โครงสร้างของพืช

รูปภาพของ acskumthorn

โครงสร้างของพืช

 

พืช คือ  ต้นไม้
อวัยวะของพืช (Plant tissue)
พืชเป็นสิ่งมีชีวิตมีหน่วยที่เล็กที่สุดที่มีชีวิตที่เป็นองค์ประกอบคือเซลล์ เซลล์หลายเซลล์ของพืชอยู่รวมกันทำงานร่วมกันเรียก เนื้อเยื่อ (Tissue) เนื้อเยื่อหลายเนื้อเยื่อมาอยู่รวมกันทำงานร่วมกันเกิดเป็นอวัยวะ อวัยวะของพืชมีหลายชนิดได้แก่ ราก (Root) ลำต้น (Stem) ใบ (Leaf) ดอก (Flower) ผล (Fruit) เมล็ด (Seed )
ราก (Root) :: อวัยวะหรือส่วนของพืชที่ไม่มี ข้อ ปล้อง ตา และใบ เจริญลงสู่ดินตามแรงดึงดูดของโลก (positivegeotropism ) มีกำเนิดมาจาก radicle ของ embryo ซึ่งอยู่ภายในเมล็ด รากที่เปลี่ยนแปลงมาจากเรดิเคิล จัดเป็นรากที่มีการเจริญในระยะแรก (Primary growth) ส่วนรากของพืชใบเลี้ยงคู่หรือ พืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด จะมีการเจริญเติบโตขั้นที่2 (Secondary growth)
โครงสร้างตามยาวของราก:: แบ่งได้ 4 บริเวณ คือ
1.บริเวณหมวกราก (Root cap) ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma) เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ ผนังค่อนข้างบาง มีแวคิวโอล ขนาดใหญ่ สามารถผลิตเมือกได้ ทำให้หมวกรากชุ่มชื้น และอ่อนตัว สะดวกต่อการชอนไช และสามารถป้องกันอันตรายให้กับบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นไปได้
2.บริเวณเซลล์กำลังแบ่งตัว(Region of cell division)อยู่ถัดจากรากขึ้นมาประมาณ 1-2 mm เป็นบริเวณของเนื้อเยื่อเจริญ จึงมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีส เพื่อเพิ่มจำนวน โดยส่วนหนึ่งเจริญเป็นหมวกราก อีกส่วนเจริญเป็นเนื้อเยื่อ ที่อยู่สูงถัดขึ้นไป
3.บริเวณเซลล์ขยายตัวตามยาว (Region of cell elongation) อยู่ถัดจากบริเวณเซลล์มีการแบ่งตัว เป็นบริเวณที่เซลล์มีการยืดยาวขึ้น
4.บริเวณเซลล์เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะ (Region of cell differentiation and maturation) ประกอบด้วยเซลล์ถาวรต่างๆ ซึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญมีโครงสร้างเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ บริเวณนี้จะมีเซลล์ขนราก (Root hair cell)
ชนิดของรากเมื่อแยกตามกำเนิด จำแนกออกเป็น 3 ชนิดคือ
1.Primary root หรือ รากแก้ว (tap root) มีลักษณะ ตอนโคนจะโตแล้วค่อยเรียวเล็กลงไปจนถึงปลาย จะยาวและใหญ่กว่ารากอื่นๆที่แยกออกไป ทำหน้าที่ เป็นหลักรับส่วนอื่นๆให้ทรงตัวอยู่ได้ รากชนิดนี้พบในพืชใบเลี้ยงคู่ที่งอกออกจากเมล็ดโดยปกติ ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่งอกออกจากเมล็ดใหม่ๆก็มีรากระบบนี้เหมือนกันแต่มีอายุได้ไม่นานก็เน่าเปื่อยไปแล้วเกิดรากชนิดใหม่ขึ้นมาแทน (รากฝอย)
2.Secondary root หรือรากแขนง (lateral root หรือ branch root) เป็นรากที่เจริญเติบโตออกมาจาก รากแก้ว มักงอกเอียงลงไปในดินจนเกือบขนานหรือขนานไปกับพื้นดิน รากชนิดนี้อาจแตกแขนงออกเป็นทอดๆ ได้อีกเรื่อยๆ ทั้งรากแขนงและแขนงต่างๆที่ยื่นออกไปเป็นทอดๆต่างกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อเพริไซเคิลในรากเดิมทั้งสิ้น
3.Adventitious root หรือ รากวิสามัญ เป็นรากที่ไม่ได้กำเนิดมาจากรากแก้วหรือรากแขนง รากชนิดนี้อาจแตกออกจากโคนต้นของพืช ตามข้อของลำต้นหรือกิ่ง ตามใบหรือจากกิ่งตอนของไม้ผลทุกชนิด แยกเป็นชนิดย่อยได้ตามรูปร่างและหน้าที่ ได้ดังนี้
- รากฝอย (fibrous root) เป็นรากเส้นเล็กๆมากมาย ขนาดโตสม่ำเสมอกันไม่ไม่เรียวลงที่ปลายอย่างรากแก้ว งอกออกจากรอบโคนต้นแทนรากแก้วที่ฝ่อเสียไปหรือที่หยุดเตอบโต พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่
- รากค้ำจุ้น (Prop root) เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของลำต้น ที่อยู่ใต้ดิน และเหนือดินขึ้นมาเล็กน้อย และพุ่งแทงลงไปในดิน เพื่อพยุงลำต้นเอาไว้ไม่ให้ล้มง่าย เช่นรากค้ำจุนของต้นข้าวโพด ต้นลำเจียก ต้นโกงกาง
- รากเกาะ (Climbing root) เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของลำต้นแล้วมาเกาะตามหลักหรือเสาเพื่อพยุงลำต้นให้ติดแน่นและชูลำต้นขึ้นที่สูง เช่นรากของพลู พลูด่าง กล้วยไม้
- รากสังเคราะห์แสง (photosynthtic root) เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของลำต้น แล้วห้อยลงมาในอากาศ มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ เป็นรากที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง เช่น รากกล้วยไม้ที่มีสีเขียวเฉพาะรากอ่อน หรือปลายรากที่แก่เท่านั้น รากของไทร โกงกาง มีสีเขียวเฉพาะตรงที่ห้อยอยู่ในอากาศ ส่วนที่ไซลงไปในดินแล้วไม่มีสีเขียวเลย
- รากหายใจ (Respiratory root) รากพวกนี้เป็นแขนงงอกออกจากรากใหญ่ที่แทงลงไปในดินอีกทีหนึ่ง แต่แทนที่จะงอกลงไปในดิน กับชูปลายขึ้นมาเหนือดินหรือผิวน้ำ บางทีก็ลอยตามผิวน้ำ เช่นรากของแพงพวย
- รากกาฝาก (Parasitic root) เป็นรากของพืชบางชนิดที่เป็นปรสิต เช่นรากของต้นกาฝาก และต้นฝอยทอง
- รากสะสมอาหาร (storage root) เป็นรากที่ทำหน้าที่ในการสะสมอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล หรือ โปรตีนเอาไว้ ทำให้มีลักษณะอวบอ้วนเรามักเรียกว่า หัว เช่น หัวแครอท หัวผักกาด หัวมันเทศ หัวมันแกว มันสำปะหลัง กระชาย เป็นต้น
รากจะงอกหยั่งลงดินเพื่อหนีแสงสว่าง รากมีสีขาว หรือสีน้ำตาล มีขนาดและความยาวแตกต่างกัน พืชบางชนิดเช่นวัชพืชตามสวนมีราก เป็นกระจุกอยู่ใกล้ผิวดิน เราเรียกรากชนิดนี้ว่า รากฝอยเมื่อเราถอนต้นวัชพืชจะมีรากเพียงส่วนน้อยติดขึ้นมารากส่วนใหญ่ยังคงเหลืออยู่ในดิน พืชประเภทแครอทมีรากขนาดโตเราเรียกว่า รากหัว ฝังอยู่ในดิน รากมีหน้าที่ 2 ประการคือ ยึดลำต้นไว้กับดิน เมื่อลมพัดแรง ต้นไม้แกว่งไกว รากจะยึดไว้ หน้าที่อีกอย่างคือดูดน้ำและแร่ธาตุจากดิน เพื่อให้พืชนำไปใช้ในการเจริญเติบโต
หน้าที่ของรากพืช
1.ค้ำจุนส่วนต่างๆ ของพืชให้ทรงตัวอยู่ได้ (anchorage)
2.ดูดและลำเลียงน้ำ (absorption and transportation)
3.หน้าที่อื่นๆ ขึ้นกับลักษณะของรากเช่น สะสมอาหาร ยึดเกาะ ใช้ใน การหายใจเป็นต้น
ลำต้น (Stem) : เจริญมาจากต้นอ่อน (Embryo) ส่วนเอพิคอลทิล (Epicotyle) และ ส่วนไฮโพคอลทิล (Hypocotyl) ลำต้นจะแตกต่างจากรากตรงที่ มีข้อ (node) ปล้อง (Internode) ยอด (Apical bud)
นักเรียนคิดว่าระหว่างข้อและปล้องของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวกับใบเลี้ยงคู่พวกใดที่เห็นข้อปล้องชัดเจนว่ากันเพราะเหตุใดเพราะพืชใบเลี้ยงคู่มีการเจริญเติบโตขั้นที่สองซึ่งเป็นการเจริญออกทางด้านข้าง ทำให้ปิดทับบริเวณข้อ แต่นักเรียนสามารถสังเกตบริเวณที่เป็นข้อของพืชใบเลี้ยงคู่บริเวณที่แตกกิ่งและใบ
ภาพโครงสร้างของลำต้นจากปลายยอด แบ่งเป็น 4 ส่วน
1.เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (Apical meristem)
2.ใบเริ่มเกิด (Leaf primordium)
3.ใบอ่อน (Young leaf)        
4.ลำต้นอ่อน (Young stem)
ชนิดของลำต้น
ลำต้นแบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามตำแหน่งที่อยู่คือ ลำต้นเหนือดิน(Aerial stem) และ     ลำต้นใต้ดิน (Underground stem)
ลำต้นเหนือดิน จำแนกตามลักษณะของลำต้นได้เป็น 3 ชนิด
1.ต้นไม้ใหญ่(tree) หรือไม้ยืนต้น        
2.ต้นไม้พุ่ม (shrub)      
3.ต้นไม้ล้มลุก (herb)
ลำต้นเหนือดินที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่พิเศษ
ลำต้นเหนือดินของพืชหลายชนิดอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำหน้าที่พิเศษ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นชนิดต่างๆดังต่อไปนี้
1.ครีพพิง สเต็ม (creeping stem) เป็นลำต้นที่ทอดหรือเลื้อยขนานไปตามผิวดินหรือน้ำทั้งนี้เพราะลำต้นอ่อนไม่สามารถตั้งตรงอยู่ได้ตามข้อมักมีรากงอกออกมาแล้วแทงลงไปในดินเพื่อช่วยยึดลำต้น ให้แน่นอยู่กับที่ได้ แขนงที่แยกไปตามพื้นดินหรือพื้นน้ำดังกล่าวนั้น เรียกว่า stolon(สโตลอน) หรือ Runner (รันเนอร์) ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกะเฉด ผักตบชวา แตงโมฟักทอง และสเตอเบอรี่
2.ไคลบบิง สเต็ม ( Climbing stem) เป็นลำต้นที่เลื้อยหรือไต่ขึ้นที่สูง พืชพวกนี้มักมีลำต้นอ่อนเช่นเดียวกับพวกแรก แต่ถ้ามีหลักหรือต้นไม้ที่มีลำต้นตรงอยู่ใกล้ๆมันอาจจะไต่ขึ้น ที่สูงด้วยวิธีต่างๆ ดังนั้นจึงจำแนก climbing stem ออกเป็นชนิดต่างๆตามลักษณะของการไต่ได้ดังนี้
2.1 ทวินนิง สเต็ม (twining stem) เป็นลำต้นที่ไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้ลำต้นพันหลักเป็นเกลียวไปเช่นต้นถั่วต้นบอระเพ็ดและเถาวัลย์ต่างๆ
2.2 มือเกาะ (tendril stem) เป็นลำต้นที่ดัดแปลงไปเป็นมือเกาะ (tendril) สำหรับพันหลักเพื่อไต่ขึ้นที่สูง ส่วนของเทนดริลจะบิดเป็นเกลียวคล้ายลวดสปริงเพื่อให้ยืดหยุ่นเมื่อลมพัดยอดเอนไปมา เทนดริล ก็จะยืดและหดได้ เช่น ต้นองุ่น บวบ น้ำเต้า ฟักทอง แตงกวา
2.3 รูท ไคลบบิง (root climbing) เป็นลำต้นที่ไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้รากที่งอกออกมาตามข้อยึดกับหลักหรือต้นไม้ เช่น ต้นพริกไทย ต้นพลู และพลูด่าง
2.4 หนาม (stem spine) เป็นลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นหนามรวมทั้งขอเกี่ยว (Hook) สำหรับไต่ขึ้นที่สูง และป้องกันอันตรายได้ด้วย เช่น เฟื่องฟ้า มะนาว มะกรูดพวกส้มต่างๆ ไผ่ และไมยราบ ต้นกระดังงา
ลำต้นใต้ดิน (Undergroud stem) สามารถจำแนกได้ 4 ชนิด
1.แง่ง หรือเหง้า หรือ ไรโซม (Rhizome) มักอยู่ขนานกับผิวดิน มีข้อและปล้องเห็นได้ชัดเจน ตามข้อมีใบที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสีน้ำตาลใบนี้ไม่มีคลอโรฟิลมักเรียกว่าใบเกล็ด ห่อหุ้มตาเอาไว้ภายใน ตาเหล่านี้อาจแตกแขนงเป็นลำต้น ที่อยู่ใต้ดินหรือ แตกเป็นใบเป็นมัดขึ้นมาเหนือดิน ลำต้นชนิดนี้ถ้ามีการสะสมอาหารไว้มากก็จะอวบอ้วนขึ้น เช่น ขมิ้น ขิง
2.ทูเบอะ (Tuber) เป็นลำต้นใต้ดินที่เติบโตมาจากปลายไรโซม ประกอบด้วยปล้องประมาณ 3-4 ปล้องเท่านั้นตามข้อไม่มีใบเกล็ดและรากมีอาหารสะสมอยู่มากจึงทำให้อวบอ้วนกว่าไรโซมตรงที่อยู่ของตาจะไม่อ้วนขึ้นมาด้วยจึงเห็นตาบุ๋มลงเช่นหัวมันฝรั่งหัวมันมือเสือมันกลอย
3.บัลบ (bulb) เป็นลำต้นที่ตั้งตรงอาจตั้งตรงพ้นดินขึ้นมาบ้างเป็นลำต้นเล็กๆมีปล้องสั้นมากตามปล้องมีใบเกล็ดห่อหุ้มลำต้นเอาไว้จนเห็นเป็นหัวขึ้นมา อาหารจะสะสม ในใบเกล็ด แต่ในลำต้นจะไม่มีอาหารสะสม ตอนล่างของลำต้นจะมีรากฝอย งอกออกมาเป็นเส้นเล็กๆเช่นหัวหอมกระเทียมและพลับพลึง
4.คอร์ม (Corm) เป็นลำต้นใต้ดินที่ตั้งตรงเหมือนกับ บัลบ แต่จะมีอาหารละสมอยู่ในลำต้น แทนที่จะสะสมไว้ในใบเกล็ด จึงทำให้ลำต้นอ้วนมากเห็นข้อได้ชัดเจน กว่าบัลบ ตามข้อมีใบเกล็ดบางๆมาห่อหุ้ม มีตางอกออกตามข้อเป็นใบสู่อากาศ หรือเป็นลำต้นใต้ดินต่อไปเช่นเผือกซ่อนกลิ่นฝรั่ง
การเจริญขั้นที่สองของลำต้น
การเจริญเติบโตขั้นที่สองของพืช (Secondary growth) : พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการเจริญเติบโต 2 ขั้นตอนคือ เจริญเติบโตในระยะแรก (Primary growth) ส่วนใหญ่ทำให้พืชยืดยาวขึ้น ซึ่งการเจริญในขั้นพบทั่วไปในพืชมีดอกทุกชนิด แต่ในพืชมีดอกชนิดใบเลี่ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด จะมีการเจริญเติบขั้นที่สอง (Secondary growth) คือ จะสามารถเจริญออกทางด้านข้างได้ ซึ่งเป็นผลมาจาก เนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ทางด้านข้าง ได้แก่ วาสคิวลาร์แคมเบียม(Vascular cambium) และ คอร์กแคมเบียม (Cork cambium)การเจริญเติบโตขั้นที่สองจะพบในอวัยวะของพืชในส่วนลำต้นและราก
ใบ (Leaf หรือ Leaves ) เป็นอวัยวะที่เจริญออกไปบริเวณด้านข้างโดยมีตำเหน่งอยู่ที่ข้อปล้องของต้นและกิ่งใบส่วนใหญ่จะมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์รูปร่างและขนาดของใบแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช หน้าที่หลักของใบคือใช้ในการสังเคราะห์แสง การหายใจและการคายน้ำ
ลักษณะโครงสร้างภายในของใบ
ส่วนประกอบของใบมี 3 ส่วนคือ แผ่นใบ ( blade หรือ lamina ) ก้านใบ ( petiole ) และหูใบ ( stipule )
ภาพ โครงสร้างของใบ
1.แผ่นใบ ( blade หรือ lamina ) มักแผ่เป็นมีขนาดใบและรูปร่างต่างกัน เส้นใบ (vein) ให้สังเกตเส้นกลางใบ ( midrib ) ซึ่งต่อเป็นเนื้อเดียวกับก้านใบ จากเส้นกลาง
2.ก้านใบ ( petiole ) ติดกับแผ่นใบตรงฐานใบ ยกเว้นบางชนิดก้านใบติดตรงกลางหรือตรงด้านในของแผ่นใบ ก้านใบสั้นบ้าง ยาวบ้าง หรือไม่มีก้านใบเลย เรียก sessile leaf ก้านใบโดยมากมีลักษณะกลม ใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด ก้านใบแผ่หุ้มลำต้นเรียกกาบใบ (leaf sheath)
3.หูใบ ( stipule ) เป็นระยางค์ อยู่ตรงโคนก้านใบ ถ้าเป็นหูใบของในย่อย ( leaflet ) เรียกหูใบย่อย ( stiple ) หูใบมีลักษณะเป็นริ้ว หนามหรือต่อมเล็กๆ ส่วนใหญ่มีสีเขียว หูใบมีรูปร่างขนาดและสีต่างกัน
ดอกไม้ ( Flower ) มีอยู่มากมายหลายชนิด  บางชนิดสีสันสวยงาม บางชนิดมีกลิ่นหอมชวนดม ส่วนประกอบของดอกไม้แต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน  ดอกแบ่งออกเป็น   4 ประเภท คือ
1.ดอกสมบูรณ์ คือ ดอกที่มีส่วนประกอบของดอกครบทั้ง 4 ชั้น คือ กลีบเลี้ยงกลีบดอก เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย
2.ดอกไม่สมบูรณ์ คือ ดอกที่ขาดส่วนประกอบบางชั้นไป ทำให้มีเพียง 1, 2 หรือ     3 ชั้น เช่น ดอกมะละกอ ดอกหน้าวัว
3.ดอกสมบูรณ์เพศ คือ   ดอกที่มีชั้นของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียครบถ้วนแต่อาจมีกลีบดอกหรือกลีบเลี้ยงในชั้นใดชั้นหนึ่งก็ได้
4.ดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีชั้นของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยอาจจะมีชั้นของกลีบดอกและกลีบเลี้ยงครบถ้วน
ผล และเมล็ด ( Fruit and Seed ) เมื่อพืชดอกเกิดการปฏิสนธิแล้วรังไข่จะเจริญเติบโตเป็นผลและไข่อ่อนจะเจริญเติบโตเป็นเมล็ด  โดยมีรายละเอียดดังนี้
ผล (Fruit) ทำหน้าที่ปกป้องและรักษาเมล็ดไว้จนถึงเวลางอกหลังจากการปฏิสนธิ หรือการผสมกันระหว่างละอองเรณูกับไข่เป็นส่วนของพืชที่เจริญมาจาการังไข่ของดอก โดยรังไข่ที่สุกนั้นจะเจริญเป็นผลที่ห่อหุ้มเมล็ดไว้แบ่งออกเป็น ผลเดี่ยวจากดอกเดียวรังไข่เดียว เช่น มะเขือ ผลกลุ่มจากดอกเดียวรังไข่หลายอัน เช่น น้อยน่า ผลรวม จากรังไข่หลายอัน เช่นขนุน ผลของพืชบางชนิดมีเนื้อหนา กินได้ เช่น มะม่วง มะละกอ ละมุด แต่ผลมะพร้าวกินไม่ได้ เพราะเนื้อหยาบ
เมล็ด(Seed) ทำหน้าทีสำคัญในการขยายพันธ์พืช เมล็ดเป็นส่วนของพืชที่อยู่ภายในผลโดยเกิดจากการผสมระหว่าง เกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมีย หลังจากการปฏิสนธิ ไข่อ่อนที่อยู่ในรังไข่จะกลายเป็นเมล็ด ดังนั้นพืชที่เจริญมาจากไข่อ่อนของดอกเมล็ดมีเปลือกหุ้ม เพื่อป้องกันอันตรายของต้นอ่อน ภายในเมล็ดมีต้นอ่อน และที่สะสมอาหารเพื่อขยายพันธุ์เป็นต้นใหม่ ซึ่งเมล็ดจะมีต้นอ่อนอยู่ภายใน การขยายพันธุ์โดยเมล็ดจะได้ต้นไม้ที่มีรากแก้วแข็งแรงพืชมีเมล็ดเล็ก เช่น แตงโม มะละกอ ฟักทอง ส้ม มะนาว
วัฏจักรชีวิตของพืช
พืชที่มีดอกทุกชนิด เมื่อดอกได้รับการผสมพันธุ์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผล ซึ่งในผลจะมีเมล็ดอยู่ข้างใน เมื่อนำผลหรือเมล็ดไปปลูก ก็จะงอกต้นอ่อนออกมา จากนั้นต้นอ่อนจะเจริญเติบโตจนเป็นต้นพืชที่สมบูรณ์ สามารถออกดอกออกผลได้ต่อไป เราเรียกวงจรชีวิตของพืชลักษณะนี้ว่า วัฏจักรชีวิตของพืช
วัฏจักรชีวิตของถั่วฝักยาว
การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับสิ่งมีชีวิตเป็นปัจจัยต่างๆ ของสภาวะแวดล้อม จะมีผลต่อการดำรงชีวิต ปัจจัยที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ อุณหภูมิ น้ำ แสงแดด ความชื้น ก๊าซและแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยทางกายภาพ
ปัจจัยทางกายภาพกับการตอบสนองของพืช
1.อุณหภูมิ มีความสำคัญต่อการสืบพันธุ์ เช่น พืชบางชนิดจะไม่ออกดอกเมื่ออุณหภูมิต่ำมากๆ อุณหภูมิมีอิทธิพลต่อโครงสร้าง ขนาดและรูปร่าง เช่น พืชในเขตหนาว จะมีเปลือกหนาเพื่อตอบสนองต่อความเย็น
2.แสง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสังเคราะห์อาหารของพืช จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเอนหาแสงของพืช หรือ สูงชะลูด เพื่อรับแสง
3.น้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสังเคราะห์อาหารของพืช ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด
4.แรงโน้มถ่วงของโลก ต้นไม้จะเจริญเติบโต โดยลำต้นจะเติบโตขึ้นสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก  ส่วนราก จะเจริญเติบโตดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 255 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • sss29408
  • sss29342