำหนักม้า    = รอบอก X รอบอก X  ความยาวลำตัว เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วให้หารด้วย 300 และบวกอีก 50 หน่วยออกมาเป็นปอนด์  ผมลองดูทั้งสองสูตรแล้วพบว่าสูตรอันแรกเวิร์กกว่ามาก ๆ

 
 

การอาบน้ำม้าที่ไม่ได้ใช้งานมากให้ทำอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอและควรสร้างซองอาบน้ำให้มั่นคง ม้าควรเริ่มหัดอาบน้ำตั้งแต่อายุประมาณ4-6 เดือน

การแปรงขน ควรใช้แปรงสำหรับแปรงขนม้าโดยเฉพาะอย่าใช้แปรงซักผ้าหรืออื่นๆ เพราะไม่ได้ผลดีการแปรงขนควรทำทุกวัน หากไม่เช่นนั้นจะทำให้ขนม้าติดอยู่ตามแปรงแกะออกลำบากและก่อให้เกิดโรคผิวหนังม้าในที่สุด

การแคะกีบ ควรแคะกีบให้มาทุกครั้งหลังอาบน้ำพยายามใช้เหล็กแคะกีบ เขี่ยเศษสิ่งสกปรกในกีบออกมาให้หมด หากกีบมีกลิ่นเหม็นต้องสังเกตว่ามีบาดแผลหรือไม่และใส่ยารักษาให้เรียบร้อย

 
 
 

อาหารม้าสามารถแบ่งได้ตามวัยดังนี้คือ  อาหารม้าลูกม้า อาหารม้าโต อาหารแม่ม้า และอาหารม้าแข่งอาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีขายเป็นตราอักษรดังๆ เช่น อาหารม้าของซีพีอาหารม้าของนิวทริน่า (Nutrena) (สองยี่ห้อนี้มีส่วนผสมของโปรตีนไม่เกิน14 %)  นอกจากนี้ยังมีอาหารม้าสูตรผสมเองที่ทำให้เกษตรกรสามารถผสมเองได้  แต่หากหาอาหารม้าไม่ได้ให้ใช้สูตร(เพื่อพลาง) ดังนี้
อาหารหมู     3.5      ส่วน (ม้าเล็กใช้อาหารหมูเล็ก ม้ากลางใช้อาหารหมูกลาง แม่ม้าหรือม้าท้องใช้อาหารหมูนมหากมีอาหารม้าก็ใช้อาหารม้าเลย)
รำละเอียด 3-4         ส่วน 
ข้าวเปลือก      2          ส่วน 
ข้าวโพด    1          ส่วน 
กากน้ำตาล   0.3-0.5ส่วน 
รวมทั้งหมด  10 ส่วนต่อมื้อ หรือหากคิดเป็นกิโลกรัมก็ไม่ควรเกิน  3 กก. ต่อมื้อสำหรับม้าใหญ่ (ม้าเทศ)  และหากม้าเล็กกว่านี้ก็ลดลงตามสัดส่วน  และควรให้อาหารวันละสามมื้อหรืออย่างน้อยควรให้เช้าและเย็น 
หมายเหตุว่า  1 ส่วนประมาณ 1 กระป๋องนมข้นหวาน 
เสร็จจากการให้อาหารข้นข้างบนนี้แล้วหลังจากนั้นจึงทอดหญ้า(เอาหญ้าใส่ราง)ให้กิน การทอดหญ้าจะมีรางหญ้าต่างหากและใส่หญ้าแห้งหรือฟางไว้ให้ม้าเล็มกินได้ตลอดเวลาแต่หากเลี้ยงแบบประหยัดก็ให้นำม้าไปปล่อยในแปลงหญ้า หรือล่ามเชือกให้กินหญ้าได้

การให้อาหารม้ามีข้อเตือนใจว่าสำหรับม้ายืนโรงหรือม้าขังคอกที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหากให้อาหารน้อยก็แค่ผอมและอดอาหาร แต่การให้อาหารมากเกินไปและไม่เป็นเวลาอาจทำให้ม้าท้องอืดถึงตายได้ 

น้ำจะต้องมีภาชนะใส่น้ำสะอาดให้ม้ากินตลอดเวลา เน้นว่า  น้ำต้องสะอาดและต้องเปลี่ยนถ่ายทุกวัน
 
 
 

เนื่องจากม้าเป็นสัตว์ที่ใช้พลังงานสูงร่างกายมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากอาหารหลักที่ได้รับในแต่ละวันแล้ว ม้ายังต้องการแร่ธาตุอาหารมาบำรุงร่างกายตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องด้วย และหากเป็นม้าที่ใช้งานหนักเสียเหงื่อเยอะจำเป็นต้องชดเชยแร่ธาตุให้ครบถ้วนสำหรับกรณีนี้เราจึงต้องจัดอาหารเสริมไว้ให้ม้าได้เลียกินตลอดเวลาและที่ฟาร์มได้ใช้แร่ธาตุอาหารคลุกเคล้ากับเกลือวางใว้ให้ม้าตลอดเวลาและจากการสังเกตพบว่าม้าจะมีการขยายกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มให้อาหารเสริมไปแล้วประมาณ1-2 เดือน

 

เมื่อก่อนตอนเริ่มเลี้ยงม้าแรกๆไทยโพนี่ยังคงยืนยันการเลี้ยงม้าแบบพอเพียงกล่าวคือให้เฉพาะหญ้าและอาหารเสริมเป็นครั้งคราวแต่เมื่อลองไปได้สักพักก็พบว่าอาการเสริมสำหรับม้าก็เปรียบดั่งวิตามินและเกลือแร่สำหรับคนในระยะแรกเคยผสมดินโป่งเลียนแบบธรรมชาติให้เขาเลีย ซึ่งได้ผลดีในระดับหนึ่งไทยโพนี่จึงเลิกผสมดินโป่ง หันมาใช้เกลือคลุกซีรีเนียมแทนและใส่รางไว้ให้เลียยามต้องการตลอดเวลา

การให้แร่ธาตุเสริมในม้า (ข้อมูลจากSelenium - poison or miracles: By Robin Marshall :www.horsetalk.co.nz)

เป็นที่ถกเถียงกันในวงการคนเลี้ยงม้ามานานแล้วว่าซีรีเนียม หรือแร่ธาตุเสริมสำหรับม้านั้นจำเป็นหรือไม่ อย่างไร 

ขอตอบก่อนเลยว่า เอกสารฉบับนี้ยืนยันการเดินทางสายกลางไว้ครับ นั่นคือ น้อยเกินไปก็ไม่ดี และมากไปก็มีโทษ

เมื่อแรกเริ่มเลี้ยงม้านั้นไทยโพนี่ไม่เคยให้ความสำคัญกับแร่ธาตุหรืออาหารเสริมใดๆ สำหรับม้าเลย เพราะเกรงว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองสำหรับคนเลี้ยงม้าระดับรากหญ้า และโดยที่การเลี้ยงม้านั้นก็ถือว่าเป็นภาระหนักพอสมควรอยู่แล้ว หากไปเพิ่มภาระรายจ่ายก็จะทำให้เกษตรกรเกิดความเบื่อหน่ายและเลิกเลี้ยงในที่สุด ก็จะทำให้ปริมาณผู้เลี้ยงและปริมาณม้าลดจำนวนลง จนในที่สุดก้ไม่เกิดกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับม้าขึ้น 

ภายหลังจากไทยโพี่มีประสบการณ์การเลี้ยงม้าและเพาะพันธุ์ม้ามากขึ้นเราจึงพบว่า อาหารเสริมสำหรับม้านั้นจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะซีรีเนียม   เพราะจะทำให้ม้ามีรูปร่างสมบูรณ์และแข็งแรงมากกว่าตอนที่ไม่ได้ให้แร่ธาตุเสริม    ดังนั้นวันนี้จะขอกล่าวถึงซีรีเนียมโดยเฉพาะ

ธาตุซีรีเนียม(Selenium, Se) นั้นเรารับรู้กันมานานว่ามีความสำคัญทางโภชนาการตั้งแต่ปี1957   แต่ได้เริ่มบันทึกบันทึกผลของมันโดย มาร์โคโปโล   ใน ค.ศ. 1817 ว่าเป็นสารที่มีอยู่ในพืชบางชนิด ที่หากม้ากินเข้าไป (ในจำนวนมากเกินไป) ก็จะทำให้กีบแตก หรือสึกกร่อนง่าย    และเจ้าสารชนิดนี้พบในพืชที่ขึ้นทางตอนเหนือของอเมริกากลาง ประมาณแถวๆมลรัฐควีนส์แลนด์ 

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าเจ้าพืชที่ชื่อ แอสตรากาลัส เรสเมส (Astragalusracemes) เป็นพืชที่สะสมซีรีเนียมได้มากถึง 14990 ส่วน ใน 1000 ส่วน หรือพูดง่ายๆมันมีสะสมสารซีรีเนียมว่ามีมากจนล้นตัวมันนั่นเอง

ในนิวซีแลนด์พบว่าสัตว์ที่กินสารเหล่านี้มากจนเกินขนาดมักจะตาย เพราะยังไม่มียาแก้ 

การขาดสารซีรีเนียมนั้นมักพบว่า สัตว์จะเกิดอาการ กล้ามเนื้อลีบ หรือเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบ  ท่าเดินหรือการเดินจะไม่เรียบหรือกระโดกกระเดก  (Stiff Gaits)   และปัญหาอื่นๆตามมาเยอะแยะ  เช่น กินเท่าไรก็ไม่อ้วน สำหรับม้าจะสังเกตง่ายๆว่ากระดูกสะโพกและซีโครงจะโปนออกมา (อันนี้ไทยโพนี่ว่าเองจากประสบการณ์)

มีผู้รู้ที่ไม่ประสงค์ออกนามอ้างว่าการใช้ซีริเนียมนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกทีเดียวเชียวกล่าวคือเป็นเรื่องของฟาร์มใครฟาร์มมัน   เพราะว่าขึ้นกับว่าปริมาณซีริเนียมในดินหรือแหล่งที่ตั้งของฟาร์มนั้นมีซิรีเนียมอยู่มากน้อยแค่ไหนเพียงไร  

การให้ซีรีเนียมเสริมอาจทำได้โดยการฉีดร่วมกับการให้วิตามินบี 12  แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์

สำหรับม้านั้นมีข้อถกเถียงกันมานานเรื่องซีรีเนียม หากเป็นม้าแข่งได้รับอาหารม้าแข่งตามปกติก็ไม่ต้องเสริม เพราะในอาหารม้าแข่งจะมีซีรีเนียมผสมอยู่แล้ว แต่หากเป็นม้าทั่วไปที่ปล่อยเล็มหญ้าก็ควรเสริมแร่ธาตุดังกล่าวบ้าง 

แต่สุดท้ายโรบินสรุปว่า สำหรับม้าควรให้ประมาณ  0.1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ม้าหนัก 300-500 กก. ก็ควรใช้ประมาณ 30-50มิลลิกรัม หรือประมาณ ครึ่งช้อน - 1 ช้อนชา ต่อวัน เน้นว่า ต่อวันนะครับ ไม่ใช่ต่อมื้อ )

ของไทยโพนี่เวลาใช้ก็จะผสมเกลือประมาณเกลือ 1กก. ต่อซีรีเนียม 3 ช้อนโต๊ะ (สำหรับม้า 10กว่าตัว) คลุกคล้าใส่ภาชนะไว้ข้างรางอาหารหรือวางไว้ในที่ที่ม้าทุกตัวสามารถมาเลียกินได้ตลอดเวลา    สักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ให้ครั้งก็เพียงพอ

 
 
 
 

วิธีการดังนี้ครับ
1. หาซื้อยาถ่ายพยาธิตามร้านสัตวแพทย์หรือร้านอาหารสัตว์ทั่วไปยี่ห้อตามที่สัตวแพทย์แนะนำ ส่วนใหญ่เป็นยาน้ำ

2.ขอเข็มฉีดยา พร้อมหลอดดูด (ไซริงขนาดไม่น้อยกว่า 20 ซีซี) เขามาด้วย
3. แวะซื้อน้ำหวานเฮลบลูบอยมาสัก 1 ขวดที่ร้านขายของทั่วไป
4. เปิดฝาขวดยา ติดเข็มเข้าที่หลอดไซริง เจาะฉึกเข้าไปที่ฝา จุ่มเข็มให้ลึกเพื่อดูดตัวยาหากให้ดีควรเอียงขวดสักหน่อยพองาม ดูดยาเข้าหลอดหากเป็นม้าใหญ่ก็ซัก 10 ซีซี (ม้าหนัก300 กก.) และลดหลั่นกันไปตามลำดับแต่ม้าเล็กยังไงก็ไม่ควรจะน้อยกว่า 5 ซีซี
5. ดึงไซริงออก ชักเข็มออกจากหลอดไซริงที่มียาอยู่บอกคนที่อยู่ใกล้ๆให้เทน้ำหวานใส่ถ้วยสักค่อนถ้วยนำหลอดยาจุ่มในน้ำหวานดึงตูดดูดน้ำหวานจนเต็มพิกัดเขย่ายาและน้ำหวานสักเล็กน้อยพอเข้ากัน
6. เรียงม้าเข้ามาตามเบอร์ หากไม่มีขลุมจงจับใส่ให้เรียบร้อยจับม้าเงยหน้าอ้าปาก เอาหลอดยาแตะปากให้รู้ว่าหวานพอม้าอ้าปากจึงกดเข็มส่งให้ยาพุ่งเข้าให้ถึงลำคอดันปากล่างม้าไว้จนกลืนเกลี้ยงเกลา
7. อีก 3-4 เดือน จึงมาทำพิธีตั้งแต่ 1-6ใหม่

 
 

ขั้นตอนแรก
นำหลอดดูดยาติดเข็มให้เรียบร้อย พร้อมจุ่มลงดูดตัวยา ม้าใหญ่ 10ซีซี ม้าเล็ก ม้าไทย 5 ซีซี
ขณะเดียวกันให้เทน้ำหวานใส่ขันรอไว้

เมื่อดูดยาได้แล้ว ปลดเข็มฉีดยาออกนำหลอดดูดไปจุ่มในขันหรือถ้วยน้ำหวาน ดึงก้านดูดให้ได้น้ำหวานจนเต็มหลอด
 
 
 
 
จับม้ารอไว้และรอกรอกยาเข้าปาก
 
 
 
 
เมื่อฉีดยาเข้าปากแล้วให้ดันปากล่างของม้าขึ้น ระวังอย่าให้คายเก็บอุปกรณ์ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย ขวดยาที่เหลือแช่ตู้เย็นเอาไว้ให้พันมือเด็ก 
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 183 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • nbr10257
  • sss29499