SUMMER ม. 1

รูปภาพของ smcthanakit

 

งานชิ้นที่  2  

**  ให้นักเรียนหาประวัติกีฬา เทเบิ้ลเทนนิส ( ปิงปอง)  และข้อมูลที่เกี่ยวขัองกับ ไม้ปิงปอง  และลูกปิงปอง

 ประวัติปิงปอง ประวัติกีฬา ปิงปอง เทเบิลเทนนิส           ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าประเทศใดในสี่ประเทศคืออังกฤษ อเมริกา อินเดีย และ อัฟริกาใต้

เป็นประเทศต้นกำเนิดกีฬาเทเบิลเทนนิสกันแน่เพียงแต่ประเทศอังกฤษได้รับการกล่าวถึงมากกว่าสาม

ประเทศข้างต้นผู้ค้นคิดก็ไม่มีการกล่าวถึงว่าเป็นท่านใดเพียงกล่าวว่าเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนัก

ในสมัยศตวรรษที่12 ซึ่งทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่ประเทศอินเดียและอัฟริกาใต้ก็เคยเล่นมาก่อน 

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุราคาถูกและประกอบได้อย่างง่ายดาย ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับ

ความนิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในพระราชฐานและตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6

แห่งประเทศอังกฤษทรงโปรดฯให้ตั้งโต๊ะเทเบิลเทนนิสขึ้นในพระราชวังบัคกิงแฮมและ

ในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่2

ก็ทรงจัดกีฬาชนิดนี้ให้พระราชธิดา(เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอล

เช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่ 6 พระเจ้าซาร์แห่งเปอร์เชีย, บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดีย , และกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ในอดีตก็ล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาชนิดนี้ 

เทเบิลเทนนิสได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆเข้าด้วยกัน ให้ความคล่องตัวในการเล่น

ทำให้เคลื่อนไหวเท้าได้คล่องแคล่ว

มีความฉับไวทั้งในการรุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็ว

รวมกันแล้วจึงทำให้เทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากนักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรมได้เน้นให้ความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้

ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้นเขากล่าวว่าหลังจากได้เล่น

กีฬาเทเบิลเทนนิสสักเกมส์แล้วคนงานจะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่นและ

ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาดเทเบิลเทนนิสจึงเป็นกีฬาที่ได้รับการพิจารณา

ว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าในการจะช่วยทำให้ระบบประสาทกับกล้ามเนื้อทำงานสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น 
เมื่อครั้งสมัยเริ่มเล่นเทเบิลเทนนิสใหม่ๆเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นตามห้องรับรองของบ้าน

ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียวัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง

ลูกเทเบิลเทนนิสทำจากเส้นได้ใช้หนังสือวางบนโต๊แทนตาข่าย

ไม้ที่ใช้ตีก็ตัดเอาจากกระดาษแข็งหนาๆจากหนังสือเก่าๆ เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆ

และเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ควรจะปกปิดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย 

ไม้เทเบิลเทนนิสซึ่งผลิตขึ้นในขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้คอร์คและมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้าเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายกับโต๊ะ

และมีคุณสมบัติในการทำให้ลูกเทเบิลเทนนิสหมุนรูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างๆ

กันไปเรื่อยๆเพื่อยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน ด้ามจะยาวคล้ายไม้เทนนิส

ส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในกลวงและหุ้มด้วยแผ่นหนังทำให้มีรูปร่างคล้างกลองเล็กๆ ส่วนเกมส์หนึ่งๆ

จะจบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้แต้ม21 แต้มก่อน 
การนำลูกเทเบิลเทนนิสที่ข้างในกลวงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์มาใช้นั้นทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสถูก 
ปฏิวัติไปอย่างสิ้นเชิงลูกเทเบิลเทนนิสแบบใหม่จะมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วน่าอัศจรรย

์และมีความแม่นยำสูงมาก กล่าวกันว่านักกีฬาเทเบิลเทนนิสคนหนึ่งชื่อJAMEGIPP

หรือที่คนอื่นๆกล่าวว่าเป็นบาทหลวง ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาและบังเอิญพบกับ

ลูกบอลสีต่างๆซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น และเมื่อกลับอังกฤษจึงนำมาให้กับ

กีฬาเทเบิลเทนนิสและพบว่ามีประโยชน์มากจึงทำให้นักธุรกิจเกี่ยวกับสินค้ากีฬาพากันผลิตออกจำหน่าย

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ผลักดันกีฬานี้ให้ก้าวหน้าไปมาก 
การเริ่มแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทฯ ต่างๆ จดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตนขึ้นมา

ชื่อต่างๆถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เรียกสินค้าอย่างหรูหรา และมีอยู่บริษัทฯ หนึ่งชื่อ บริษัทปราเกอร์ บราเธอร์ จำกัด

ได้ตั้งชื่อสินค้าของตนเองว่าปิงปองซึ่งเกิดจากการเลียนเสียงของกีฬาชนิดนี้โดยที่เสียง ปิง

มาจากไม้ปิงปองตีลูก และเสียง ปองมาจากที่ลูกกระทบโต๊ะ 
ในระหว่างที่ประชาชนนิยมเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นอย่างมากทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ความนิยมเริ่มลดน้อยลงจนกระทั่งMR. E.C. OODด้ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งจากการที่เขาได้เกิดอาการปวดหัว

และได้ไปซื้อยาในร้านขายยาและได้สังเกตเห็นแผ่นยางซึ่งตอกติดอยู่บนเคาท์เตอร์ความคิดของเขาในพลันนั้นได้คิดถึงกีฬาเทเบิลเทนนิสว่าหากยางชนิดนี้ใช้ทำเป็นผิวสำหรับตีลูกปิงปองบนไม้ปิงปองคงจะวิเศษทีเดียว

มันคงจะทำให้ผู้เล่นควบคุมลูกได้ดีมากขึ้น

เขาจึงลืมอาการปวดหัวโดยที่ไม่รู้ตัวและได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยานั้นไป

ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้และติดกาวเข้าด้วยกัน

เข้าไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อยเริ่มต้นฝึกหัดและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความวิเศษของ

เครื่องมือที่ได้ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันระ

ดับนานาชาติและสามารถชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษลงได้ 

จากวันนั้นเป็นต้นมาประชาชนก็หันกลับมานิยมเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสกันอีก จนกระทั้ง

ค.ศ.1904 กีฬาชนิดนี้กลับซบเซาลงอีกครั้งและไม่ฟื้นตัวขึ้นมาอีกเลยจนกระทั่ง

หลังสงครามโลกครั้งที่1 ในปี ค.ศ.1921สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษและ

ยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปองเนื่องจากกีฬาชนิดนี้มีลักษณะการเล่นที่คล้ายกับกีฬา

เทนนิสและมีโต๊ะเป็นส่วนประกอบจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิสภายหลัง 
ไอเวอร์ มอนทาเจอร์ บุตรชายของคุณหญิงสเวย์ธลิง ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดได้เกิดความสนใจในกีฬาเทเบิลเทนนิส โดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจและเข้าร่วมแข่งขันกันในไม่ช้าการแข่งขั้นระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรก คือระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ตและ

เคมบริดจ์ก็เริ่มต้นขึ้นและเป็นความคิดริเริ่มของ ไอเวอร์ มอนทาเจอร์

ในการใช้ชื่อมารดาของตนเองตั้งชื่อถ้วยว่าสเวย์ธลิง คัพ

(คล้ายกับกีฬาเทนนิสที่มีชื่อการแข่งขัน โธมัส คัพ”)ซึ่งปัจจุบันก็คือการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่นักกีฬาเทเบิลเทนนิสทั่วโลกใฝ่ฝันมากที่สุด 

สภาเทเบิลเทนนิสของโลกก่อตั้งขึ้นในอังฤษเมื่อปีค.ศ.1826

ซึ่งเป็นรากฐานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาต

ิ ( INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION , I.T.T.F.)

ซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อค.ศ.1939ประกอบด้วยชาติต่างๆ มากกว่า 30 ชาติโดยมีอังกฤษเป็นผู้นำและปัจจุบันสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาตินี้ได้มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี่เอง 

ข้อมูลจาก... 
1. หนังสือคู่มือการฝึกเทเบิลเทนนิส ขั้นพื้นฐาน/ งานวิชาการกองการฝึกอบรม

สำนักพัฒนาบุคคลากรกีฬาการกีฬาแข่งประเทศไทย 
2. อ.ณัฐวุฒิ เรืองเวส 
3. อ.นิตย์ ตัณฑะเกยูร 

ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส (ข้อมูลจากสยามกีฬา) 
ที่มาของกีฬาเทเบิลเทนนิส (Table tennis)หรือปิงปอง ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดไม่มีประวัติความเป็นมาในสมัยโรมันหรือกรีกเช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่นแม้รัสเซียก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นมาก่อนใครแต่อังกฤษอ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดแล้วก็ไม่มีใครไปคัดค้าน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามีที่มาเช่นเดียวกับลอนเทนนิสแต่แหล่งกำเนิดยังเป็นที่สงสัย Frank Monke ได้เขียนแนะนำไว้โดยให้ข้อสันนิษฐานว่ากำเนิดมาจากกีฬา2 ชนิดคือ 

1. กีฬาในร่มของเทนนิสเริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ราวศตวรรษที่ 19 ( พ.ศ. 2433) 

2. สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดียโดยทหารอังกฤษได้นำมาเล่นเป็นกีฬากลางแจ้ง การเล่นจะใช้ไม้กระดานเป็นตาข่ายแบ่งแดนบ้างก็ว่ากำเนิดมาจากแอฟริกาใต้ แต่ที่หาหลักฐานได้คืออังกฤษมีการโฆษณาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นเทเบิลเทนนิสชายในหนังสือกีฬาของอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2423 แต่ลูกที่ใช้ในสมัยนั้น ( พ.ศ. 2393) ใช้ลูกบอลทำด้วยไม้ก๊อกหรือยางแข็ง ซึ่งแข็งเกินไป 

จากการศึกษาค้นคว้าการริเริ่มของกีฬาเทเบิลเทนนิสโดยพิจารณาถึงจุดร่วมกันของเทเบิลเทนนิส เทนนิส และแบดมินตันจะเห็นได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาของเทนนิสมากกว่ากีฬาประเภทอื่นๆหลังศตวรรษที่ 19 เทเบิลเทนนิสเล่นกันในห้อง (ในที่ร่ม) ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ไม้ยางชนิดหนึ่งขึ้นมาจึงเล่นกันกลางแจ้ง แต่ถ้าเมื่อใดอากาศไม่ดีก็กลับมาเล่นในห้องอีก จึงเรียกกันว่าเทเบิลเทนนิสขนาดเล็ก 

แม้จะมีคนคิดปิงปองขึ้นมาเป็นแบบย่อของกีฬาเทนนิสเมื่อใกล้จะสิ้นศตวรรษที่แล้วก็ตาม แต่ความจริงแล้วเทเบิลเทนนิสเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนักในสมัยศตวรรษที่ 12 เราไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้มาให้เราเล่นจนกระทั่งทุกวันนี้แม้แต่ประเทศต้นกำเนิดดั้งเดิมทั้งอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอินเดียและแอฟริกาใต้ ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เกิดกีฬาชนิดนี้แต่ก็มีคนส่วนมากยอมรับว่าปิงปองเริ่มมีครั้งแรกในอังกฤษเพราะแม้แต่คนที่กล่าวว่าเทเบิลเทนนิสเริ่มเล่นในอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรกยังเห็นพ้องกันว่าทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่นั่นอาจจะมีส่วนนำปิงปองเข้ามายังประเทศทั้งสอง 

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุที่มีราคาถูกและประกอบได้อย่างง่ายดายทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในพระราชฐาน และตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6 แห่งประเทศอังกฤษทรงโปรดฯ ให้ตั้งโต๊ะปิงปองขึ้นในพระราชวังบัคกิ้งแฮมและในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทรงจัดหากีฬาชนิดนี้ไว้ให้พระราชธิดา(เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอลเช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่6 พระเจ้าซาร์แห่งปอเซีย บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดียและกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาทั้งนั้นนักกีฬาทุกประเภทได้ยอมรับว่า ปิงปองเป็นทางวิเศษที่จะกำหนดกีฬาเฉพาะตัวของเขาเพราะปิงปองรวมเอาคุณสมบัติต่างๆ เข้าด้วยกัน ปิงปองให้ทั้งความคล่องตัวในการเล่นทำให้ฟุตเวิร์กดีและมีความฉับไวทั้งในการบุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วรวมกันแล้วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุดนักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรมได้เน้นให้เห็นความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้นเขากล่าวว่า หลังจากได้เล่นเทเบิลเทนนิสสักเกมแล้วคนงานก็จะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่น และด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาดเทเบิลเทนนิสจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าที่สุดที่จะทำให้สายตาและจิตใจสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น 

เมื่อเริ่มมีการเล่นใหม่ๆเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นในห้องรับแขกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียวัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง โดยมิได้เตรียมมาก่อนลูกปิงปองทำจากเส้นด้าย ใช้หนังสือวางบนโต๊ะแทนตาข่าย ไม้ตีก็ตัดจากกระดาษแข็งหนาๆซึ่งหนังสือเก่าๆที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ได้แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นปิงปองควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆและเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ ควรจะปกปิดไม่ให้เกิดการสึกหรอหรือฉีกขาด 

ในไม่ช้าวงการค้าเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะหาผลประโยชน์จากเครื่องเล่นชนิดนี้และเริ่มต้นผลิตวัสดุในการเล่นที่เหมาะสมกว่าที่เคยทำกันเองในขณะนั้นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตก่อให้เกิดการตื่นตัวในกีฬาประเภทนี้อย่างมากมายบริษัทที่กล่าวกันว่าเป็นบริษัทแรกที่เริ่มพัฒนากีฬาที่เรียกว่า เทเบิลในร่มคือบริษัท Parker Brothers of Salem แห่งเมืองแมสซาชูเซตส์เป็นบริษัทอเมริกันที่ผลิตสินค้ากีฬาทุกชนิด และได้ส่งสินค้าเข้าไปขายในอังกฤษ 

ลูกปิงปองที่ผลิตขึ้นในลักขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้ก๊อกหรือมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายกับโต๊ะและให้ลูกปิงปองหมุน รูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างกันออกไปเรื่อยๆซึ่งตามความจริงแล้วไม่เคยมีขนาดมาตรฐานเลย มีด้ามยาวและส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในจะกลวง และหุ้มด้วยแผ่นหนัง ทำให้รูปร่างคล้ายกลองเล็กๆตาข่ายที่ใช้จะขึงข้ามโต๊ะระหว่างเก้าอี้ 2 ตัว เกมหนึ่งๆจบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของผู้เล่นได้แต้ม 21 แต้มซึ่งกฎข้อนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนจนปัจจุบันนี้ 

การนำลูกปิงปองที่ข้างในกลวงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์ (Celluloid) มาใช้ทำให้การเล่นปฏิวัติไปโดยสิ้นเชิงลูกปิงปองแบบใหม่ให้กำลังในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์มีความแม่นยำสูง ส่วนความผิดพลาดมีบ้างเล็กน้อยต่อมาอังกฤษเริ่มปรับปรุงการเล่นเทเบิลเทนนิสเป็นครั้งแรกและมีนักเทเบิลเทนนิสชาวอังกฤษชื่อ Janes Gibb ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาและบังเอิญได้พบลูกบอลสีต่างๆซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น เมื่อเขากลับประเทศอังกฤษจึงนำมาใช้กับเทเบิลเทนนิสและพบว่ามีประโยชน์มาก เมื่อนักธุรกิจได้เห็นจึงยอมรับความสำคัญของมันในทันทีและเริ่มผลิตออกจำหน่าย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้กีฬาประเภทนี้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

การแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทต่างๆจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตน และมีการตั้งชื่อเรียกสินค้าอย่างหรูหราซึ่งปัจจุบันได้ล้มเลิกไปหมดแล้ว เช่น กอสสิมา วิฟท์เว็ฟท์ และฟลิม-แฟลมการเรียกชื่อ "ปิงปอง" นี้เลียนแบบมาจากเสียงซึ่งเกิดจากไม้ตีที่มีขนาดเล็กและยาวขึ้นด้วยหนังลูกวัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้ไม้ตีลูกเซลลูลอยด์จะมีเสียงดัง "ปิง"และเมื่อลูกตกลงกระทบพื้นจะมีเสียงดัง "ปอง" หลังจากนั้นเมื่อมีการปรับปรุงไม้ตีเสียงที่กระทบพื้นจะเปลี่ยนแปลงไปและเมื่อกีฬาชนิดนี้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นจึงเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็นเทนนิสบนโต๊ะ หรือเทเบิลเทนนิส 

เมื่อประชาชนเริ่มตื่นเต้นและนิยมเล่นปิงปองกันอย่างมากทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้มีการติดตั้งอุปกรณ์การเล่นทั่วๆ ไปซึ่งหลักจากนั้นคนก็เริ่มเบื่อกีฬาที่เรียกว่า ปิงปอง วิฟท์ เว็ฟท์จนไม่มีใครเล่นอีก ต่อมา Mr. E.C. Good แห่งกรุงลอนดอนเป็นผู้ทำให้ปิงปองกลับมาเป็นที่นิยมเล่นกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาเปลี่ยนมาสนใจเทเบิลเทนนิสโดยกะทันหัน เพราะเขามีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจึงหาวิธีการที่จะบรรเทาอาการโดยที่ใจยังจดจ่อกับการเล่นปิงปองอยู่เขาจึงไปซื้อยาที่ร้านขายยาและในขณะที่เขาจ่ายเงินค่ายาได้สังเกตเห็นแผ่นยางที่ตอกติดอยู่บนพื้นเคาน์เตอร์ทำให้เกิดความคิดว่า ถ้านำยางแผ่นนี้ไปวางบนผิวไม้ตีปิงปองคงจะทำให้ควบคุมลูกได้ดีมากขึ้นเขาจึงได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยา ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้แล้วก็ติดกาวเขาเริ่มต้นฝึกหัดและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความพิเศษของเครื่องมือที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ทำให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันนานาชาติโดยชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษ และตามตำนานก็กล่าวว่าเขาชนะถึง 50 ต่อ 3 เกม 

จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครคิดถึงปิงปองอีก Alicetocrantและประชาชนได้นำมาเล่นใหม่ด้วยความตื่นตัวและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปในกีฬาชนิดนี้นักปิงปองที่มีชื่อหลายคนได้รับประโยชน์จากไม้ตีที่ปฏิวัติใหม่ทำให้ควบคุมลูกได้ง่ายและได้นำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้จนทำให้ปิงปองเป็นเกมรวม แล้วมีลักษณะแตกต่างกันมาก 

อย่างไรก็ตาม ราวปี พ.ศ. 2447 เทเบิลเทนนิสก็กลับซบเซาลงอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี พ.ศ. 2464 สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษและยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปอง ในปีต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิสภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มีประเทศที่ส่งเสริมกีฬาเทเบิลเทนนิสอย่างแท้จริงเพียง4 ประเทศคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้คิดค้นลูกเซลลูลอยด์ขึ้นมา ประเทศฮังการี คิดค้นการส่งลูกแบบกระดอนประเทศอังกฤษ ผู้ซึ่งคิดค้นไม้หุ้มยางออกมาใช้ และประเทศเยอรมันนีเป็นที่ส่งเสริมจนเป็นที่ยอมรับในแง่ของการจัดการแข่งขันและใช้วางกฎกติกาเล่นต่างๆ 

Iver Monthagor บุตรชายของคุณหญิง Sweylingขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้เกิดความสนใจเทเบิลเทนนิสโดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันในไม่ช้าการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรกระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มมีขึ้นและเป็นความคิดริเริ่มของ Iver Monthagor ในการนี้ได้ใช้ชื่อว่า"สเวย์ลิ่ง คัพ" โดยตั้งตามชื่อของมารดา (คล้ายกับที่ลอนเทนนิสมี "โธมัสคัพ")ซึ่งได้กลายเป็นรางวัลนานาชาติที่นักปิงปองใฝ่ฝันที่สุด 

ไม่เป็นที่แปลกประหลาดอะไรเลยในเมื่อปิงปองได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆเข้าด้วยกัน ปิงปองจึงเป็นกีฬาที่ให้ทั้งความคล่องแคล้วว่องไวในการเล่นการเคลื่อนที่ของเท้าที่ดี มีความฉับไวในการรุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุดทำให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวและนิยมเล่นปิงปองอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปิงปองได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะทวีปยุโรป 

ปี พ.ศ. 2469 ได้มีการประชุมผู้แทนประเทศต่างๆครั้งที่ 1 ขึ้น ณ หอสมุด Lady Sir Vateting ซึ่งเป็นชื่อมารดาของ Sir Mongtakurr ที่ประชุมได้มีมติผ่านกฎบัตรให้มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2469 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในระยะแรกการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งโลกจัดให้มีการแข่งขันปีละครั้งต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้แพร่หลายทั่วไปจึงได้มีการจัดตั้งเป็นสหพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นโดยให้จัดประชุมสัมมนาขึ้นที่กรุงบอร์นประเทศเยอรมันตะวันตก ในปี พ.ศ. 2469 ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติขึ้นและได้จดทะเบียนตามกฎหมายเลขที่ 1907 

ในการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมลงมติให้แต่งตั้ง SirMongtakurr เป็นประธานสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก ซึ่งในขณะนั้นสหพันธ์ฯมีสมาชิกกว่า 100 ประเทศ โดยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ถึง 9สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469-2503 Sir Mongtakurr เกิดที่อังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2448 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519ก็ได้ปลดเกษียณจากประธานสหพันธ์ฯแต่ยังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกร้อยกว่าประเทศจาก 5ทวีป เทเบิลเทนนิสจึงกลายเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงค่อนข้างจะโด่งดังทำให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น 

ในศตวรรษที่ 20 ได้มีนักศึกษาและนักท่องเที่ยวนำเอากีฬาประเภทนี้เข้าสู่ประเทศออสเตรียฮังการี และสหรัฐเมริกา 

ปี พ.ศ. 2438 ศาสตราจารย์ครุศาสตร์ท่านหนึ่งแห่งโตเกียวประเทศญี่ปุ่นที่ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ได้นำเอาโต๊ะและไม้เทเบิลเทนนิสกลับประเทศญี่ปุ่นทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นและได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2462 

สมาคมเทเบิลเทนนิสในสหรัฐเมริกาจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 

สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 

การเล่นเทเบิลเทนนิสในระยะแรก พวกที่เล่นเก่งๆมักจะใช้นิ้วเล่นลูกประกอบการตีคือยอมให้ผู้ส่งลูกปั่นลูกกับไม้ได้ในตอนส่งโดยใช้นิ้วช่วย การส่งลูกแบบนี้จะทำให้ลูกหมุนมากจนแทบจะรับไม่ได้ต่อมาจึงได้มีกติกาห้ามการส่งแบบนี้ 

ในชั้นแรกเกมการเล่นประกอบด้วยการเล่น 2 แบบคือ การตั้งรับ และการตีลูกโต้ ต่อมามีการตีลูกแบบตัดดังนั้นเทคนิคคือการตั้งรับและการตีลูกตัด ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในยุโรป 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ไม้ตีได้มีการทำเป็นยางจุดและทำให้ตีโต้ได้รวดเร็วขึ้น ต่อมาสมัยของ Victor Barnar (แชมป์โลกปีพ.ศ. 2473, 2475, 2476 และ 2477) รูปแบบการเล่นเทนนิสได้ถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์มีการตอบโต้โดยใช้ลูกหน้ามือและหลังมือด้วยวิธีการจับไม้แบบจับมือ (Shake-Handgrip) ซึ่งเป็นจุดเด่นมากและมีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการจับไม้แบบจับปากกา (Penholdergrip) 

ในปี พ.ศ. 2465 คำว่า "ปิงปอง"ได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นเครื่องหมายการค้าด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นข้อหนึ่งทำให้มีการเปลี่ยนชื่อกีฬาประเภทนี้มาเป็นเทเบิลเทนนิส 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471-2492 เป็นช่วงที่ยุโรปเป็นผู้นำทางด้านเทเบิลเทนนิสโดยได้ตำแหน่งชนะเลิศเกือบทุกประเภททั้งชายและหญิง 

ในปี พ.ศ. 2483-2490 ได้เกิดสงครามฟาสต์ซิสทำให้การแข่งขันระดับโลกได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง 

ญี่ปุ่นได้ร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติในปี พ.ศ. 2472 อังกฤษไม่ได้รับตำแหน่งดั้งเดิมในประเภทนี้เหมือนเมื่อก่อนประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาขึ้นมา และก้าวหน้าไป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และเชโกสโลวะเกียแต่ที่สำคัญคือ ฮังการี ซึ่งได้เป็นแชมเปี้ยนโลกหลายสมัยชาวฮังการีศึกษาและเล่นเกมนี้อย่างจริงจังในเวลาว่าง และได้พัฒนาการเล่นแบบต่างๆเช่น การรับลูกได้อย่างแน่นอน บางครั้งสามารถรับลูกหลังโต๊ะถึง 25 ฟุต ซึ่งทำให้ชาวฮังกาเรียนเป็นแชมเปี้ยนโลกได้ส่วนใหญ่ จนถึงปี พ.ศ. 2480ชาวอเมริกันจึงได้ชัยชนะทั้งประเภทชายและหญิงในการเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศฮังการีความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นเพราะได้รับทักษะจากแชมเปี้ยนส์ชาวฮังกาเรียนซึ่งเคยแข่งขันท่ามกลางผู้ชมไม่ต่ำกว่า 20,000 คนอยู่เสมอ 

นอกจากการเล่นประเภทเดี่ยวแล้วการเล่นประเภทคู่นับได้ว่าเป็นการเล่นที่สนุกสนานที่สุดผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนกันตีและการเล่นจะเป็นไปอย่างรวดเร็วตลอดการแข่งขัน 

ในปี พ.ศ. 2478 ภายหลังที่สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ตั้งมา 2 ปีได้มีการแข่งขันระดับโลกระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย ปรากฏว่าต้องใช้เวลานานถึง 20นาที สำหรับคะแนนเพียงคะแนนเดียวและลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีกลับไปกลับมาถึง 1,590 ครั้ง 

ปี พ.ศ. 2493-2502 เป็นยุคของญี่ปุ่นโดยสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในโลกด้วยการตีลูกหน้ามือเป็นเกมรุก โดยการใช้ฟุตเวิร์กในปี พ.ศ.2495 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่19 ที่บอมเบย์ และในปี พ.ศ. 2496 จีนได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงชนะเลิศโลกครั้งที่20 ที่เมืองบุชเชอเรสต์ญี่ปุ่นก็ได้ชัยชนะประเภททีมชายและหญิงชั้นเชิงการตีลูกของชาวซามูไรทำให้วงการเทเบิลเทนนิสตื่นตัวเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีการจับไม้แบบถือพู่กัน หรือ เรียกกันในภายหลังว่า แบบตะวันออกซึ่งมีประสิทธิภาพในการตบลูกที่รุนแรง นักตีชาวยุโรปที่จับไม้แบบเชคแฮนด์จึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ 

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกปี พ.ศ.2499ทีมอังกฤษได้รับความสนใจขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งทำให้การเล่นล่าช้าไปครึ่งชั่วโมงโดยร้องเรียนว่าลูกที่ใช้ในการแข่งขันอ่อนไป และยังไม่กลมด้วย เขาเลือกลูกอยู่ 192ใบจึงได้ลูกที่ถูกใจ และต่อมาก็พ่ายแพ้ในการแข่งขัน 

เทคนิคการเล่นของยุโรปในการรุกจะใช้ไหล่ ศอกและเอว ในขณะที่ผู้เล่นญี่ปุ่นใช้ทั้งลำตัวในการตีและใช้เทคนิคแบบโต้กลับปะทะการรุก จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าชาวยุโรปการรุกแบบผู้เล่นญี่ปุ่นนั้นทำให้ชาวยุโรปกลัว เพราะคล้ายกับการโจมตีแบบกามิกาเซ่ (Kamikaze)การรุกแบบกล้าหาญนี้ ชาวญี่ปุ่นถือว่ากล้าได้กล้าเสีย และเสี่ยงแต่ผู้เล่นญี่ปุ่นก็พยายามรุกและมีฟุตเวิร์กที่คล่องแคล่วอันทำให้สัมฤทธิ์ผลจนได้รับชัยชนะในการแข่งขันประเภททีมถึง5 ครั้งติดต่อกัน อันเป็นสถิติที่ดีเยี่ยมเท่าที่เคยมีมาโดยมี Ogimara เป็นตัวเล่น ซึ่งเขาชนะถึง 12 ครั้ง รวมถึง Tanaka, Tomida, Murakami, Kimura และทำให้ญี่ปุ่นเป็นแชมเปี้ยนโลกในช่วงเวลานั้น(พ.ศ. 2493) ชาวยุโรปแข่งขันกับญี่ปุนโดยใช้วิธีจับไม้แบบจับมือ(Shake-hand grip) และส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรับอีกประการหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นครองความเป็นจ้าวปิงปองคือญี่ปุ่นได้ใช้วิธีตีลูกแบบ Top-spin ชาวยุโรปซึ่งเป็นฝ่ายรับจึงปราชัยอย่างราบคาบ 

ปี พ.ศ. 2503 การเล่นของชาวยุโรปก็ยังเป็นแบบเดิมทำให้เทเบิลเทนนิสของชาวยุโรปตกต่ำลงไปในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2503 ในปีนี้มีการแข่งขันชิงชนะเลิศที่ญี่ปุ่นประเทศยูโกสลาเวียและฮังการีก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันด้วยแต่ก็แพ้ญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีตีลูกTop spin และในระยะต่อมาฮังการีก็ได้คิดค้นวิธีตีลูก Backspin ขึ้น จึงทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสพัฒนาขึ้นอย่างมากสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นจ้าวปิงปอง เพราะ 

1. ญี่ปุ่นได้ค้นพบของใหม่โดยดัดแปลงการตีที่ใช้ฟองน้ำเข้าช่วยและใช้ลูก Top spin 
2. ใช้เทคนิคการบุกแบบตบลูกยาว 
3. นักกีฬาของชาวญี่ปุ่นมีความมานะอดทนในการฝึกซ้อม 

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมาสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนได้ตำแหน่งชนะเลิศโดยจีนใช้วิธีบุกเร็วและการยืนตำแหน่งชิดโต๊ะแต่ในระยะหลังนี้ชาวยุโรปได้ฟื้นตัวขึ้นมาเพราะในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกที่เปียงยาง ครั้งที่ 35 พ.ศ.2522 ฮังการีได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชายหลังจากได้เสียตำแหน่งไป 20 กว่าปี 

จีนชนะปี พ.ศ. 2503 และในปี พ.ศ. 2504 การแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกได้เปลี่ยนแปลงจากปีละ1 ครั้ง มาเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้ง พ.ศ. 2505 มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นที่กรุงปักกิ่งนักตีรุ่นหนุ่มของจีนชนะทีมญี่ปุ่นด้วยการรุกแบบสายฟ้าแลบ และรับอย่างฉับไวโดยการจับไม้แบบไม้จีน (Chinese Penholder grip) จีนชนะเลิศประเภททีมชายและชายเดี่ยว3 ปีติดต่อกันซึ่งจีนได้เรียนรู้จากญี่ปุ่นทั้งทางภาพยนตร์และจากเอกสารจึงได้แก้ทางเล่นโดยใช้วิธีเล่นทั้งลูกสั้นและลูกยาวแบบญี่ปุ่นอันเป็นหลักของจีนมาถึงปัจจุบันเป็นวิธีที่รู้จักกันว่าเป็นการเล่นเทเบิลเทนนิสแบบจีน ซึ่งไม่มีใครเหมือน 

ต่อมาในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลก ครั้งที่ 27,28 พ.ศ. 2506, 2508 จีนก็ได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชาย-หญิงชายเดี่ยว และหญิงเดี่ยวในการแข่งขันครั้งที่ 29 และ 30จีนยักษ์ใหญ่ในวงการเทเบิลเทนนิสก็ไม่ได้เข้าชิงชัยเนื่องจากเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมในจีนจึงทำให้นักตีชาวยุโรปคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะครั้งที่ 30 ซึ่งเยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ รัสเซียได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมหญิงและสวีเดนชนะเลิศประเภทชายคู่ ส่วนญี่ปุ่นได้ตำแหน่งทีมชาย ชายเดี่ยว หญิงเดี่ยวและคู่ผสม รวม 4 ตำแหน่ง 

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่ 31ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 3 เมษายน พ.ศ. 2514 จีนได้กลับเข้ามาแข่งขันอีกครั้งหนึ่งและได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ คู่ผสม และประเภททีมชายส่วนตำแหน่งชายเดี่ยว ได้แก่ Stellan ;Bengtsson จากสวีเดนชายคู่ ได้แก่ ฮังการี ประเภททีมหญิง ได้แก่ ญี่ปุ่นส่วนประเทศไทยประเภททีมชายได้อันดับที่ 23 จากประเทศเข้าแข่งขัน39 ประเทศ ทีมหญิงได้อันดับที่ 22 จาก 27ประเทศที่ส่งเข้าแข่งขัน 

การแข่งขันครั้งที่ 31 ที่นาโกย่านับเป็นการแข่งขันที่มีคนกล่าวขวัญกันมากเป็นประวัติการณ์เพราะการแข่งขันครังนี้นับว่าเป็นสื่อให้ยักษ์ใหญ่ 2 ฝ่ายในโลกหันหน้าเข้าหากันเพราะหลังจากการแข่งขันครั้งนี้แล้ว จีนได้เชิญนักปิงปองของสหรัฐอเมริกาไปเยือนปักกิ่งรวมทั้งทีมจากแคนาดา โคลัมเบีย และไนจีเรีย สหรัฐอเมริกาตกลงรับคำเชิญของจีนทันทีดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงได้มีโอกาสเข้าสู่จีนหลังจากจีนได้ปิดประเทศมาถึง 22ปีเต็ม (ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย)                                                                                      ปิงปอง หรือ กีฬาเทเบิลเทนนิส คือ กีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทยขึ้นโดยถูกต้องตามกฏหมายและมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆหรือการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานแห่งประเทศไทย                                                 การจับไม้

ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

ภาพ:Tbl-tnns.jpg


1.
 การจับไม้ เป็นการจับแบบจับมือ

2. ไม้ต้องติดยางเม็ด

3.วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน คือ การรับเป็นส่วนใหญ่ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น ยุคของยุโรป อีกเช่นเคย

        ในปี ค.ศ. 1950 จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ

1.การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง

2.การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

        ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และต่อมาปี ค.ศ. 1953 สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศรูมาเนียจึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

        ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การ จับไม้แบบจับปากกา ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงโดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วยเป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก                                                                                                                        ด.ช.ธัชเชษฐ์ เจตน์พรพรหม                                                    ชั้น ม.1

 ประวัติปิงปอง ประวัติกีฬา ปิงปอง เทเบิลเทนนิส           ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าประเทศใดในสี่ประเทศคืออังกฤษ อเมริกา อินเดีย และ อัฟริกาใต้

เป็นประเทศต้นกำเนิดกีฬาเทเบิลเทนนิสกันแน่เพียงแต่ประเทศอังกฤษได้รับการกล่าวถึงมากกว่าสาม

ประเทศข้างต้นผู้ค้นคิดก็ไม่มีการกล่าวถึงว่าเป็นท่านใดเพียงกล่าวว่าเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนัก

ในสมัยศตวรรษที่12 ซึ่งทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่ประเทศอินเดียและอัฟริกาใต้ก็เคยเล่นมาก่อน 

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุราคาถูกและประกอบได้อย่างง่ายดาย ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับ

ความนิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในพระราชฐานและตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6

แห่งประเทศอังกฤษทรงโปรดฯให้ตั้งโต๊ะเทเบิลเทนนิสขึ้นในพระราชวังบัคกิงแฮมและ

ในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่2

ก็ทรงจัดกีฬาชนิดนี้ให้พระราชธิดา(เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอล

เช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่ 6 พระเจ้าซาร์แห่งเปอร์เชีย, บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดีย , และกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ในอดีตก็ล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาชนิดนี้ 

เทเบิลเทนนิสได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆเข้าด้วยกัน ให้ความคล่องตัวในการเล่น

ทำให้เคลื่อนไหวเท้าได้คล่องแคล่ว

มีความฉับไวทั้งในการรุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็ว

รวมกันแล้วจึงทำให้เทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากนักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรมได้เน้นให้ความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้

ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้นเขากล่าวว่าหลังจากได้เล่น

กีฬาเทเบิลเทนนิสสักเกมส์แล้วคนงานจะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่นและ

ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาดเทเบิลเทนนิสจึงเป็นกีฬาที่ได้รับการพิจารณา

ว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าในการจะช่วยทำให้ระบบประสาทกับกล้ามเนื้อทำงานสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น 
เมื่อครั้งสมัยเริ่มเล่นเทเบิลเทนนิสใหม่ๆเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นตามห้องรับรองของบ้าน

ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียวัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง

ลูกเทเบิลเทนนิสทำจากเส้นได้ใช้หนังสือวางบนโต๊แทนตาข่าย

ไม้ที่ใช้ตีก็ตัดเอาจากกระดาษแข็งหนาๆจากหนังสือเก่าๆ เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆ

และเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ควรจะปกปิดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย 

ไม้เทเบิลเทนนิสซึ่งผลิตขึ้นในขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้คอร์คและมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้าเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายกับโต๊ะ

และมีคุณสมบัติในการทำให้ลูกเทเบิลเทนนิสหมุนรูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างๆ

กันไปเรื่อยๆเพื่อยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน ด้ามจะยาวคล้ายไม้เทนนิส

ส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในกลวงและหุ้มด้วยแผ่นหนังทำให้มีรูปร่างคล้างกลองเล็กๆ ส่วนเกมส์หนึ่งๆ

จะจบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้แต้ม21 แต้มก่อน 
การนำลูกเทเบิลเทนนิสที่ข้างในกลวงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์มาใช้นั้นทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสถูก 
ปฏิวัติไปอย่างสิ้นเชิงลูกเทเบิลเทนนิสแบบใหม่จะมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วน่าอัศจรรย

์และมีความแม่นยำสูงมาก กล่าวกันว่านักกีฬาเทเบิลเทนนิสคนหนึ่งชื่อJAMEGIPP

หรือที่คนอื่นๆกล่าวว่าเป็นบาทหลวง ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาและบังเอิญพบกับ

ลูกบอลสีต่างๆซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น และเมื่อกลับอังกฤษจึงนำมาให้กับ

กีฬาเทเบิลเทนนิสและพบว่ามีประโยชน์มากจึงทำให้นักธุรกิจเกี่ยวกับสินค้ากีฬาพากันผลิตออกจำหน่าย

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ผลักดันกีฬานี้ให้ก้าวหน้าไปมาก 
การเริ่มแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทฯ ต่างๆ จดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตนขึ้นมา

ชื่อต่างๆถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เรียกสินค้าอย่างหรูหรา และมีอยู่บริษัทฯ หนึ่งชื่อ บริษัทปราเกอร์ บราเธอร์ จำกัด

ได้ตั้งชื่อสินค้าของตนเองว่าปิงปองซึ่งเกิดจากการเลียนเสียงของกีฬาชนิดนี้โดยที่เสียง ปิง

มาจากไม้ปิงปองตีลูก และเสียง ปองมาจากที่ลูกกระทบโต๊ะ 
ในระหว่างที่ประชาชนนิยมเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นอย่างมากทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ความนิยมเริ่มลดน้อยลงจนกระทั่งMR. E.C. OODด้ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งจากการที่เขาได้เกิดอาการปวดหัว

และได้ไปซื้อยาในร้านขายยาและได้สังเกตเห็นแผ่นยางซึ่งตอกติดอยู่บนเคาท์เตอร์ความคิดของเขาในพลันนั้นได้คิดถึงกีฬาเทเบิลเทนนิสว่าหากยางชนิดนี้ใช้ทำเป็นผิวสำหรับตีลูกปิงปองบนไม้ปิงปองคงจะวิเศษทีเดียว

มันคงจะทำให้ผู้เล่นควบคุมลูกได้ดีมากขึ้น

เขาจึงลืมอาการปวดหัวโดยที่ไม่รู้ตัวและได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยานั้นไป

ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้และติดกาวเข้าด้วยกัน

เข้าไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อยเริ่มต้นฝึกหัดและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความวิเศษของ

เครื่องมือที่ได้ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันระ

ดับนานาชาติและสามารถชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษลงได้ 

จากวันนั้นเป็นต้นมาประชาชนก็หันกลับมานิยมเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสกันอีก จนกระทั้ง

ค.ศ.1904 กีฬาชนิดนี้กลับซบเซาลงอีกครั้งและไม่ฟื้นตัวขึ้นมาอีกเลยจนกระทั่ง

หลังสงครามโลกครั้งที่1 ในปี ค.ศ.1921สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษและ

ยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปองเนื่องจากกีฬาชนิดนี้มีลักษณะการเล่นที่คล้ายกับกีฬา

เทนนิสและมีโต๊ะเป็นส่วนประกอบจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิสภายหลัง 
ไอเวอร์ มอนทาเจอร์ บุตรชายของคุณหญิงสเวย์ธลิง ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดได้เกิดความสนใจในกีฬาเทเบิลเทนนิส โดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจและเข้าร่วมแข่งขันกันในไม่ช้าการแข่งขั้นระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรก คือระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ตและ

เคมบริดจ์ก็เริ่มต้นขึ้นและเป็นความคิดริเริ่มของ ไอเวอร์ มอนทาเจอร์

ในการใช้ชื่อมารดาของตนเองตั้งชื่อถ้วยว่าสเวย์ธลิง คัพ

(คล้ายกับกีฬาเทนนิสที่มีชื่อการแข่งขัน โธมัส คัพ”)ซึ่งปัจจุบันก็คือการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่นักกีฬาเทเบิลเทนนิสทั่วโลกใฝ่ฝันมากที่สุด 

สภาเทเบิลเทนนิสของโลกก่อตั้งขึ้นในอังฤษเมื่อปีค.ศ.1826

ซึ่งเป็นรากฐานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาต

ิ ( INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION , I.T.T.F.)

ซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อค.ศ.1939ประกอบด้วยชาติต่างๆ มากกว่า 30 ชาติโดยมีอังกฤษเป็นผู้นำและปัจจุบันสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาตินี้ได้มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี่เอง 

ข้อมูลจาก... 
1. หนังสือคู่มือการฝึกเทเบิลเทนนิส ขั้นพื้นฐาน/ งานวิชาการกองการฝึกอบรม

สำนักพัฒนาบุคคลากรกีฬาการกีฬาแข่งประเทศไทย 
2. อ.ณัฐวุฒิ เรืองเวส 
3. อ.นิตย์ ตัณฑะเกยูร 

ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส (ข้อมูลจากสยามกีฬา) 
ที่มาของกีฬาเทเบิลเทนนิส (Table tennis)หรือปิงปอง ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดไม่มีประวัติความเป็นมาในสมัยโรมันหรือกรีกเช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่นแม้รัสเซียก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นมาก่อนใครแต่อังกฤษอ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดแล้วก็ไม่มีใครไปคัดค้าน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามีที่มาเช่นเดียวกับลอนเทนนิสแต่แหล่งกำเนิดยังเป็นที่สงสัย Frank Monke ได้เขียนแนะนำไว้โดยให้ข้อสันนิษฐานว่ากำเนิดมาจากกีฬา2 ชนิดคือ 

1. กีฬาในร่มของเทนนิสเริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ราวศตวรรษที่ 19 ( พ.ศ. 2433) 

2. สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดียโดยทหารอังกฤษได้นำมาเล่นเป็นกีฬากลางแจ้ง การเล่นจะใช้ไม้กระดานเป็นตาข่ายแบ่งแดนบ้างก็ว่ากำเนิดมาจากแอฟริกาใต้ แต่ที่หาหลักฐานได้คืออังกฤษมีการโฆษณาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นเทเบิลเทนนิสชายในหนังสือกีฬาของอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2423 แต่ลูกที่ใช้ในสมัยนั้น ( พ.ศ. 2393) ใช้ลูกบอลทำด้วยไม้ก๊อกหรือยางแข็ง ซึ่งแข็งเกินไป 

จากการศึกษาค้นคว้าการริเริ่มของกีฬาเทเบิลเทนนิสโดยพิจารณาถึงจุดร่วมกันของเทเบิลเทนนิส เทนนิส และแบดมินตันจะเห็นได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาของเทนนิสมากกว่ากีฬาประเภทอื่นๆหลังศตวรรษที่ 19 เทเบิลเทนนิสเล่นกันในห้อง (ในที่ร่ม) ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ไม้ยางชนิดหนึ่งขึ้นมาจึงเล่นกันกลางแจ้ง แต่ถ้าเมื่อใดอากาศไม่ดีก็กลับมาเล่นในห้องอีก จึงเรียกกันว่าเทเบิลเทนนิสขนาดเล็ก 

แม้จะมีคนคิดปิงปองขึ้นมาเป็นแบบย่อของกีฬาเทนนิสเมื่อใกล้จะสิ้นศตวรรษที่แล้วก็ตาม แต่ความจริงแล้วเทเบิลเทนนิสเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนักในสมัยศตวรรษที่ 12 เราไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้มาให้เราเล่นจนกระทั่งทุกวันนี้แม้แต่ประเทศต้นกำเนิดดั้งเดิมทั้งอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอินเดียและแอฟริกาใต้ ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เกิดกีฬาชนิดนี้แต่ก็มีคนส่วนมากยอมรับว่าปิงปองเริ่มมีครั้งแรกในอังกฤษเพราะแม้แต่คนที่กล่าวว่าเทเบิลเทนนิสเริ่มเล่นในอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรกยังเห็นพ้องกันว่าทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่นั่นอาจจะมีส่วนนำปิงปองเข้ามายังประเทศทั้งสอง 

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุที่มีราคาถูกและประกอบได้อย่างง่ายดายทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในพระราชฐาน และตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6 แห่งประเทศอังกฤษทรงโปรดฯ ให้ตั้งโต๊ะปิงปองขึ้นในพระราชวังบัคกิ้งแฮมและในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทรงจัดหากีฬาชนิดนี้ไว้ให้พระราชธิดา(เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอลเช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่6 พระเจ้าซาร์แห่งปอเซีย บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดียและกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาทั้งนั้นนักกีฬาทุกประเภทได้ยอมรับว่า ปิงปองเป็นทางวิเศษที่จะกำหนดกีฬาเฉพาะตัวของเขาเพราะปิงปองรวมเอาคุณสมบัติต่างๆ เข้าด้วยกัน ปิงปองให้ทั้งความคล่องตัวในการเล่นทำให้ฟุตเวิร์กดีและมีความฉับไวทั้งในการบุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วรวมกันแล้วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุดนักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรมได้เน้นให้เห็นความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้นเขากล่าวว่า หลังจากได้เล่นเทเบิลเทนนิสสักเกมแล้วคนงานก็จะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่น และด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาดเทเบิลเทนนิสจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าที่สุดที่จะทำให้สายตาและจิตใจสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น 

เมื่อเริ่มมีการเล่นใหม่ๆเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นในห้องรับแขกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียวัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง โดยมิได้เตรียมมาก่อนลูกปิงปองทำจากเส้นด้าย ใช้หนังสือวางบนโต๊ะแทนตาข่าย ไม้ตีก็ตัดจากกระดาษแข็งหนาๆซึ่งหนังสือเก่าๆที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ได้แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นปิงปองควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆและเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ ควรจะปกปิดไม่ให้เกิดการสึกหรอหรือฉีกขาด 

ในไม่ช้าวงการค้าเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะหาผลประโยชน์จากเครื่องเล่นชนิดนี้และเริ่มต้นผลิตวัสดุในการเล่นที่เหมาะสมกว่าที่เคยทำกันเองในขณะนั้นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตก่อให้เกิดการตื่นตัวในกีฬาประเภทนี้อย่างมากมายบริษัทที่กล่าวกันว่าเป็นบริษัทแรกที่เริ่มพัฒนากีฬาที่เรียกว่า เทเบิลในร่มคือบริษัท Parker Brothers of Salem แห่งเมืองแมสซาชูเซตส์เป็นบริษัทอเมริกันที่ผลิตสินค้ากีฬาทุกชนิด และได้ส่งสินค้าเข้าไปขายในอังกฤษ 

ลูกปิงปองที่ผลิตขึ้นในลักขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้ก๊อกหรือมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายกับโต๊ะและให้ลูกปิงปองหมุน รูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างกันออกไปเรื่อยๆซึ่งตามความจริงแล้วไม่เคยมีขนาดมาตรฐานเลย มีด้ามยาวและส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในจะกลวง และหุ้มด้วยแผ่นหนัง ทำให้รูปร่างคล้ายกลองเล็กๆตาข่ายที่ใช้จะขึงข้ามโต๊ะระหว่างเก้าอี้ 2 ตัว เกมหนึ่งๆจบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของผู้เล่นได้แต้ม 21 แต้มซึ่งกฎข้อนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนจนปัจจุบันนี้ 

การนำลูกปิงปองที่ข้างในกลวงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์ (Celluloid) มาใช้ทำให้การเล่นปฏิวัติไปโดยสิ้นเชิงลูกปิงปองแบบใหม่ให้กำลังในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์มีความแม่นยำสูง ส่วนความผิดพลาดมีบ้างเล็กน้อยต่อมาอังกฤษเริ่มปรับปรุงการเล่นเทเบิลเทนนิสเป็นครั้งแรกและมีนักเทเบิลเทนนิสชาวอังกฤษชื่อ Janes Gibb ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาและบังเอิญได้พบลูกบอลสีต่างๆซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น เมื่อเขากลับประเทศอังกฤษจึงนำมาใช้กับเทเบิลเทนนิสและพบว่ามีประโยชน์มาก เมื่อนักธุรกิจได้เห็นจึงยอมรับความสำคัญของมันในทันทีและเริ่มผลิตออกจำหน่าย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้กีฬาประเภทนี้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

การแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทต่างๆจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตน และมีการตั้งชื่อเรียกสินค้าอย่างหรูหราซึ่งปัจจุบันได้ล้มเลิกไปหมดแล้ว เช่น กอสสิมา วิฟท์เว็ฟท์ และฟลิม-แฟลมการเรียกชื่อ "ปิงปอง" นี้เลียนแบบมาจากเสียงซึ่งเกิดจากไม้ตีที่มีขนาดเล็กและยาวขึ้นด้วยหนังลูกวัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้ไม้ตีลูกเซลลูลอยด์จะมีเสียงดัง "ปิง"และเมื่อลูกตกลงกระทบพื้นจะมีเสียงดัง "ปอง" หลังจากนั้นเมื่อมีการปรับปรุงไม้ตีเสียงที่กระทบพื้นจะเปลี่ยนแปลงไปและเมื่อกีฬาชนิดนี้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นจึงเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็นเทนนิสบนโต๊ะ หรือเทเบิลเทนนิส 

เมื่อประชาชนเริ่มตื่นเต้นและนิยมเล่นปิงปองกันอย่างมากทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้มีการติดตั้งอุปกรณ์การเล่นทั่วๆ ไปซึ่งหลักจากนั้นคนก็เริ่มเบื่อกีฬาที่เรียกว่า ปิงปอง วิฟท์ เว็ฟท์จนไม่มีใครเล่นอีก ต่อมา Mr. E.C. Good แห่งกรุงลอนดอนเป็นผู้ทำให้ปิงปองกลับมาเป็นที่นิยมเล่นกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาเปลี่ยนมาสนใจเทเบิลเทนนิสโดยกะทันหัน เพราะเขามีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจึงหาวิธีการที่จะบรรเทาอาการโดยที่ใจยังจดจ่อกับการเล่นปิงปองอยู่เขาจึงไปซื้อยาที่ร้านขายยาและในขณะที่เขาจ่ายเงินค่ายาได้สังเกตเห็นแผ่นยางที่ตอกติดอยู่บนพื้นเคาน์เตอร์ทำให้เกิดความคิดว่า ถ้านำยางแผ่นนี้ไปวางบนผิวไม้ตีปิงปองคงจะทำให้ควบคุมลูกได้ดีมากขึ้นเขาจึงได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยา ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้แล้วก็ติดกาวเขาเริ่มต้นฝึกหัดและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความพิเศษของเครื่องมือที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ทำให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันนานาชาติโดยชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษ และตามตำนานก็กล่าวว่าเขาชนะถึง 50 ต่อ 3 เกม 

จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครคิดถึงปิงปองอีก Alicetocrantและประชาชนได้นำมาเล่นใหม่ด้วยความตื่นตัวและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปในกีฬาชนิดนี้นักปิงปองที่มีชื่อหลายคนได้รับประโยชน์จากไม้ตีที่ปฏิวัติใหม่ทำให้ควบคุมลูกได้ง่ายและได้นำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้จนทำให้ปิงปองเป็นเกมรวม แล้วมีลักษณะแตกต่างกันมาก 

อย่างไรก็ตาม ราวปี พ.ศ. 2447 เทเบิลเทนนิสก็กลับซบเซาลงอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี พ.ศ. 2464 สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษและยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปอง ในปีต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิสภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มีประเทศที่ส่งเสริมกีฬาเทเบิลเทนนิสอย่างแท้จริงเพียง4 ประเทศคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้คิดค้นลูกเซลลูลอยด์ขึ้นมา ประเทศฮังการี คิดค้นการส่งลูกแบบกระดอนประเทศอังกฤษ ผู้ซึ่งคิดค้นไม้หุ้มยางออกมาใช้ และประเทศเยอรมันนีเป็นที่ส่งเสริมจนเป็นที่ยอมรับในแง่ของการจัดการแข่งขันและใช้วางกฎกติกาเล่นต่างๆ 

Iver Monthagor บุตรชายของคุณหญิง Sweylingขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้เกิดความสนใจเทเบิลเทนนิสโดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันในไม่ช้าการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรกระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มมีขึ้นและเป็นความคิดริเริ่มของ Iver Monthagor ในการนี้ได้ใช้ชื่อว่า"สเวย์ลิ่ง คัพ" โดยตั้งตามชื่อของมารดา (คล้ายกับที่ลอนเทนนิสมี "โธมัสคัพ")ซึ่งได้กลายเป็นรางวัลนานาชาติที่นักปิงปองใฝ่ฝันที่สุด 

ไม่เป็นที่แปลกประหลาดอะไรเลยในเมื่อปิงปองได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆเข้าด้วยกัน ปิงปองจึงเป็นกีฬาที่ให้ทั้งความคล่องแคล้วว่องไวในการเล่นการเคลื่อนที่ของเท้าที่ดี มีความฉับไวในการรุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุดทำให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวและนิยมเล่นปิงปองอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปิงปองได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะทวีปยุโรป 

ปี พ.ศ. 2469 ได้มีการประชุมผู้แทนประเทศต่างๆครั้งที่ 1 ขึ้น ณ หอสมุด Lady Sir Vateting ซึ่งเป็นชื่อมารดาของ Sir Mongtakurr ที่ประชุมได้มีมติผ่านกฎบัตรให้มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2469 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในระยะแรกการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งโลกจัดให้มีการแข่งขันปีละครั้งต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้แพร่หลายทั่วไปจึงได้มีการจัดตั้งเป็นสหพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นโดยให้จัดประชุมสัมมนาขึ้นที่กรุงบอร์นประเทศเยอรมันตะวันตก ในปี พ.ศ. 2469 ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติขึ้นและได้จดทะเบียนตามกฎหมายเลขที่ 1907 

ในการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมลงมติให้แต่งตั้ง SirMongtakurr เป็นประธานสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก ซึ่งในขณะนั้นสหพันธ์ฯมีสมาชิกกว่า 100 ประเทศ โดยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ถึง 9สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469-2503 Sir Mongtakurr เกิดที่อังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2448 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519ก็ได้ปลดเกษียณจากประธานสหพันธ์ฯแต่ยังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกร้อยกว่าประเทศจาก 5ทวีป เทเบิลเทนนิสจึงกลายเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงค่อนข้างจะโด่งดังทำให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น 

ในศตวรรษที่ 20 ได้มีนักศึกษาและนักท่องเที่ยวนำเอากีฬาประเภทนี้เข้าสู่ประเทศออสเตรียฮังการี และสหรัฐเมริกา 

ปี พ.ศ. 2438 ศาสตราจารย์ครุศาสตร์ท่านหนึ่งแห่งโตเกียวประเทศญี่ปุ่นที่ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ได้นำเอาโต๊ะและไม้เทเบิลเทนนิสกลับประเทศญี่ปุ่นทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นและได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2462 

สมาคมเทเบิลเทนนิสในสหรัฐเมริกาจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 

สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 

การเล่นเทเบิลเทนนิสในระยะแรก พวกที่เล่นเก่งๆมักจะใช้นิ้วเล่นลูกประกอบการตีคือยอมให้ผู้ส่งลูกปั่นลูกกับไม้ได้ในตอนส่งโดยใช้นิ้วช่วย การส่งลูกแบบนี้จะทำให้ลูกหมุนมากจนแทบจะรับไม่ได้ต่อมาจึงได้มีกติกาห้ามการส่งแบบนี้ 

ในชั้นแรกเกมการเล่นประกอบด้วยการเล่น 2 แบบคือ การตั้งรับ และการตีลูกโต้ ต่อมามีการตีลูกแบบตัดดังนั้นเทคนิคคือการตั้งรับและการตีลูกตัด ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในยุโรป 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ไม้ตีได้มีการทำเป็นยางจุดและทำให้ตีโต้ได้รวดเร็วขึ้น ต่อมาสมัยของ Victor Barnar (แชมป์โลกปีพ.ศ. 2473, 2475, 2476 และ 2477) รูปแบบการเล่นเทนนิสได้ถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์มีการตอบโต้โดยใช้ลูกหน้ามือและหลังมือด้วยวิธีการจับไม้แบบจับมือ (Shake-Handgrip) ซึ่งเป็นจุดเด่นมากและมีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการจับไม้แบบจับปากกา (Penholdergrip) 

ในปี พ.ศ. 2465 คำว่า "ปิงปอง"ได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นเครื่องหมายการค้าด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นข้อหนึ่งทำให้มีการเปลี่ยนชื่อกีฬาประเภทนี้มาเป็นเทเบิลเทนนิส 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471-2492 เป็นช่วงที่ยุโรปเป็นผู้นำทางด้านเทเบิลเทนนิสโดยได้ตำแหน่งชนะเลิศเกือบทุกประเภททั้งชายและหญิง 

ในปี พ.ศ. 2483-2490 ได้เกิดสงครามฟาสต์ซิสทำให้การแข่งขันระดับโลกได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง 

ญี่ปุ่นได้ร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติในปี พ.ศ. 2472 อังกฤษไม่ได้รับตำแหน่งดั้งเดิมในประเภทนี้เหมือนเมื่อก่อนประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาขึ้นมา และก้าวหน้าไป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และเชโกสโลวะเกียแต่ที่สำคัญคือ ฮังการี ซึ่งได้เป็นแชมเปี้ยนโลกหลายสมัยชาวฮังการีศึกษาและเล่นเกมนี้อย่างจริงจังในเวลาว่าง และได้พัฒนาการเล่นแบบต่างๆเช่น การรับลูกได้อย่างแน่นอน บางครั้งสามารถรับลูกหลังโต๊ะถึง 25 ฟุต ซึ่งทำให้ชาวฮังกาเรียนเป็นแชมเปี้ยนโลกได้ส่วนใหญ่ จนถึงปี พ.ศ. 2480ชาวอเมริกันจึงได้ชัยชนะทั้งประเภทชายและหญิงในการเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศฮังการีความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นเพราะได้รับทักษะจากแชมเปี้ยนส์ชาวฮังกาเรียนซึ่งเคยแข่งขันท่ามกลางผู้ชมไม่ต่ำกว่า 20,000 คนอยู่เสมอ 

นอกจากการเล่นประเภทเดี่ยวแล้วการเล่นประเภทคู่นับได้ว่าเป็นการเล่นที่สนุกสนานที่สุดผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนกันตีและการเล่นจะเป็นไปอย่างรวดเร็วตลอดการแข่งขัน 

ในปี พ.ศ. 2478 ภายหลังที่สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ตั้งมา 2 ปีได้มีการแข่งขันระดับโลกระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย ปรากฏว่าต้องใช้เวลานานถึง 20นาที สำหรับคะแนนเพียงคะแนนเดียวและลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีกลับไปกลับมาถึง 1,590 ครั้ง 

ปี พ.ศ. 2493-2502 เป็นยุคของญี่ปุ่นโดยสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในโลกด้วยการตีลูกหน้ามือเป็นเกมรุก โดยการใช้ฟุตเวิร์กในปี พ.ศ.2495 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่19 ที่บอมเบย์ และในปี พ.ศ. 2496 จีนได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงชนะเลิศโลกครั้งที่20 ที่เมืองบุชเชอเรสต์ญี่ปุ่นก็ได้ชัยชนะประเภททีมชายและหญิงชั้นเชิงการตีลูกของชาวซามูไรทำให้วงการเทเบิลเทนนิสตื่นตัวเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีการจับไม้แบบถือพู่กัน หรือ เรียกกันในภายหลังว่า แบบตะวันออกซึ่งมีประสิทธิภาพในการตบลูกที่รุนแรง นักตีชาวยุโรปที่จับไม้แบบเชคแฮนด์จึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ 

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกปี พ.ศ.2499ทีมอังกฤษได้รับความสนใจขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งทำให้การเล่นล่าช้าไปครึ่งชั่วโมงโดยร้องเรียนว่าลูกที่ใช้ในการแข่งขันอ่อนไป และยังไม่กลมด้วย เขาเลือกลูกอยู่ 192ใบจึงได้ลูกที่ถูกใจ และต่อมาก็พ่ายแพ้ในการแข่งขัน 

เทคนิคการเล่นของยุโรปในการรุกจะใช้ไหล่ ศอกและเอว ในขณะที่ผู้เล่นญี่ปุ่นใช้ทั้งลำตัวในการตีและใช้เทคนิคแบบโต้กลับปะทะการรุก จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าชาวยุโรปการรุกแบบผู้เล่นญี่ปุ่นนั้นทำให้ชาวยุโรปกลัว เพราะคล้ายกับการโจมตีแบบกามิกาเซ่ (Kamikaze)การรุกแบบกล้าหาญนี้ ชาวญี่ปุ่นถือว่ากล้าได้กล้าเสีย และเสี่ยงแต่ผู้เล่นญี่ปุ่นก็พยายามรุกและมีฟุตเวิร์กที่คล่องแคล่วอันทำให้สัมฤทธิ์ผลจนได้รับชัยชนะในการแข่งขันประเภททีมถึง5 ครั้งติดต่อกัน อันเป็นสถิติที่ดีเยี่ยมเท่าที่เคยมีมาโดยมี Ogimara เป็นตัวเล่น ซึ่งเขาชนะถึง 12 ครั้ง รวมถึง Tanaka, Tomida, Murakami, Kimura และทำให้ญี่ปุ่นเป็นแชมเปี้ยนโลกในช่วงเวลานั้น(พ.ศ. 2493) ชาวยุโรปแข่งขันกับญี่ปุนโดยใช้วิธีจับไม้แบบจับมือ(Shake-hand grip) และส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรับอีกประการหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นครองความเป็นจ้าวปิงปองคือญี่ปุ่นได้ใช้วิธีตีลูกแบบ Top-spin ชาวยุโรปซึ่งเป็นฝ่ายรับจึงปราชัยอย่างราบคาบ 

ปี พ.ศ. 2503 การเล่นของชาวยุโรปก็ยังเป็นแบบเดิมทำให้เทเบิลเทนนิสของชาวยุโรปตกต่ำลงไปในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2503 ในปีนี้มีการแข่งขันชิงชนะเลิศที่ญี่ปุ่นประเทศยูโกสลาเวียและฮังการีก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันด้วยแต่ก็แพ้ญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีตีลูกTop spin และในระยะต่อมาฮังการีก็ได้คิดค้นวิธีตีลูก Backspin ขึ้น จึงทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสพัฒนาขึ้นอย่างมากสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นจ้าวปิงปอง เพราะ 

1. ญี่ปุ่นได้ค้นพบของใหม่โดยดัดแปลงการตีที่ใช้ฟองน้ำเข้าช่วยและใช้ลูก Top spin 
2. ใช้เทคนิคการบุกแบบตบลูกยาว 
3. นักกีฬาของชาวญี่ปุ่นมีความมานะอดทนในการฝึกซ้อม 

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมาสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนได้ตำแหน่งชนะเลิศโดยจีนใช้วิธีบุกเร็วและการยืนตำแหน่งชิดโต๊ะแต่ในระยะหลังนี้ชาวยุโรปได้ฟื้นตัวขึ้นมาเพราะในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกที่เปียงยาง ครั้งที่ 35 พ.ศ.2522 ฮังการีได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชายหลังจากได้เสียตำแหน่งไป 20 กว่าปี 

จีนชนะปี พ.ศ. 2503 และในปี พ.ศ. 2504 การแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกได้เปลี่ยนแปลงจากปีละ1 ครั้ง มาเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้ง พ.ศ. 2505 มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นที่กรุงปักกิ่งนักตีรุ่นหนุ่มของจีนชนะทีมญี่ปุ่นด้วยการรุกแบบสายฟ้าแลบ และรับอย่างฉับไวโดยการจับไม้แบบไม้จีน (Chinese Penholder grip) จีนชนะเลิศประเภททีมชายและชายเดี่ยว3 ปีติดต่อกันซึ่งจีนได้เรียนรู้จากญี่ปุ่นทั้งทางภาพยนตร์และจากเอกสารจึงได้แก้ทางเล่นโดยใช้วิธีเล่นทั้งลูกสั้นและลูกยาวแบบญี่ปุ่นอันเป็นหลักของจีนมาถึงปัจจุบันเป็นวิธีที่รู้จักกันว่าเป็นการเล่นเทเบิลเทนนิสแบบจีน ซึ่งไม่มีใครเหมือน 

ต่อมาในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลก ครั้งที่ 27,28 พ.ศ. 2506, 2508 จีนก็ได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชาย-หญิงชายเดี่ยว และหญิงเดี่ยวในการแข่งขันครั้งที่ 29 และ 30จีนยักษ์ใหญ่ในวงการเทเบิลเทนนิสก็ไม่ได้เข้าชิงชัยเนื่องจากเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมในจีนจึงทำให้นักตีชาวยุโรปคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะครั้งที่ 30 ซึ่งเยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ รัสเซียได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมหญิงและสวีเดนชนะเลิศประเภทชายคู่ ส่วนญี่ปุ่นได้ตำแหน่งทีมชาย ชายเดี่ยว หญิงเดี่ยวและคู่ผสม รวม 4 ตำแหน่ง 

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่ 31ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 3 เมษายน พ.ศ. 2514 จีนได้กลับเข้ามาแข่งขันอีกครั้งหนึ่งและได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ คู่ผสม และประเภททีมชายส่วนตำแหน่งชายเดี่ยว ได้แก่ Stellan ;Bengtsson จากสวีเดนชายคู่ ได้แก่ ฮังการี ประเภททีมหญิง ได้แก่ ญี่ปุ่นส่วนประเทศไทยประเภททีมชายได้อันดับที่ 23 จากประเทศเข้าแข่งขัน39 ประเทศ ทีมหญิงได้อันดับที่ 22 จาก 27ประเทศที่ส่งเข้าแข่งขัน 

การแข่งขันครั้งที่ 31 ที่นาโกย่านับเป็นการแข่งขันที่มีคนกล่าวขวัญกันมากเป็นประวัติการณ์เพราะการแข่งขันครังนี้นับว่าเป็นสื่อให้ยักษ์ใหญ่ 2 ฝ่ายในโลกหันหน้าเข้าหากันเพราะหลังจากการแข่งขันครั้งนี้แล้ว จีนได้เชิญนักปิงปองของสหรัฐอเมริกาไปเยือนปักกิ่งรวมทั้งทีมจากแคนาดา โคลัมเบีย และไนจีเรีย สหรัฐอเมริกาตกลงรับคำเชิญของจีนทันทีดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงได้มีโอกาสเข้าสู่จีนหลังจากจีนได้ปิดประเทศมาถึง 22ปีเต็ม (ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย)                                                                                      ปิงปอง หรือ กีฬาเทเบิลเทนนิส คือ กีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทยขึ้นโดยถูกต้องตามกฏหมายและมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆหรือการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานแห่งประเทศไทย                                                 การจับไม้

ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

ภาพ:Tbl-tnns.jpg


1.
 การจับไม้ เป็นการจับแบบจับมือ

2. ไม้ต้องติดยางเม็ด

3.วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน คือ การรับเป็นส่วนใหญ่ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น ยุคของยุโรป อีกเช่นเคย

        ในปี ค.ศ. 1950 จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ

1.การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง

2.การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

        ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และต่อมาปี ค.ศ. 1953 สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศรูมาเนียจึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

        ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การ จับไม้แบบจับปากกา ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงโดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วยเป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก                                                                                                                        ด.ช.ธัชเชษฐ์ เจตน์พรพรหม                                                    ชั้น ม.1

 ประวัติปิงปอง ประวัติกีฬา ปิงปอง เทเบิลเทนนิส           ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าประเทศใดในสี่ประเทศคืออังกฤษ อเมริกา อินเดีย และ อัฟริกาใต้

เป็นประเทศต้นกำเนิดกีฬาเทเบิลเทนนิสกันแน่เพียงแต่ประเทศอังกฤษได้รับการกล่าวถึงมากกว่าสาม

ประเทศข้างต้นผู้ค้นคิดก็ไม่มีการกล่าวถึงว่าเป็นท่านใดเพียงกล่าวว่าเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนัก

ในสมัยศตวรรษที่12 ซึ่งทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่ประเทศอินเดียและอัฟริกาใต้ก็เคยเล่นมาก่อน 

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุราคาถูกและประกอบได้อย่างง่ายดาย ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับ

ความนิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในพระราชฐานและตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6

แห่งประเทศอังกฤษทรงโปรดฯให้ตั้งโต๊ะเทเบิลเทนนิสขึ้นในพระราชวังบัคกิงแฮมและ

ในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่2

ก็ทรงจัดกีฬาชนิดนี้ให้พระราชธิดา(เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอล

เช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่ 6 พระเจ้าซาร์แห่งเปอร์เชีย, บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดีย , และกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ในอดีตก็ล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาชนิดนี้ 

เทเบิลเทนนิสได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆเข้าด้วยกัน ให้ความคล่องตัวในการเล่น

ทำให้เคลื่อนไหวเท้าได้คล่องแคล่ว

มีความฉับไวทั้งในการรุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็ว

รวมกันแล้วจึงทำให้เทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากนักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรมได้เน้นให้ความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้

ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้นเขากล่าวว่าหลังจากได้เล่น

กีฬาเทเบิลเทนนิสสักเกมส์แล้วคนงานจะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่นและ

ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาดเทเบิลเทนนิสจึงเป็นกีฬาที่ได้รับการพิจารณา

ว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าในการจะช่วยทำให้ระบบประสาทกับกล้ามเนื้อทำงานสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น 
เมื่อครั้งสมัยเริ่มเล่นเทเบิลเทนนิสใหม่ๆเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นตามห้องรับรองของบ้าน

ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียวัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง

ลูกเทเบิลเทนนิสทำจากเส้นได้ใช้หนังสือวางบนโต๊แทนตาข่าย

ไม้ที่ใช้ตีก็ตัดเอาจากกระดาษแข็งหนาๆจากหนังสือเก่าๆ เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆ

และเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ควรจะปกปิดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย 

ไม้เทเบิลเทนนิสซึ่งผลิตขึ้นในขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้คอร์คและมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้าเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายกับโต๊ะ

และมีคุณสมบัติในการทำให้ลูกเทเบิลเทนนิสหมุนรูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างๆ

กันไปเรื่อยๆเพื่อยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน ด้ามจะยาวคล้ายไม้เทนนิส

ส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในกลวงและหุ้มด้วยแผ่นหนังทำให้มีรูปร่างคล้างกลองเล็กๆ ส่วนเกมส์หนึ่งๆ

จะจบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้แต้ม21 แต้มก่อน 
การนำลูกเทเบิลเทนนิสที่ข้างในกลวงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์มาใช้นั้นทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสถูก 
ปฏิวัติไปอย่างสิ้นเชิงลูกเทเบิลเทนนิสแบบใหม่จะมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วน่าอัศจรรย

์และมีความแม่นยำสูงมาก กล่าวกันว่านักกีฬาเทเบิลเทนนิสคนหนึ่งชื่อJAMEGIPP

หรือที่คนอื่นๆกล่าวว่าเป็นบาทหลวง ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาและบังเอิญพบกับ

ลูกบอลสีต่างๆซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น และเมื่อกลับอังกฤษจึงนำมาให้กับ

กีฬาเทเบิลเทนนิสและพบว่ามีประโยชน์มากจึงทำให้นักธุรกิจเกี่ยวกับสินค้ากีฬาพากันผลิตออกจำหน่าย

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ผลักดันกีฬานี้ให้ก้าวหน้าไปมาก 
การเริ่มแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทฯ ต่างๆ จดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตนขึ้นมา

ชื่อต่างๆถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เรียกสินค้าอย่างหรูหรา และมีอยู่บริษัทฯ หนึ่งชื่อ บริษัทปราเกอร์ บราเธอร์ จำกัด

ได้ตั้งชื่อสินค้าของตนเองว่าปิงปองซึ่งเกิดจากการเลียนเสียงของกีฬาชนิดนี้โดยที่เสียง ปิง

มาจากไม้ปิงปองตีลูก และเสียง ปองมาจากที่ลูกกระทบโต๊ะ 
ในระหว่างที่ประชาชนนิยมเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นอย่างมากทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ความนิยมเริ่มลดน้อยลงจนกระทั่งMR. E.C. OODด้ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งจากการที่เขาได้เกิดอาการปวดหัว

และได้ไปซื้อยาในร้านขายยาและได้สังเกตเห็นแผ่นยางซึ่งตอกติดอยู่บนเคาท์เตอร์ความคิดของเขาในพลันนั้นได้คิดถึงกีฬาเทเบิลเทนนิสว่าหากยางชนิดนี้ใช้ทำเป็นผิวสำหรับตีลูกปิงปองบนไม้ปิงปองคงจะวิเศษทีเดียว

มันคงจะทำให้ผู้เล่นควบคุมลูกได้ดีมากขึ้น

เขาจึงลืมอาการปวดหัวโดยที่ไม่รู้ตัวและได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยานั้นไป

ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้และติดกาวเข้าด้วยกัน

เข้าไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อยเริ่มต้นฝึกหัดและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความวิเศษของ

เครื่องมือที่ได้ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันระ

ดับนานาชาติและสามารถชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษลงได้ 

จากวันนั้นเป็นต้นมาประชาชนก็หันกลับมานิยมเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสกันอีก จนกระทั้ง

ค.ศ.1904 กีฬาชนิดนี้กลับซบเซาลงอีกครั้งและไม่ฟื้นตัวขึ้นมาอีกเลยจนกระทั่ง

หลังสงครามโลกครั้งที่1 ในปี ค.ศ.1921สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษและ

ยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปองเนื่องจากกีฬาชนิดนี้มีลักษณะการเล่นที่คล้ายกับกีฬา

เทนนิสและมีโต๊ะเป็นส่วนประกอบจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิสภายหลัง 
ไอเวอร์ มอนทาเจอร์ บุตรชายของคุณหญิงสเวย์ธลิง ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดได้เกิดความสนใจในกีฬาเทเบิลเทนนิส โดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจและเข้าร่วมแข่งขันกันในไม่ช้าการแข่งขั้นระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรก คือระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ตและ

เคมบริดจ์ก็เริ่มต้นขึ้นและเป็นความคิดริเริ่มของ ไอเวอร์ มอนทาเจอร์

ในการใช้ชื่อมารดาของตนเองตั้งชื่อถ้วยว่าสเวย์ธลิง คัพ

(คล้ายกับกีฬาเทนนิสที่มีชื่อการแข่งขัน โธมัส คัพ”)ซึ่งปัจจุบันก็คือการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่นักกีฬาเทเบิลเทนนิสทั่วโลกใฝ่ฝันมากที่สุด 

สภาเทเบิลเทนนิสของโลกก่อตั้งขึ้นในอังฤษเมื่อปีค.ศ.1826

ซึ่งเป็นรากฐานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาต

ิ ( INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION , I.T.T.F.)

ซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อค.ศ.1939ประกอบด้วยชาติต่างๆ มากกว่า 30 ชาติโดยมีอังกฤษเป็นผู้นำและปัจจุบันสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาตินี้ได้มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี่เอง 

ข้อมูลจาก... 
1. หนังสือคู่มือการฝึกเทเบิลเทนนิส ขั้นพื้นฐาน/ งานวิชาการกองการฝึกอบรม

สำนักพัฒนาบุคคลากรกีฬาการกีฬาแข่งประเทศไทย 
2. อ.ณัฐวุฒิ เรืองเวส 
3. อ.นิตย์ ตัณฑะเกยูร 

ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส (ข้อมูลจากสยามกีฬา) 
ที่มาของกีฬาเทเบิลเทนนิส (Table tennis)หรือปิงปอง ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดไม่มีประวัติความเป็นมาในสมัยโรมันหรือกรีกเช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่นแม้รัสเซียก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นมาก่อนใครแต่อังกฤษอ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดแล้วก็ไม่มีใครไปคัดค้าน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามีที่มาเช่นเดียวกับลอนเทนนิสแต่แหล่งกำเนิดยังเป็นที่สงสัย Frank Monke ได้เขียนแนะนำไว้โดยให้ข้อสันนิษฐานว่ากำเนิดมาจากกีฬา2 ชนิดคือ 

1. กีฬาในร่มของเทนนิสเริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ราวศตวรรษที่ 19 ( พ.ศ. 2433) 

2. สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดียโดยทหารอังกฤษได้นำมาเล่นเป็นกีฬากลางแจ้ง การเล่นจะใช้ไม้กระดานเป็นตาข่ายแบ่งแดนบ้างก็ว่ากำเนิดมาจากแอฟริกาใต้ แต่ที่หาหลักฐานได้คืออังกฤษมีการโฆษณาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นเทเบิลเทนนิสชายในหนังสือกีฬาของอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2423 แต่ลูกที่ใช้ในสมัยนั้น ( พ.ศ. 2393) ใช้ลูกบอลทำด้วยไม้ก๊อกหรือยางแข็ง ซึ่งแข็งเกินไป 

จากการศึกษาค้นคว้าการริเริ่มของกีฬาเทเบิลเทนนิสโดยพิจารณาถึงจุดร่วมกันของเทเบิลเทนนิส เทนนิส และแบดมินตันจะเห็นได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาของเทนนิสมากกว่ากีฬาประเภทอื่นๆหลังศตวรรษที่ 19 เทเบิลเทนนิสเล่นกันในห้อง (ในที่ร่ม) ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ไม้ยางชนิดหนึ่งขึ้นมาจึงเล่นกันกลางแจ้ง แต่ถ้าเมื่อใดอากาศไม่ดีก็กลับมาเล่นในห้องอีก จึงเรียกกันว่าเทเบิลเทนนิสขนาดเล็ก 

แม้จะมีคนคิดปิงปองขึ้นมาเป็นแบบย่อของกีฬาเทนนิสเมื่อใกล้จะสิ้นศตวรรษที่แล้วก็ตาม แต่ความจริงแล้วเทเบิลเทนนิสเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนักในสมัยศตวรรษที่ 12 เราไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้มาให้เราเล่นจนกระทั่งทุกวันนี้แม้แต่ประเทศต้นกำเนิดดั้งเดิมทั้งอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอินเดียและแอฟริกาใต้ ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เกิดกีฬาชนิดนี้แต่ก็มีคนส่วนมากยอมรับว่าปิงปองเริ่มมีครั้งแรกในอังกฤษเพราะแม้แต่คนที่กล่าวว่าเทเบิลเทนนิสเริ่มเล่นในอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรกยังเห็นพ้องกันว่าทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่นั่นอาจจะมีส่วนนำปิงปองเข้ามายังประเทศทั้งสอง 

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุที่มีราคาถูกและประกอบได้อย่างง่ายดายทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในพระราชฐาน และตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6 แห่งประเทศอังกฤษทรงโปรดฯ ให้ตั้งโต๊ะปิงปองขึ้นในพระราชวังบัคกิ้งแฮมและในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทรงจัดหากีฬาชนิดนี้ไว้ให้พระราชธิดา(เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอลเช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่6 พระเจ้าซาร์แห่งปอเซีย บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดียและกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาทั้งนั้นนักกีฬาทุกประเภทได้ยอมรับว่า ปิงปองเป็นทางวิเศษที่จะกำหนดกีฬาเฉพาะตัวของเขาเพราะปิงปองรวมเอาคุณสมบัติต่างๆ เข้าด้วยกัน ปิงปองให้ทั้งความคล่องตัวในการเล่นทำให้ฟุตเวิร์กดีและมีความฉับไวทั้งในการบุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วรวมกันแล้วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุดนักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรมได้เน้นให้เห็นความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้นเขากล่าวว่า หลังจากได้เล่นเทเบิลเทนนิสสักเกมแล้วคนงานก็จะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่น และด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาดเทเบิลเทนนิสจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าที่สุดที่จะทำให้สายตาและจิตใจสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น 

เมื่อเริ่มมีการเล่นใหม่ๆเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นในห้องรับแขกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียวัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง โดยมิได้เตรียมมาก่อนลูกปิงปองทำจากเส้นด้าย ใช้หนังสือวางบนโต๊ะแทนตาข่าย ไม้ตีก็ตัดจากกระดาษแข็งหนาๆซึ่งหนังสือเก่าๆที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ได้แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นปิงปองควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆและเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ ควรจะปกปิดไม่ให้เกิดการสึกหรอหรือฉีกขาด 

ในไม่ช้าวงการค้าเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะหาผลประโยชน์จากเครื่องเล่นชนิดนี้และเริ่มต้นผลิตวัสดุในการเล่นที่เหมาะสมกว่าที่เคยทำกันเองในขณะนั้นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตก่อให้เกิดการตื่นตัวในกีฬาประเภทนี้อย่างมากมายบริษัทที่กล่าวกันว่าเป็นบริษัทแรกที่เริ่มพัฒนากีฬาที่เรียกว่า เทเบิลในร่มคือบริษัท Parker Brothers of Salem แห่งเมืองแมสซาชูเซตส์เป็นบริษัทอเมริกันที่ผลิตสินค้ากีฬาทุกชนิด และได้ส่งสินค้าเข้าไปขายในอังกฤษ 

ลูกปิงปองที่ผลิตขึ้นในลักขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้ก๊อกหรือมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายกับโต๊ะและให้ลูกปิงปองหมุน รูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างกันออกไปเรื่อยๆซึ่งตามความจริงแล้วไม่เคยมีขนาดมาตรฐานเลย มีด้ามยาวและส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในจะกลวง และหุ้มด้วยแผ่นหนัง ทำให้รูปร่างคล้ายกลองเล็กๆตาข่ายที่ใช้จะขึงข้ามโต๊ะระหว่างเก้าอี้ 2 ตัว เกมหนึ่งๆจบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของผู้เล่นได้แต้ม 21 แต้มซึ่งกฎข้อนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนจนปัจจุบันนี้ 

การนำลูกปิงปองที่ข้างในกลวงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์ (Celluloid) มาใช้ทำให้การเล่นปฏิวัติไปโดยสิ้นเชิงลูกปิงปองแบบใหม่ให้กำลังในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์มีความแม่นยำสูง ส่วนความผิดพลาดมีบ้างเล็กน้อยต่อมาอังกฤษเริ่มปรับปรุงการเล่นเทเบิลเทนนิสเป็นครั้งแรกและมีนักเทเบิลเทนนิสชาวอังกฤษชื่อ Janes Gibb ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาและบังเอิญได้พบลูกบอลสีต่างๆซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น เมื่อเขากลับประเทศอังกฤษจึงนำมาใช้กับเทเบิลเทนนิสและพบว่ามีประโยชน์มาก เมื่อนักธุรกิจได้เห็นจึงยอมรับความสำคัญของมันในทันทีและเริ่มผลิตออกจำหน่าย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้กีฬาประเภทนี้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

การแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทต่างๆจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตน และมีการตั้งชื่อเรียกสินค้าอย่างหรูหราซึ่งปัจจุบันได้ล้มเลิกไปหมดแล้ว เช่น กอสสิมา วิฟท์เว็ฟท์ และฟลิม-แฟลมการเรียกชื่อ "ปิงปอง" นี้เลียนแบบมาจากเสียงซึ่งเกิดจากไม้ตีที่มีขนาดเล็กและยาวขึ้นด้วยหนังลูกวัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้ไม้ตีลูกเซลลูลอยด์จะมีเสียงดัง "ปิง"และเมื่อลูกตกลงกระทบพื้นจะมีเสียงดัง "ปอง" หลังจากนั้นเมื่อมีการปรับปรุงไม้ตีเสียงที่กระทบพื้นจะเปลี่ยนแปลงไปและเมื่อกีฬาชนิดนี้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นจึงเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็นเทนนิสบนโต๊ะ หรือเทเบิลเทนนิส 

เมื่อประชาชนเริ่มตื่นเต้นและนิยมเล่นปิงปองกันอย่างมากทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้มีการติดตั้งอุปกรณ์การเล่นทั่วๆ ไปซึ่งหลักจากนั้นคนก็เริ่มเบื่อกีฬาที่เรียกว่า ปิงปอง วิฟท์ เว็ฟท์จนไม่มีใครเล่นอีก ต่อมา Mr. E.C. Good แห่งกรุงลอนดอนเป็นผู้ทำให้ปิงปองกลับมาเป็นที่นิยมเล่นกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาเปลี่ยนมาสนใจเทเบิลเทนนิสโดยกะทันหัน เพราะเขามีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจึงหาวิธีการที่จะบรรเทาอาการโดยที่ใจยังจดจ่อกับการเล่นปิงปองอยู่เขาจึงไปซื้อยาที่ร้านขายยาและในขณะที่เขาจ่ายเงินค่ายาได้สังเกตเห็นแผ่นยางที่ตอกติดอยู่บนพื้นเคาน์เตอร์ทำให้เกิดความคิดว่า ถ้านำยางแผ่นนี้ไปวางบนผิวไม้ตีปิงปองคงจะทำให้ควบคุมลูกได้ดีมากขึ้นเขาจึงได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยา ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้แล้วก็ติดกาวเขาเริ่มต้นฝึกหัดและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความพิเศษของเครื่องมือที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ทำให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันนานาชาติโดยชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษ และตามตำนานก็กล่าวว่าเขาชนะถึง 50 ต่อ 3 เกม 

จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครคิดถึงปิงปองอีก Alicetocrantและประชาชนได้นำมาเล่นใหม่ด้วยความตื่นตัวและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปในกีฬาชนิดนี้นักปิงปองที่มีชื่อหลายคนได้รับประโยชน์จากไม้ตีที่ปฏิวัติใหม่ทำให้ควบคุมลูกได้ง่ายและได้นำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้จนทำให้ปิงปองเป็นเกมรวม แล้วมีลักษณะแตกต่างกันมาก 

อย่างไรก็ตาม ราวปี พ.ศ. 2447 เทเบิลเทนนิสก็กลับซบเซาลงอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี พ.ศ. 2464 สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษและยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปอง ในปีต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิสภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มีประเทศที่ส่งเสริมกีฬาเทเบิลเทนนิสอย่างแท้จริงเพียง4 ประเทศคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้คิดค้นลูกเซลลูลอยด์ขึ้นมา ประเทศฮังการี คิดค้นการส่งลูกแบบกระดอนประเทศอังกฤษ ผู้ซึ่งคิดค้นไม้หุ้มยางออกมาใช้ และประเทศเยอรมันนีเป็นที่ส่งเสริมจนเป็นที่ยอมรับในแง่ของการจัดการแข่งขันและใช้วางกฎกติกาเล่นต่างๆ 

Iver Monthagor บุตรชายของคุณหญิง Sweylingขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้เกิดความสนใจเทเบิลเทนนิสโดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจเข้าร่วมแข่งขันกันในไม่ช้าการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรกระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มมีขึ้นและเป็นความคิดริเริ่มของ Iver Monthagor ในการนี้ได้ใช้ชื่อว่า"สเวย์ลิ่ง คัพ" โดยตั้งตามชื่อของมารดา (คล้ายกับที่ลอนเทนนิสมี "โธมัสคัพ")ซึ่งได้กลายเป็นรางวัลนานาชาติที่นักปิงปองใฝ่ฝันที่สุด 

ไม่เป็นที่แปลกประหลาดอะไรเลยในเมื่อปิงปองได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆเข้าด้วยกัน ปิงปองจึงเป็นกีฬาที่ให้ทั้งความคล่องแคล้วว่องไวในการเล่นการเคลื่อนที่ของเท้าที่ดี มีความฉับไวในการรุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุดทำให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวและนิยมเล่นปิงปองอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปิงปองได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะทวีปยุโรป 

ปี พ.ศ. 2469 ได้มีการประชุมผู้แทนประเทศต่างๆครั้งที่ 1 ขึ้น ณ หอสมุด Lady Sir Vateting ซึ่งเป็นชื่อมารดาของ Sir Mongtakurr ที่ประชุมได้มีมติผ่านกฎบัตรให้มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2469 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในระยะแรกการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งโลกจัดให้มีการแข่งขันปีละครั้งต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้แพร่หลายทั่วไปจึงได้มีการจัดตั้งเป็นสหพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นโดยให้จัดประชุมสัมมนาขึ้นที่กรุงบอร์นประเทศเยอรมันตะวันตก ในปี พ.ศ. 2469 ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติขึ้นและได้จดทะเบียนตามกฎหมายเลขที่ 1907 

ในการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมลงมติให้แต่งตั้ง SirMongtakurr เป็นประธานสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก ซึ่งในขณะนั้นสหพันธ์ฯมีสมาชิกกว่า 100 ประเทศ โดยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ถึง 9สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469-2503 Sir Mongtakurr เกิดที่อังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2448 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519ก็ได้ปลดเกษียณจากประธานสหพันธ์ฯแต่ยังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกร้อยกว่าประเทศจาก 5ทวีป เทเบิลเทนนิสจึงกลายเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงค่อนข้างจะโด่งดังทำให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น 

ในศตวรรษที่ 20 ได้มีนักศึกษาและนักท่องเที่ยวนำเอากีฬาประเภทนี้เข้าสู่ประเทศออสเตรียฮังการี และสหรัฐเมริกา 

ปี พ.ศ. 2438 ศาสตราจารย์ครุศาสตร์ท่านหนึ่งแห่งโตเกียวประเทศญี่ปุ่นที่ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ได้นำเอาโต๊ะและไม้เทเบิลเทนนิสกลับประเทศญี่ปุ่นทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นและได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2462 

สมาคมเทเบิลเทนนิสในสหรัฐเมริกาจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 

สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 

การเล่นเทเบิลเทนนิสในระยะแรก พวกที่เล่นเก่งๆมักจะใช้นิ้วเล่นลูกประกอบการตีคือยอมให้ผู้ส่งลูกปั่นลูกกับไม้ได้ในตอนส่งโดยใช้นิ้วช่วย การส่งลูกแบบนี้จะทำให้ลูกหมุนมากจนแทบจะรับไม่ได้ต่อมาจึงได้มีกติกาห้ามการส่งแบบนี้ 

ในชั้นแรกเกมการเล่นประกอบด้วยการเล่น 2 แบบคือ การตั้งรับ และการตีลูกโต้ ต่อมามีการตีลูกแบบตัดดังนั้นเทคนิคคือการตั้งรับและการตีลูกตัด ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในยุโรป 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ไม้ตีได้มีการทำเป็นยางจุดและทำให้ตีโต้ได้รวดเร็วขึ้น ต่อมาสมัยของ Victor Barnar (แชมป์โลกปีพ.ศ. 2473, 2475, 2476 และ 2477) รูปแบบการเล่นเทนนิสได้ถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์มีการตอบโต้โดยใช้ลูกหน้ามือและหลังมือด้วยวิธีการจับไม้แบบจับมือ (Shake-Handgrip) ซึ่งเป็นจุดเด่นมากและมีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการจับไม้แบบจับปากกา (Penholdergrip) 

ในปี พ.ศ. 2465 คำว่า "ปิงปอง"ได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นเครื่องหมายการค้าด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นข้อหนึ่งทำให้มีการเปลี่ยนชื่อกีฬาประเภทนี้มาเป็นเทเบิลเทนนิส 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471-2492 เป็นช่วงที่ยุโรปเป็นผู้นำทางด้านเทเบิลเทนนิสโดยได้ตำแหน่งชนะเลิศเกือบทุกประเภททั้งชายและหญิง 

ในปี พ.ศ. 2483-2490 ได้เกิดสงครามฟาสต์ซิสทำให้การแข่งขันระดับโลกได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง 

ญี่ปุ่นได้ร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติในปี พ.ศ. 2472 อังกฤษไม่ได้รับตำแหน่งดั้งเดิมในประเภทนี้เหมือนเมื่อก่อนประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาขึ้นมา และก้าวหน้าไป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และเชโกสโลวะเกียแต่ที่สำคัญคือ ฮังการี ซึ่งได้เป็นแชมเปี้ยนโลกหลายสมัยชาวฮังการีศึกษาและเล่นเกมนี้อย่างจริงจังในเวลาว่าง และได้พัฒนาการเล่นแบบต่างๆเช่น การรับลูกได้อย่างแน่นอน บางครั้งสามารถรับลูกหลังโต๊ะถึง 25 ฟุต ซึ่งทำให้ชาวฮังกาเรียนเป็นแชมเปี้ยนโลกได้ส่วนใหญ่ จนถึงปี พ.ศ. 2480ชาวอเมริกันจึงได้ชัยชนะทั้งประเภทชายและหญิงในการเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศฮังการีความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นเพราะได้รับทักษะจากแชมเปี้ยนส์ชาวฮังกาเรียนซึ่งเคยแข่งขันท่ามกลางผู้ชมไม่ต่ำกว่า 20,000 คนอยู่เสมอ 

นอกจากการเล่นประเภทเดี่ยวแล้วการเล่นประเภทคู่นับได้ว่าเป็นการเล่นที่สนุกสนานที่สุดผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนกันตีและการเล่นจะเป็นไปอย่างรวดเร็วตลอดการแข่งขัน 

ในปี พ.ศ. 2478 ภายหลังที่สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ตั้งมา 2 ปีได้มีการแข่งขันระดับโลกระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย ปรากฏว่าต้องใช้เวลานานถึง 20นาที สำหรับคะแนนเพียงคะแนนเดียวและลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีกลับไปกลับมาถึง 1,590 ครั้ง 

ปี พ.ศ. 2493-2502 เป็นยุคของญี่ปุ่นโดยสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในโลกด้วยการตีลูกหน้ามือเป็นเกมรุก โดยการใช้ฟุตเวิร์กในปี พ.ศ.2495 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่19 ที่บอมเบย์ และในปี พ.ศ. 2496 จีนได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงชนะเลิศโลกครั้งที่20 ที่เมืองบุชเชอเรสต์ญี่ปุ่นก็ได้ชัยชนะประเภททีมชายและหญิงชั้นเชิงการตีลูกของชาวซามูไรทำให้วงการเทเบิลเทนนิสตื่นตัวเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีการจับไม้แบบถือพู่กัน หรือ เรียกกันในภายหลังว่า แบบตะวันออกซึ่งมีประสิทธิภาพในการตบลูกที่รุนแรง นักตีชาวยุโรปที่จับไม้แบบเชคแฮนด์จึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ 

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกปี พ.ศ.2499ทีมอังกฤษได้รับความสนใจขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งทำให้การเล่นล่าช้าไปครึ่งชั่วโมงโดยร้องเรียนว่าลูกที่ใช้ในการแข่งขันอ่อนไป และยังไม่กลมด้วย เขาเลือกลูกอยู่ 192ใบจึงได้ลูกที่ถูกใจ และต่อมาก็พ่ายแพ้ในการแข่งขัน 

เทคนิคการเล่นของยุโรปในการรุกจะใช้ไหล่ ศอกและเอว ในขณะที่ผู้เล่นญี่ปุ่นใช้ทั้งลำตัวในการตีและใช้เทคนิคแบบโต้กลับปะทะการรุก จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าชาวยุโรปการรุกแบบผู้เล่นญี่ปุ่นนั้นทำให้ชาวยุโรปกลัว เพราะคล้ายกับการโจมตีแบบกามิกาเซ่ (Kamikaze)การรุกแบบกล้าหาญนี้ ชาวญี่ปุ่นถือว่ากล้าได้กล้าเสีย และเสี่ยงแต่ผู้เล่นญี่ปุ่นก็พยายามรุกและมีฟุตเวิร์กที่คล่องแคล่วอันทำให้สัมฤทธิ์ผลจนได้รับชัยชนะในการแข่งขันประเภททีมถึง5 ครั้งติดต่อกัน อันเป็นสถิติที่ดีเยี่ยมเท่าที่เคยมีมาโดยมี Ogimara เป็นตัวเล่น ซึ่งเขาชนะถึง 12 ครั้ง รวมถึง Tanaka, Tomida, Murakami, Kimura และทำให้ญี่ปุ่นเป็นแชมเปี้ยนโลกในช่วงเวลานั้น(พ.ศ. 2493) ชาวยุโรปแข่งขันกับญี่ปุนโดยใช้วิธีจับไม้แบบจับมือ(Shake-hand grip) และส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรับอีกประการหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นครองความเป็นจ้าวปิงปองคือญี่ปุ่นได้ใช้วิธีตีลูกแบบ Top-spin ชาวยุโรปซึ่งเป็นฝ่ายรับจึงปราชัยอย่างราบคาบ 

ปี พ.ศ. 2503 การเล่นของชาวยุโรปก็ยังเป็นแบบเดิมทำให้เทเบิลเทนนิสของชาวยุโรปตกต่ำลงไปในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2503 ในปีนี้มีการแข่งขันชิงชนะเลิศที่ญี่ปุ่นประเทศยูโกสลาเวียและฮังการีก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันด้วยแต่ก็แพ้ญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีตีลูกTop spin และในระยะต่อมาฮังการีก็ได้คิดค้นวิธีตีลูก Backspin ขึ้น จึงทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสพัฒนาขึ้นอย่างมากสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นจ้าวปิงปอง เพราะ 

1. ญี่ปุ่นได้ค้นพบของใหม่โดยดัดแปลงการตีที่ใช้ฟองน้ำเข้าช่วยและใช้ลูก Top spin 
2. ใช้เทคนิคการบุกแบบตบลูกยาว 
3. นักกีฬาของชาวญี่ปุ่นมีความมานะอดทนในการฝึกซ้อม 

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมาสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนได้ตำแหน่งชนะเลิศโดยจีนใช้วิธีบุกเร็วและการยืนตำแหน่งชิดโต๊ะแต่ในระยะหลังนี้ชาวยุโรปได้ฟื้นตัวขึ้นมาเพราะในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกที่เปียงยาง ครั้งที่ 35 พ.ศ.2522 ฮังการีได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชายหลังจากได้เสียตำแหน่งไป 20 กว่าปี 

จีนชนะปี พ.ศ. 2503 และในปี พ.ศ. 2504 การแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกได้เปลี่ยนแปลงจากปีละ1 ครั้ง มาเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้ง พ.ศ. 2505 มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นที่กรุงปักกิ่งนักตีรุ่นหนุ่มของจีนชนะทีมญี่ปุ่นด้วยการรุกแบบสายฟ้าแลบ และรับอย่างฉับไวโดยการจับไม้แบบไม้จีน (Chinese Penholder grip) จีนชนะเลิศประเภททีมชายและชายเดี่ยว3 ปีติดต่อกันซึ่งจีนได้เรียนรู้จากญี่ปุ่นทั้งทางภาพยนตร์และจากเอกสารจึงได้แก้ทางเล่นโดยใช้วิธีเล่นทั้งลูกสั้นและลูกยาวแบบญี่ปุ่นอันเป็นหลักของจีนมาถึงปัจจุบันเป็นวิธีที่รู้จักกันว่าเป็นการเล่นเทเบิลเทนนิสแบบจีน ซึ่งไม่มีใครเหมือน 

ต่อมาในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลก ครั้งที่ 27,28 พ.ศ. 2506, 2508 จีนก็ได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชาย-หญิงชายเดี่ยว และหญิงเดี่ยวในการแข่งขันครั้งที่ 29 และ 30จีนยักษ์ใหญ่ในวงการเทเบิลเทนนิสก็ไม่ได้เข้าชิงชัยเนื่องจากเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมในจีนจึงทำให้นักตีชาวยุโรปคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะครั้งที่ 30 ซึ่งเยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ รัสเซียได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมหญิงและสวีเดนชนะเลิศประเภทชายคู่ ส่วนญี่ปุ่นได้ตำแหน่งทีมชาย ชายเดี่ยว หญิงเดี่ยวและคู่ผสม รวม 4 ตำแหน่ง 

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่ 31ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 3 เมษายน พ.ศ. 2514 จีนได้กลับเข้ามาแข่งขันอีกครั้งหนึ่งและได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ คู่ผสม และประเภททีมชายส่วนตำแหน่งชายเดี่ยว ได้แก่ Stellan ;Bengtsson จากสวีเดนชายคู่ ได้แก่ ฮังการี ประเภททีมหญิง ได้แก่ ญี่ปุ่นส่วนประเทศไทยประเภททีมชายได้อันดับที่ 23 จากประเทศเข้าแข่งขัน39 ประเทศ ทีมหญิงได้อันดับที่ 22 จาก 27ประเทศที่ส่งเข้าแข่งขัน 

การแข่งขันครั้งที่ 31 ที่นาโกย่านับเป็นการแข่งขันที่มีคนกล่าวขวัญกันมากเป็นประวัติการณ์เพราะการแข่งขันครังนี้นับว่าเป็นสื่อให้ยักษ์ใหญ่ 2 ฝ่ายในโลกหันหน้าเข้าหากันเพราะหลังจากการแข่งขันครั้งนี้แล้ว จีนได้เชิญนักปิงปองของสหรัฐอเมริกาไปเยือนปักกิ่งรวมทั้งทีมจากแคนาดา โคลัมเบีย และไนจีเรีย สหรัฐอเมริกาตกลงรับคำเชิญของจีนทันทีดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงได้มีโอกาสเข้าสู่จีนหลังจากจีนได้ปิดประเทศมาถึง 22ปีเต็ม (ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย)                                                                                      ปิงปอง หรือ กีฬาเทเบิลเทนนิส คือ กีฬาชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทยขึ้นโดยถูกต้องตามกฏหมายและมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆหรือการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานแห่งประเทศไทย                                                 การจับไม้

ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

ภาพ:Tbl-tnns.jpg


1.
 การจับไม้ เป็นการจับแบบจับมือ

2. ไม้ต้องติดยางเม็ด

3.วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน คือ การรับเป็นส่วนใหญ่ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น ยุคของยุโรป อีกเช่นเคย

        ในปี ค.ศ. 1950 จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ

1.การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง

2.การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

        ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และต่อมาปี ค.ศ. 1953 สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศรูมาเนียจึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

        ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การ จับไม้แบบจับปากกา ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงโดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วยเป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก                                                                                                                        ด.ช.ธัชเชษฐ์ เจตน์พรพรหม                                                    ชั้น ม.1

หลักการเคลื่อนไหวร่างกาย หลักของการเคลื่อนไหวร่างกาย มีดังนี้     ๑) การรับแรง เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายบนพื้นในแบบต่าง ๆ โดยร่างกายจะออกแรงรับน้ำหนักตนเองขณะเคลื่อนไหว เช่น เดิน วิ่ง กระโดด เต้นรำ เป็นต้น     ๒) การใช้แรง เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่กล้ามเนื้อได้ออกแรงเมื่อเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ เช่น ออกแรงกล้ามเนื้อมือในการตบลูกบอล     ๓) ความสมดุล เป็ฯการเคลื่อนไหวร่างกายในแบบต่าง ๆ ที่ผู้ปฎิบัติสามาถทรงตัวอยู่ได้ดดยไม่เอียงและไม่ล้ม เช่น การยกกล่อง การทำหกสามเส้า๓ การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันในชีวิตประจำวัน เราปฎิบัติกิจกรรมซึ่งจะต้องอาศัยการเคลื่อนไหวในแบบต่าง ๆ ดังนั้น การเรียนรู้หลักการเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย     ๑) การเดินขึ้นบันไดให้เอนตัวไปข้างหน้าและก้าวเท้ายาวๆ ขณะขึ้นทุกขั้น โดยให้เดินลงส้นเท้าเพราะจะใช้แรงและรับแรงน้อยกว่าเดินลงปลายเท้า      ๒) การเดินลงบันไดให้เอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย ให้เท้าหน้าเดินลงปลายเท้า แต่เท้าหลังยกส้นเท้าขึ้น และไม่ควรรีบร้อนลงเพราะอาจลื่นตกบันไดได้     ๓) การดึงควรเอนตัวไปข้างหลังขาเหยียดตรงหรือย่อเข่าลงเล็กน้อยหรืออาจก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหลังเล็กน้อยแล้วใช้มือดึง     ๔) การดันก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า แล้วย่อเข่าลงเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้าเข้าหาสิ่งของที่จะดัน จากนั้นส่งแรงออกไปจากเท้าสู่มือโดยใช้มือดันซึ่งเป็นการบังคับกล้ามเนื้อขาให้ออกแรงมากที่สุด     ๕) การยกของให้ยืนก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า ห่างจากหลังเท้าพอประมาณ ย่อเข่าหน้าลงตั้งฉากกับลำตัว เข่าข้างหลังงอลงเกือบอยู่ในท่าคุกเข่าแล้วใช้มือทั้งสองข้างยกของขึ้นให้ชิดลำตัวมากที่สุด จากนั้นค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ทิศทางการเคลื่อนไหว ในหัวข้อนี้จะสรุปถึงทิศทางที่ควรจะมีการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน ซึ่งจะมีอยู่ทั้งหมด 8 ทิศ แต่ในกิจวัตรประจำวันจะเห็นได้ว่าเราไม่ค่อยจะเคลือนไหวได้ครบ จึงเป็นที่มาของปัญหาทางร่างกายของเรา เมื่อได้เห็นการเคลื่อนไหวที่จัดเป็นกล่มแล้วจะพยายาม post อาสนะต่างๆแบบง่ายๆสามารถฝึกได้เอง ให้ผู้อ่านได้มีโอกาสได้ลองทำค่ะ แต่แนะนำว่าควรจะเริ่มจากการบริหารลมหายใจ(ปราณายามะ)ก่อน แล้วค่อยเป็นอาสนะ หากเป็นไปได้ควรจะได้ฝึกในชั้นเรียนให้เข้าใจให้ถูกต้อง แล้วค่อยไปปฏิบัติที่บ้านค่ะ ครูที่ฝึกควรเลือกครูที่มีความเข้าใจโยคะที่ดี และควรเน้นการหายใจให้ถูกต้องก่อนจะเริ่มแต่อาสนะนะค่ะ
ท่าบริหารร่างกายแบบโยคะ (Asana)
ใน1 วัน เราควรจะเคลื่อนไหวให้ได้ 8 ทิศทาง (อัษฎางคบาท) ได้แก่
1. ทิศทางท่าก้มไปข้างหน้า
2. ทิศทางท่าแอ่นหลัง
3. ทิศทางท่าเอี้ยวซ้าย
4. ทิศทางท่าเอี้ยวขวา
5. ทิศทางท่าบิดซ้าย
6. ทิศทางท่าบิดขวา
7. ทิศทางท่าศิรษะลง ขาชี้ขึ้น
8. พักศพ
จาก 8 ทิศทางที่มีอยู่ เราสามารถนำมาจัดเป็นกลุ่มท่าอาสนะได้ 5 กลุ่มดังต่อไปนี้
1. กลุ่มท่าก้มไปข้างหน้า : กลุ่มท่านี้ ถือว่าเป็นพลังขั้วลบ เป็นพลังเย็น ทำให้จิตใจสงบไม่มีความกระวนกระวาย จังหวะการเต้นของหัวใจจะช้าลง คล้ายการทำสมาธิ กลุ่มท่านี้เป็นการทำให้กระดูกสันหลังโค้งตัวไปด้านหน้า เป็นการปรัปสมดุลของกระดูกสันหลัง ระหว่างซ้าย และขวาให้มีความสมดุลกัน, กระตุ้นการหมุนเวียนของเลือด และเป็นการบริหารอวัยวะภายในช่องท้อง ตัวอย่างของอาสนะกลุ่มนี้ เช่น พัทธะโกนาสนะ, ชานุศีรษะ,ปัจจิโมตาสนะ ฯลฯ
 
2. กลุ่มท่าแอ่นหลัง : กลุ่มท่านี้ ถือว่าเป็นพลังขั้วบวก หรือพลังร้อน เหมาะกับคนที่เป็นคนทำอะไรเร็ว (Hyperactive) ตรงข้ามกับกลุ่มท่าก้มไปข้างหน้า ท่าในกลุ่มแอ่นจะกระตุ้นการเผาผลาญ กระชับกล้ามเนื้อ แข็งแรง รักษาอาการปวดหลัง กระตุ้นการสร้าง และ ผลิตเม็ดเลือด เมื่อทำท่าในอาสนะนี้หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น อาสนะในกลุ่มนี้เช่น ธนู
 
3. กลุ่มท่าเอี้ยวแ ละบิดแนวกระดูกสันหลัง กลุ่มท่านี้ช่วยในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด กระตั้นการเผาผลาญ ช่วยในการรักษาและป้องกันการปวดหลังปวดเอว ฯลฯ อาสนะในกลุ่มนี้เช่น อรรถมัสเยนทรา
 
4. กลุ่มท่ากลับทิศ (วิปริตกรณี) คือกลุ่มท่าที่กลับศีรษะะลงและขาจะชี้ขึ้น เป็นกลุ่มท่า ที่มีประโยชน์มาก ช่วยขจัดตระกอนในกระแสเลือด, ช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ,ชลอความชรา ป้องกันเส้นเลือดขอด ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อฯลฯ เช่น ท่าศีรษะอาสนะ ท่ายืนด้วยไหล่
 
5. ท่านอนพักศพเช่น ท่าศพ เป็นท่าที่สำคัญและควรจะฝึก ท่านี้จะมีผลต่อร่างกายและจิตใจ ให้ผ่อนคลาย การฝึกให้ถูกต้องจะยาก
  

ประวัติกีฬาปิงปอง (ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย)เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ.  1890  ในครั้งนั้น  อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย  ไม้  หนังสัตว์  ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้   หากแต่ว่าแทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์  เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิดเสียงปิก-ป๊อก”  ดังนั้น  กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตามเสียงทีได้ยินว่า  “ปิงปอง” (PINGPONG)  ต่อมาก็ได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน  ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน 
 
    วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (BLOCKING)  และแบบดันกด  (PUSHING)  ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ  BLOCKING และ CROP  การเล่นถูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ  ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่  2  ลักษณะ  คือ  จับไม้แบบจับมือ  (SHAKEHAND)  ซึ่งเราเรียกกันว่า  “จับแบบยุโรป”  และการจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER)  ซึ่งเราเรียกกันว่า จับไม้แบบจีน”  นั่นเอง
 
    ในปี ค.ศ. 1900  เริ่มปรากฏว่า  มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่นกัน  ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น  และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์  บาร์น่า (VICTOR BARNA)  อย่างแท้จริง  เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีม  รวม 7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง  ในปี ค.ศ. 1929-1935  ยกเว้นปี  1931  ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น  ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือมีทั้งการรุก (ATTRACK)  และการรับ (DEFENDIVE)  ทั้งด้าน  FOREHAND  และ  BACKHAND  การ จับไม้ก็คงการจับแบบ  SHAKEHAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรป  แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมากในยุโป  ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

      ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา  ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้กีฬานี้จึงเป็นชื่อมาเป็น  “TABLE TENNIS”  ไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนได้ประการหนึ่ง  และเพื่อไม่ใช่เป็นการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  และแล้วในปี ค.ศ. 1926  จึงได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม  ค.ศ. 1926  ภายหลังจากการได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้นโดย  DR. GEORG LEHMANN  แห่งประเทศเยอรมัน  กรุงเบอร์ลิน  เดือนมกราคม  ค.ศ. 1926  ในปีนี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ ก็ได้เริ่มขึ้น  พร้อมกับการก่อตั้งสหพันธ์ฯ  โดยมีนายอีวอร์  มองตากู  เป็นประธานคนแรก  ในช่วงปี ค.ศ. 1940  นี้  ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น  3  ลักษณะดังนี้
      1.  การจับไม้  เป็นการจับแบบจับมือ
      2.  ไม้ต้องติดยางเม็ด
      3.  วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น  “ยุคของยุโรปอีกเช่นเคย

      ในปี ค.ศ. 1950  จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ
      1.  การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง
      2.  การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

      ในปี ค.ศ. 1952  ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก  ที่กรุงบอมเบย์  ประเทศอินเดีย  และต่อมาปี ค.ศ. 1953  สาธารณรัฐประชาชนจีน  จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์  ประเทศรูมาเนีย  จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

      ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา  ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง  โดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย  เป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก
     

      การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ เท่านั้น  ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า  ข้อศอก  และข้อมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกเป็นการเล่นแบบรุกอย่างต่อเนื่อง”  ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นของยุโรปได้  การเล่นโจมตีแบบนี้เป็นที่เกรงกลัวของชาวยุโรปมาก  เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายของญี่ปุ่น)  ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญในญี่ปุ่นกันว่า  การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและกล้าเกินไปจนดูแล้วรู้สึกว่าขาดความรอบคอบอยู่มาก  แต่ญี่ปุ่นก็เล่นวิธีนี้ได้ดี  โดยอาศัยความสุขุมและ Foot work  ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศถึง  7  ครั้ง  โดยมี  5  ครั้งติดต่อกัน  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1959

      สำหรับในยุโรปนั้นยังจับไม้แบบ SHAKEHAND และรับอยู่ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงแรก ๆ ของปี ค.ศ. 1960 ยังคงเป็นจุดมืดของนักกีฬายุโรปอยู่นั่นเอง

      ในปี ค.ศ. 1960  เริ่มเป็นยุคของจีน  ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว  ผสมผสานกับการป้องกัน  ในปี  1961  ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ  ครั้งที่  26  ที่กรุงปักกิ่ง  ประเทศจีน  จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก  ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา  โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม  3  ครั้งติดต่อกัน  ทั้งนี้เพราะจีนได้ทุ่มเทกับการศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และเอกสารต่าง ๆ  โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น  เข้ากับการเล่นแบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีนดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

      ยุโรปเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  โดยนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง  นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ  ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่  ในปี  1967  และ  1969  ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน  ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป  จนมีการพูดกันว่านักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทางสำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผลสะท้อนต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก  และแล้วในปี  1970  จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย

      ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ  10  ปี  ตั้งแต่  1960-1970   นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น  และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก  ครั้งที่  31  ณ กรุงนาโกน่า  ในปี  1971  โดยนักเทเบิลเทนนิส  ชาวสวีเดน  ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป  ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้ตกอับไปถึง  18  ปี  ในปี 1973  ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและปรังปรุงมา  ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชียจึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา  ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น  เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับซึ่งหมดยุคไปแล้วตั้งแต่ปี  1960  เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก  โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก  หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ  การใช้ยาง  ANTI – SPIN เพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่าเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก มีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิสต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุด และขณะนี้กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก

 ด.ญ.ปวริศา เหลืองเลิศวรกุล

หัวข้อ : ประวัติเทเบิลเทนนิส หรือปิงปอง
ข้อความ : ประวัติเทเบิลเทนนิส


ที่มาของกีฬาเทเบิลเทนนิส (Table tennis) หรือปิงปอง ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด ไม่มีประวัติความเป็นมาในสมัยโรมันหรือกรีกเช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่น แม้รัสเซียก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นมาก่อนใคร แต่อังกฤษอ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดแล้วก็ไม่มีใครไปคัดค้าน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามีที่มาเช่นเดียวกับลอนเทนนิส แต่แหล่งกำเนิดยังเป็นที่สงสัย Frank Monke ได้เขียนแนะนำไว้โดยให้ข้อสันนิษฐานว่ากำเนิดมาจากกีฬา 2 ชนิดคือ

1. กีฬาในร่มของเทนนิส เริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ราวศตวรรษที่ 19 ( พ.ศ. 2433)

2. สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดีย โดยทหารอังกฤษได้นำมาเล่นเป็นกีฬากลางแจ้ง การเล่นจะใช้ไม้กระดานเป็นตาข่ายแบ่งแดน บ้างก็ว่ากำเนิดมาจากแอฟริกาใต้ แต่ที่หาหลักฐานได้คือ อังกฤษมีการโฆษณาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นเทเบิลเทนนิสชายในหนังสือกีฬาของอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2423 แต่ลูกที่ใช้ในสมัยนั้น ( พ.ศ. 2393) ใช้ลูกบอลทำด้วยไม้ก๊อกหรือยางแข็ง ซึ่งแข็งเกินไป

จากการศึกษาค้นคว้าการริเริ่มของกีฬาเทเบิลเทนนิส โดยพิจารณาถึงจุดร่วมกันของเทเบิลเทนนิส เทนนิส และแบดมินตัน จะเห็นได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาของเทนนิสมากกว่ากีฬาประเภทอื่นๆ หลังศตวรรษที่ 19 เทเบิลเทนนิสเล่นกันในห้อง (ในที่ร่ม) ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ไม้ยางชนิดหนึ่งมา จึงเล่นกันกลางแจ้ง แต่ถ้าเมื่อใดอากาศไม่ดีก็กลับมาเล่นในห้อง จึงเรียกกันว่า เทเบิลเทนนิสขนาดเล็ก

แม้จะมีคนคิดปิงปองมาเป็นแบบย่อของกีฬาเทนนิส เมื่อใกล้จะสิ้นศตวรรษที่แล้วก็ตาม แต่ความจริงแล้ว เทเบิลเทนนิสเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนักในสมัยศตวรรษที่ 12 เราไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้มาให้เราเล่นจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้แต่ประเทศต้นกำเนิดดั้งเดิมทั้งอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอินเดีย และแอฟริกาใต้ ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เกิดกีฬาชนิดนี้ แต่ก็มีคนส่วนมากยอมรับว่าปิงปองเริ่มมีครั้งแรกในอังกฤษ เพราะแม้แต่คนที่กล่าวว่าเทเบิลเทนนิสเริ่มเล่นในอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรก ยังเห็นพ้องกันว่าทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่นั่นอาจจะมีส่วนนำปิงปองเข้ามายังประเทศทั้งสอง

ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุที่มีราคาถูก และประกอบได้อย่างง่ายดายทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในพระราชฐาน และตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6 แห่งประเทศอังกฤษ ทรงโปรดฯ ให้ตั้งโต๊ะปิงปองในพระราชวังบัคกิ้งแฮม และในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทรงจัดหากีฬาชนิดนี้ไว้ให้พระราชธิดา (เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอลเช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่ 6 พระเจ้าซาร์แห่งปอเซีย บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดีย และกษัตริย์ฟารุค  ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาทั้งนั้น นักกีฬาทุกประเภทได้ยอมรับว่า ปิงปองเป็นทางวิเศษที่จะกำหนดกีฬาเฉพาะตัวของเขา เพราะปิงปองรวมเอาคุณสมบัติต่างๆ เข้าด้วยกัน ปิงปองให้ทั้งความคล่องตัวในการเล่น ทำให้ฟุตเวิร์กดีและมีความฉับไวทั้งในการบุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็ว รวมกันแล้วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุด นักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรม ได้เน้นให้เห็นความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูง เขากล่าวว่า หลังจากได้เล่นเทเบิลเทนนิสสักเกมแล้ว คนงานก็จะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่น และด้วยพละกำลังที่เพิ่มอย่างประหลาด เทเบิลเทนนิสจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าที่สุดที่จะทำให้สายตาและจิตใจสัมพันธ์กันได้ดีมากวิธีการจับไม้ปิงปอง

การจับไม้ปิงปองโดยทั่วไปจะมีวิธีการจับแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้1. การจับไม้แบบสากล SHAKE HAND  แบ๊คแฮนด์                         โฟร์แฮนด์

การจับไม้ปิงปองวิธีนี้เป็นที่นิยมกันทั่วโลก มีวิธีการจับไม้ที่คล้ายกับการจับมือทักทายกันของชาวยุโรป สำหรับการจับไม้แบบนี้จะเหมาะสำหรับนักกีฬาที่ถนัดทั้งในการเล่นด้านโฟร์แฮนด์ Fore hand (หน้ามือ) และ ด้านแบ๊คแฮนด์ Back hand (หลังมือ) การจับไม้แบบสากลนี้จะเหมาะสำหรับการเล่นลูกต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะลูก TOP SPIN , BACK SPIN , SIDE SPIN ซึ่งการตีลูกต่างๆ นั้นจะไม่ฝืนธรรมชาติเหมือนกับการจับไม้แบบไม้จีน แต่การจับไม้แบบนี้มักจะมีจุดอ่อนอยู่ที่กลางลำตัวเพราะเมื่อคู่ต่อสู้ตีเข้ากลางตัว หากเพราะหากฝึกมาไม่ดีจะทำให้ตัดสินใจได้ยากว่าจะใช้ด้านใดในการตีลูก 2. การจับไม้แบบจับปากกา หรือที่เรียกกันติดปากว่าจับแบบไม้จีน” CHINESE STYLE

การจับไม้แบบนี้จะเป็นที่นิยมกันมากในนักกีฬาแถบทวีปเอเซียของเรา ได้แก่ จีน , ญี่ปุ่น , เกาหลี สำหรับนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบนี้จะถนัดในการเล่นด้านโฟร์แฮนด์ได้ดีเป็นพิเศษ อีกทั้งจะต้องมีการเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ซึ่งชาวเอเซียเราส่วนใหญ่ตัวเล็กและเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว การจับไม้แบบไม้จีน จึงเป็นที่นิยมกันแถบเอเซีย สำหรับในยุโรปแล้วมีนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบนี้กันน้อยมาก เพราะนักกีฬายุโรปมักจะเคลื่อนที่ได้ช้า และการจับไม้แบบไม้จีนจะมีจุดอ่อนอยู่ที่ด้าน Back hand เพราะไม่สามารถเล่นลูก TOP SPIN ได้สะดวก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศจีนได้คิดค้นวิธีการตีแบบใหม่ ซึ่งทำให้วิธีการจับไม้แบบไม้จีนมียุทธวิธีในการตีลูกได้รุนแรงและหลากหลายมากยิ่งขึ้น คือการใช้ด้านหลังมือตี ซึ่งอดีตที่ผ่านมาด้านนี้จะไม่ค่อยได้ใช้ในการตีลูก นักกีฬาจีนยุคใหม่จะถนัดในการเล่นลูกหลังมือนี้มากขึ้น เพราะสามารถเล่นได้ลูก TOP SPIN และ ลูกตบได้ดีอีกด้วย นับเป็นอาวุธใหม่สำหรับนักกีฬาจีนไว้ปราบนักกีฬาด.ญ.จุฑามาศ ทาคำมา ม.1

ที่มาของกีฬาเทเบิลเทนนิส (Table tennis) หรือปิงปอง ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด ไม่มีประวัติความเป็นมาในสมัยโรมันหรือกรีกเช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่น แม้รัสเซียก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นมาก่อนใคร แต่อังกฤษอ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดแล้วก็ไม่มีใครไปคัดค้าน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามีที่มาเช่นเดียวกับลอนเทนนิส แต่แหล่งกำเนิดยังเป็นที่สงสัย Frank Monke ได้เขียนแนะนำไว้โดยให้ข้อสันนิษฐานว่ากำเนิดมาจากกีฬา 2 ชนิดคือ  1. กีฬาในร่มของเทนนิส เริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ราวศตวรรษที่ 19 ( พ.ศ. 2433)  
2. สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดีย โดยทหารอังกฤษได้นำมาเล่นเป็นกีฬากลางแจ้ง การเล่นจะใช้ไม้กระดานเป็นตาข่ายแบ่งแดน บ้างก็ว่ากำเนิดมาจากแอฟริกาใต้ แต่ที่หาหลักฐานได้คือ อังกฤษมีการโฆษณาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นเทเบิลเทนนิสชายในหนังสือกีฬาของอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2423 แต่ลูกที่ใช้ในสมัยนั้น ( พ.ศ. 2393) ใช้ลูกบอลทำด้วยไม้ก๊อกหรือยางแข็ง ซึ่งแข็งเกินไป
 
จากการศึกษาค้นคว้าการริเริ่มของกีฬาเทเบิลเทนนิส โดยพิจารณาถึงจุดร่วมกันของเทเบิลเทนนิส เทนนิส และแบดมินตัน จะเห็นได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาของเทนนิสมากกว่ากีฬาประเภทอื่นๆ หลังศตวรรษที่ 19 เทเบิลเทนนิสเล่นกันในห้อง (ในที่ร่ม) ต่อมาได้มีผู้ประดิษฐ์ไม้ยางชนิดหนึ่งขึ้นมา จึงเล่นกันกลางแจ้ง แต่ถ้าเมื่อใดอากาศไม่ดีก็กลับมาเล่นในห้องอีก จึงเรียกกันว่า เทเบิลเทนนิสขนาดเล็ก
 
แม้จะมีคนคิดปิงปองขึ้นมาเป็นแบบย่อของกีฬาเทนนิส เมื่อใกล้จะสิ้นศตวรรษที่แล้วก็ตาม แต่ความจริงแล้ว เทเบิลเทนนิสเคยเป็นกีฬาประจำราชสำนักในสมัยศตวรรษที่ 12 เราไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้มาให้เราเล่นจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้แต่ประเทศต้นกำเนิดดั้งเดิมทั้งอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอินเดีย และแอฟริกาใต้ ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เกิดกีฬาชนิดนี้ แต่ก็มีคนส่วนมากยอมรับว่าปิงปองเริ่มมีครั้งแรกในอังกฤษ เพราะแม้แต่คนที่กล่าวว่าเทเบิลเทนนิสเริ่มเล่นในอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรก ยังเห็นพ้องกันว่าทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่นั่นอาจจะมีส่วนนำปิงปองเข้ามายังประเทศทั้งสอง
 
ด้วยกฎเกณฑ์ง่ายๆ วัสดุที่มีราคาถูก และประกอบได้อย่างง่ายดายทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในพระราชฐาน และตามท้องถนน พระเจ้ายอร์จที่ 6 แห่งประเทศอังกฤษ ทรงโปรดฯ ให้ตั้งโต๊ะปิงปองขึ้นในพระราชวังบัคกิ้งแฮม และในสมัยเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทรงจัดหากีฬาชนิดนี้ไว้ให้พระราชธิดา (เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธ) ได้สนุกสนานที่พระราชวังบัลมอรอลเช่นเดียวกับพระเจ้ายอร์จที่ 6 พระเจ้าซาร์แห่งปอเซีย บัณฑิตเนห์รูแห่งอินเดีย และกษัตริย์ฟารุคแห่งอียิปต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ส่งเสริมกีฬาทั้งนั้น นักกีฬาทุกประเภทได้ยอมรับว่า ปิงปองเป็นทางวิเศษที่จะกำหนดกีฬาเฉพาะตัวของเขา เพราะปิงปองรวมเอาคุณสมบัติต่างๆ เข้าด้วยกัน ปิงปองให้ทั้งความคล่องตัวในการเล่น ทำให้ฟุตเวิร์กดีและมีความฉับไวทั้งในการบุกและความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็ว รวมกันแล้วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุด นักจิตวิทยาทางอุตสาหกรรม ได้เน้นให้เห็นความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนสูงขึ้น เขากล่าวว่า หลังจากได้เล่นเทเบิลเทนนิสสักเกมแล้ว คนงานก็จะกลับไปทำงานด้วยความสดชื่น และด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างประหลาด เทเบิลเทนนิสจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีที่มีคุณค่าที่สุดที่จะทำให้สายตาและจิตใจสัมพันธ์กันได้ดีมากขึ้น
 
เมื่อเริ่มมีการเล่นใหม่ๆ เทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เล่นในห้องรับแขกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย วัสดุที่ใช้ในสมัยนั้นส่วนมากเป็นวัสดุที่ทำขึ้นเอง โดยมิได้เตรียมมาก่อน ลูกปิงปองทำจากเส้นด้าย ใช้หนังสือวางบนโต๊ะแทนตาข่าย ไม้ตีก็ตัดจากกระดาษแข็งหนาๆ ซึ่งหนังสือเก่าๆ ที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้ได้แนะนำว่าห้องที่ใช้เล่นปิงปองควรจะตกแต่งอย่างโปร่งๆ และเครื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ ควรจะปกปิดไม่ให้เกิดการสึกหรอหรือฉีกขาด
 
ในไม่ช้าวงการค้าเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะหาผลประโยชน์จากเครื่องเล่นชนิดนี้ และเริ่มต้นผลิตวัสดุในการเล่นที่เหมาะสมกว่าที่เคยทำกันเองในขณะนั้น การแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตก่อให้เกิดการตื่นตัวในกีฬาประเภทนี้อย่างมากมาย บริษัทที่กล่าวกันว่าเป็นบริษัทแรกที่เริ่มพัฒนากีฬาที่เรียกว่า เทเบิลในร่ม คือบริษัท Parker Brothers of Salem แห่งเมืองแมสซาชูเซตส์ เป็นบริษัทอเมริกันที่ผลิตสินค้ากีฬาทุกชนิด และได้ส่งสินค้าเข้าไปขายในอังกฤษ
 
ลูกปิงปองที่ผลิตขึ้นในลักขณะนั้นทำด้วยยางหรือไม้ก๊อก หรือมักจะหุ้มด้วยยางหรือผ้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายกับโต๊ะ และให้ลูกปิงปองหมุน รูปร่างและวัสดุที่ใช้ยังคงแตกต่างกันออกไปเรื่อยๆ ซึ่งตามความจริงแล้วไม่เคยมีขนาดมาตรฐานเลย มีด้ามยาว และส่วนที่ใช้ตีนั้นข้างในจะกลวง และหุ้มด้วยแผ่นหนัง ทำให้รูปร่างคล้ายกลองเล็กๆ ตาข่ายที่ใช้จะขึงข้ามโต๊ะระหว่างเก้าอี้ 2 ตัว เกมหนึ่งๆ จบลงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของผู้เล่นได้แต้ม 21 แต้ม ซึ่งกฎข้อนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนจนปัจจุบันนี้
 
การนำลูกปิงปองที่ข้างในกลวง ซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์ (Celluloid) มาใช้ทำให้การเล่นปฏิวัติไปโดยสิ้นเชิง ลูกปิงปองแบบใหม่ให้กำลังในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ มีความแม่นยำสูง ส่วนความผิดพลาดมีบ้างเล็กน้อย ต่อมาอังกฤษเริ่มปรับปรุงการเล่นเทเบิลเทนนิสเป็นครั้งแรก และมีนักเทเบิลเทนนิสชาวอังกฤษชื่อ Janes Gibb ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาและบังเอิญได้พบลูกบอลสีต่างๆ ซึ่งเด็กๆ ใช้เป็นของเล่น เมื่อเขากลับประเทศอังกฤษจึงนำมาใช้กับเทเบิลเทนนิส และพบว่ามีประโยชน์มาก เมื่อนักธุรกิจได้เห็นจึงยอมรับความสำคัญของมันในทันที และเริ่มผลิตออกจำหน่าย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้กีฬาประเภทนี้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
 
การแข่งขันอย่างมากมายทางการค้าทำให้บริษัทต่างๆ จดทะเบียนผลิตภัณฑ์ของตน และมีการตั้งชื่อเรียกสินค้าอย่างหรูหรา ซึ่งปัจจุบันได้ล้มเลิกไปหมดแล้ว เช่น กอสสิมา วิฟท์เว็ฟท์ และฟลิม-แฟลม การเรียกชื่อ "ปิงปอง" นี้เลียนแบบมาจากเสียงซึ่งเกิดจากไม้ตีที่มีขนาดเล็ก และยาวขึ้นด้วยหนังลูกวัวทั้งสองด้าน เมื่อใช้ไม้ตีลูกเซลลูลอยด์จะมีเสียงดัง "ปิง" และเมื่อลูกตกลงกระทบพื้นจะมีเสียงดัง "ปอง" หลังจากนั้นเมื่อมีการปรับปรุงไม้ตี เสียงที่กระทบพื้นจะเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อกีฬาชนิดนี้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จึงเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็นเทนนิสบนโต๊ะ หรือเทเบิลเทนนิส
 
เมื่อประชาชนเริ่มตื่นเต้นและนิยมเล่นปิงปองกันอย่างมาก ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้มีการติดตั้งอุปกรณ์การเล่นทั่วๆ ไป ซึ่งหลักจากนั้นคนก็เริ่มเบื่อกีฬาที่เรียกว่า ปิงปอง วิฟท์ เว็ฟท์ จนไม่มีใครเล่นอีก ต่อมา Mr. E.C. Good แห่งกรุงลอนดอน เป็นผู้ทำให้ปิงปองกลับมาเป็นที่นิยมเล่นกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเปลี่ยนมาสนใจเทเบิลเทนนิสโดยกะทันหัน เพราะเขามีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง จึงหาวิธีการที่จะบรรเทาอาการโดยที่ใจยังจดจ่อกับการเล่นปิงปองอยู่ เขาจึงไปซื้อยาที่ร้านขายยาและในขณะที่เขาจ่ายเงินค่ายาได้สังเกตเห็นแผ่นยางที่ตอกติดอยู่บนพื้นเคาน์เตอร์ ทำให้เกิดความคิดว่า ถ้านำยางแผ่นนี้ไปวางบนผิวไม้ตีปิงปองคงจะทำให้ควบคุมลูกได้ดีมากขึ้น เขาจึงได้ซื้อแผ่นยางไปจากร้านขายยา ตัดให้ได้สัดส่วนกับไม้แล้วก็ติดกาว เขาเริ่มต้นฝึกหัด และได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความพิเศษของเครื่องมือที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ทำให้เขาสามารถเข้าถึงรอบสุดท้ายของการแข่งขันนานาชาติ โดยชนะแชมป์เทเบิลเทนนิสของอังกฤษ และตามตำนานก็กล่าวว่าเขาชนะถึง 50 ต่อ 3 เกม
 
จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครคิดถึงปิงปองอีก Alicetocrant และประชาชนได้นำมาเล่นใหม่ด้วยความตื่นตัว และได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป ในกีฬาชนิดนี้นักปิงปองที่มีชื่อหลายคนได้รับประโยชน์จากไม้ตีที่ปฏิวัติใหม่ทำให้ควบคุมลูกได้ง่าย และได้นำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้จนทำให้ปิงปองเป็นเกมรวม แล้วมีลักษณะแตกต่างกันมาก
 
อย่างไรก็ตาม ราวปี พ.ศ. 2447 เทเบิลเทนนิสก็กลับซบเซาลงอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2464 สมาคมปิงปองได้ตั้งขึ้นในอังกฤษ และยอมใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าปิงปอง ในปีต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นสมาคมเทเบิลเทนนิส ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มีประเทศที่ส่งเสริมกีฬาเทเบิลเทนนิสอย่างแท้จริงเพียง 4 ประเทศคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้คิดค้นลูกเซลลูลอยด์ขึ้นมา ประเทศฮังการี คิดค้นการส่งลูกแบบกระดอน ประเทศอังกฤษ ผู้ซึ่งคิดค้นไม้หุ้มยางออกมาใช้ และประเทศเยอรมันนี เป็นที่ส่งเสริมจนเป็นที่ยอมรับในแง่ของการจัดการแข่งขัน และใช้วางกฎกติกาเล่นต่างๆ
 
Iver Monthagor บุตรชายของคุณหญิง Sweyling ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้เกิดความสนใจเทเบิลเทนนิส โดยมีเพื่อนๆ นิสิตสนใจเข้าร่วมแข่งขันกัน ในไม่ช้าการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยครั้งแรก ระหว่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มมีขึ้น และเป็นความคิดริเริ่มของ Iver Monthagor ในการนี้ได้ใช้ชื่อว่า "สเวย์ลิ่ง คัพ" โดยตั้งตามชื่อของมารดา (คล้ายกับที่ลอนเทนนิสมี "โธมัสคัพ") ซึ่งได้กลายเป็นรางวัลนานาชาติที่นักปิงปองใฝ่ฝันที่สุด
 
ไม่เป็นที่แปลกประหลาดอะไรเลยในเมื่อปิงปองได้รวมเอาคุณสมบัติต่างๆ เข้าด้วยกัน ปิงปองจึงเป็นกีฬาที่ให้ทั้งความคล่องแคล้วว่องไวในการเล่น การเคลื่อนที่ของเท้าที่ดี มีความฉับไวในการรุก และความรู้สึกสนองตอบในการรับที่รวดเร็วจึงทำให้ปิงปองกลายเป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดความร่าเริงมากที่สุด ทำให้ประชาชนเริ่มตื่นตัวและนิยมเล่นปิงปองอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปิงปองได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะทวีปยุโรป
 
ปี พ.ศ. 2469 ได้มีการประชุมผู้แทนประเทศต่างๆ ครั้งที่ 1 ขึ้น ณ หอสมุด Lady Sir Vateting ซึ่งเป็นชื่อมารดาของ Sir Mongtakurr ที่ประชุมได้มีมติผ่านกฎบัตรให้มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2469 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในระยะแรกการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งโลกจัดให้มีการแข่งขันปีละครั้ง ต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้ง กีฬาเทเบิลเทนนิสได้แพร่หลายทั่วไป จึงได้มีการจัดตั้งเป็นสหพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นโดยให้จัดประชุมสัมมนาขึ้นที่กรุงบอร์น ประเทศเยอรมันตะวันตก ในปี พ.ศ. 2469 ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติขึ้น และได้จดทะเบียนตามกฎหมายเลขที่ 1907
 
ในการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมลงมติให้แต่งตั้ง Sir Mongtakurr เป็นประธานสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก ซึ่งในขณะนั้นสหพันธ์ฯ มีสมาชิกกว่า 100 ประเทศ โดยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ถึง 9 สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469-2503 Sir Mongtakurr เกิดที่อังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2448 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ก็ได้ปลดเกษียณจากประธานสหพันธ์ฯ แต่ยังดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกร้อยกว่าประเทศจาก 5 ทวีป เทเบิลเทนนิสจึงกลายเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงค่อนข้างจะโด่งดัง ทำให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น
 
ในศตวรรษที่ 20 ได้มีนักศึกษาและนักท่องเที่ยวนำเอากีฬาประเภทนี้เข้าสู่ประเทศออสเตรีย ฮังการี และสหรัฐเมริกา
 
ปี พ.ศ. 2438 ศาสตราจารย์ครุศาสตร์ท่านหนึ่งแห่งโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ที่ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ได้นำเอาโต๊ะและไม้เทเบิลเทนนิสกลับประเทศญี่ปุ่น ทำให้กีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่น และได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2462
 
สมาคมเทเบิลเทนนิสในสหรัฐเมริกา จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536
 
สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500
 
การเล่นเทเบิลเทนนิสในระยะแรก พวกที่เล่นเก่งๆ มักจะใช้นิ้วเล่นลูกประกอบการตีคือ ยอมให้ผู้ส่งลูกปั่นลูกกับไม้ได้ในตอนส่งโดยใช้นิ้วช่วย การส่งลูกแบบนี้จะทำให้ลูกหมุนมากจนแทบจะรับไม่ได้ ต่อมาจึงได้มีกติกาห้ามการส่งแบบนี้
 
ในชั้นแรกเกมการเล่นประกอบด้วยการเล่น 2 แบบคือ การตั้งรับ และการตีลูกโต้ ต่อมามีการตีลูกแบบตัด ดังนั้นเทคนิคคือการตั้งรับและการตีลูกตัด ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในยุโรป
 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ไม้ตีได้มีการทำเป็นยางจุด และทำให้ตีโต้ได้รวดเร็วขึ้น ต่อมาสมัยของ Victor Barnar (แชมป์โลกปี พ.ศ. 2473, 2475, 2476 และ 2477) รูปแบบการเล่นเทนนิสได้ถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์ มีการตอบโต้โดยใช้ลูกหน้ามือและหลังมือด้วยวิธีการจับไม้แบบจับมือ (Shake-Hand grip) ซึ่งเป็นจุดเด่นมาก และมีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการจับไม้แบบจับปากกา (Penholder grip)
 
ในปี พ.ศ. 2465 คำว่า "ปิงปอง" ได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นเครื่องหมายการค้า ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นข้อหนึ่งทำให้มีการเปลี่ยนชื่อกีฬาประเภทนี้มาเป็นเทเบิลเทนนิส
 
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471-2492 เป็นช่วงที่ยุโรปเป็นผู้นำทางด้านเทเบิลเทนนิส โดยได้ตำแหน่งชนะเลิศเกือบทุกประเภททั้งชายและหญิง
 
ในปี พ.ศ. 2483-2490 ได้เกิดสงครามฟาสต์ซิสทำให้การแข่งขันระดับโลกได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง
 
ญี่ปุ่นได้ร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ ในปี พ.ศ. 2472 อังกฤษไม่ได้รับตำแหน่งดั้งเดิมในประเภทนี้เหมือนเมื่อก่อน ประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาขึ้นมา และก้าวหน้าไป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และเชโกสโลวะเกีย แต่ที่สำคัญคือ ฮังการี ซึ่งได้เป็นแชมเปี้ยนโลกหลายสมัย ชาวฮังการีศึกษาและเล่นเกมนี้อย่างจริงจังในเวลาว่าง และได้พัฒนาการเล่นแบบต่างๆ เช่น การรับลูกได้อย่างแน่นอน บางครั้งสามารถรับลูกหลังโต๊ะถึง 25 ฟุต ซึ่งทำให้ชาวฮังกาเรียนเป็นแชมเปี้ยนโลกได้ส่วนใหญ่ จนถึงปี พ.ศ. 2480 ชาวอเมริกันจึงได้ชัยชนะทั้งประเภทชายและหญิงในการเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศฮังการี ความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นเพราะได้รับทักษะจากแชมเปี้ยนส์ชาวฮังกาเรียน ซึ่งเคยแข่งขันท่ามกลางผู้ชมไม่ต่ำกว่า 20,000 คนอยู่เสมอ
 
นอกจากการเล่นประเภทเดี่ยวแล้ว การเล่นประเภทคู่นับได้ว่าเป็นการเล่นที่สนุกสนานที่สุด ผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนกันตีและการเล่นจะเป็นไปอย่างรวดเร็วตลอดการแข่งขัน
 
ในปี พ.ศ. 2478 ภายหลังที่สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งมา 2 ปี ได้มีการแข่งขันระดับโลกระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย ปรากฏว่าต้องใช้เวลานานถึง 20 นาที สำหรับคะแนนเพียงคะแนนเดียว และลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีกลับไปกลับมาถึง 1,590 ครั้ง
 
ปี พ.ศ. 2493-2502 เป็นยุคของญี่ปุ่น โดยสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในโลกด้วยการตีลูกหน้ามือเป็นเกมรุก โดยการใช้ฟุตเวิร์ก ในปี พ.ศ.2495 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่ 19 ที่บอมเบย์ และในปี พ.ศ. 2496 จีนได้เข้าร่วมการแข่งขันชิงชนะเลิศโลกครั้งที่ 20 ที่เมืองบุชเชอเรสต์ ญี่ปุ่นก็ได้ชัยชนะประเภททีมชายและหญิง ชั้นเชิงการตีลูกของชาวซามูไรทำให้วงการเทเบิลเทนนิสตื่นตัว เพราะญี่ปุ่นใช้วิธีการจับไม้แบบถือพู่กัน หรือ เรียกกันในภายหลังว่า แบบตะวันออก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการตบลูกที่รุนแรง นักตีชาวยุโรปที่จับไม้แบบเชคแฮนด์จึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
 
ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกปี พ.ศ.2499 ทีมอังกฤษได้รับความสนใจขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งทำให้การเล่นล่าช้าไปครึ่งชั่วโมง โดยร้องเรียนว่าลูกที่ใช้ในการแข่งขันอ่อนไป และยังไม่กลมด้วย เขาเลือกลูกอยู่ 192 ใบจึงได้ลูกที่ถูกใจ และต่อมาก็พ่ายแพ้ในการแข่งขัน
 
เทคนิคการเล่นของยุโรปในการรุกจะใช้ไหล่ ศอก และเอว ในขณะที่ผู้เล่นญี่ปุ่นใช้ทั้งลำตัวในการตี และใช้เทคนิคแบบโต้กลับปะทะการรุก จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าชาวยุโรป การรุกแบบผู้เล่นญี่ปุ่นนั้นทำให้ชาวยุโรปกลัว เพราะคล้ายกับการโจมตีแบบกามิกาเซ่ (Kamikaze) การรุกแบบกล้าหาญนี้ ชาวญี่ปุ่นถือว่ากล้าได้กล้าเสีย และเสี่ยง แต่ผู้เล่นญี่ปุ่นก็พยายามรุกและมีฟุตเวิร์กที่คล่องแคล่วอันทำให้สัมฤทธิ์ผลจนได้รับชัยชนะในการแข่งขันประเภททีมถึง 5 ครั้งติดต่อกัน อันเป็นสถิติที่ดีเยี่ยมเท่าที่เคยมีมา โดยมี Ogimara เป็นตัวเล่น ซึ่งเขาชนะถึง 12 ครั้ง รวมถึง Tanaka, Tomida, Murakami, Kimura และทำให้ญี่ปุ่นเป็นแชมเปี้ยนโลกในช่วงเวลานั้น (พ.ศ. 2493) ชาวยุโรปแข่งขันกับญี่ปุนโดยใช้วิธีจับไม้แบบจับมือ (Shake-hand grip) และส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรับ อีกประการหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นครองความเป็นจ้าวปิงปองคือ ญี่ปุ่นได้ใช้วิธีตีลูกแบบ Top-spin ชาวยุโรปซึ่งเป็นฝ่ายรับจึงปราชัยอย่างราบคาบ
 
ปี พ.ศ. 2503 การเล่นของชาวยุโรปก็ยังเป็นแบบเดิม ทำให้เทเบิลเทนนิสของชาวยุโรปตกต่ำลงไปในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2503 ในปีนี้มีการแข่งขันชิงชนะเลิศที่ญี่ปุ่น ประเทศยูโกสลาเวียและฮังการีก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันด้วยแต่ก็แพ้ญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นใช้วิธีตีลูก Top spin และในระยะต่อมาฮังการีก็ได้คิดค้นวิธีตีลูก Back spin ขึ้น จึงทำให้การเล่นเทเบิลเทนนิสพัฒนาขึ้นอย่างมาก สาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นจ้าวปิงปอง เพราะ
 
1. ญี่ปุ่นได้ค้นพบของใหม่ โดยดัดแปลงการตีที่ใช้ฟองน้ำเข้าช่วยและใช้ลูก Top spin
2. ใช้เทคนิคการบุกแบบตบลูกยาว
3. นักกีฬาของชาวญี่ปุ่นมีความมานะอดทนในการฝึกซ้อม
 
ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนได้ตำแหน่งชนะเลิศ โดยจีนใช้วิธีบุกเร็วและการยืนตำแหน่งชิดโต๊ะแต่ในระยะหลังนี้ชาวยุโรปได้ฟื้นตัวขึ้นมา เพราะในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกที่เปียงยาง ครั้งที่ 35 พ.ศ. 2522 ฮังการีได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชาย หลังจากได้เสียตำแหน่งไป 20 กว่าปี
 
จีนชนะปี พ.ศ. 2503 และใน ปี พ.ศ. 2504 การแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกได้เปลี่ยนแปลงจากปีละ 1 ครั้ง มาเป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้ง พ.ศ. 2505 มีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งโลกขึ้นที่กรุงปักกิ่ง นักตีรุ่นหนุ่มของจีนชนะทีมญี่ปุ่นด้วยการรุกแบบสายฟ้าแลบ และรับอย่างฉับไว โดยการจับไม้แบบไม้จีน (Chinese Penholder grip) จีนชนะเลิศประเภททีมชายและชายเดี่ยว 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งจีนได้เรียนรู้จากญี่ปุ่นทั้งทางภาพยนตร์และจากเอกสาร จึงได้แก้ทางเล่นโดยใช้วิธีเล่นทั้งลูกสั้นและลูกยาวแบบญี่ปุ่นอันเป็นหลักของจีนมาถึงปัจจุบัน เป็นวิธีที่รู้จักกันว่าเป็นการเล่นเทเบิลเทนนิสแบบจีน ซึ่งไม่มีใครเหมือน
 
ต่อมาในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลก ครั้งที่ 27, 28 พ.ศ. 2506, 2508 จีนก็ได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมชาย-หญิง ชายเดี่ยว และหญิงเดี่ยวในการแข่งขันครั้งที่ 29 และ 30 จีนยักษ์ใหญ่ในวงการเทเบิลเทนนิสก็ไม่ได้เข้าชิงชัย เนื่องจากเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมในจีน จึงทำให้นักตีชาวยุโรปคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะครั้งที่ 30 ซึ่งเยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ รัสเซียได้ครองตำแหน่งชนะเลิศประเภททีมหญิง และสวีเดนชนะเลิศประเภทชายคู่ ส่วนญี่ปุ่นได้ตำแหน่งทีมชาย ชายเดี่ยว หญิงเดี่ยว และคู่ผสม รวม 4 ตำแหน่ง
 
ในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่ 31 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 3 เมษายน พ.ศ. 2514 จีนได้กลับเข้ามาแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง และได้ตำแหน่งชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ คู่ผสม และประเภททีมชาย ส่วนตำแหน่งชายเดี่ยว ได้แก่ Stellan ;Bengtsson จากสวีเดน ชายคู่ ได้แก่ ฮังการี ประเภททีมหญิง ได้แก่ ญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยประเภททีมชายได้อันดับที่ 23 จากประเทศเข้าแข่งขัน 39 ประเทศ ทีมหญิงได้อันดับที่ 22 จาก 27 ประเทศที่ส่งเข้าแข่งขัน
 
การแข่งขันครั้งที่ 31 ที่นาโกย่า นับเป็นการแข่งขันที่มีคนกล่าวขวัญกันมากเป็นประวัติการณ์ เพราะการแข่งขันครังนี้นับว่าเป็นสื่อให้ยักษ์ใหญ่ 2 ฝ่ายในโลกหันหน้าเข้าหากัน เพราะหลังจากการแข่งขันครั้งนี้แล้ว จีนได้เชิญนักปิงปองของสหรัฐอเมริกาไปเยือนปักกิ่ง รวมทั้งทีมจากแคนาดา โคลัมเบีย และไนจีเรีย สหรัฐอเมริกาตกลงรับคำเชิญของจีนทันที ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงได้มีโอกาสเข้าสู่จีนหลังจากจีนได้ปิดประเทศมาถึง 22 ปีเต็ม
 
นักปิงปองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 15 คน จึงเป็นกลุ่มแรกที่ได้เดินเข้าสู่เมืองของเหมา เจ๋อ ตุง เมื่อนักตีของสหรัฐอเมริกาไปจีนแล้ว ประธานาธิบดี Richard Nickson ก็ได้โอนอ่อนนโยบายการค้ากับจีน จะเห็นได้ว่าการเมืองกับการกีฬาแยกกันไม่ออก บางครั้งการเมืองก็ทำให้การกีฬาต้องหยุดชะงัก แต่บางครั้งการกีฬาต้องหยุดชะงัก แต่บางครั้งการกีฬาก็ยุติวิกฤติการณ์ทางการเมืองได้ หากนักกีฬาที่มีหัวรุนแรงนำเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวกันก็อาจทำให้การแข่งขันครั้งนั้นไม่ถึงที่สุดได้ อย่างเช่นการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลกครั้งที่ 31 นักกีฬาของจีนคนหนึ่งที่ไม่ยอมแข่งขันกับนักกีฬาาของเขมรและเวียดนามจึงทำให้ตกรอบในการแข่งขันครั้งนั้น
 
เหตุที่ชาวยุโรปได้กลับฟื้นตัวในการเล่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะผู้เล่นชาวยุโรปได้ใช้วิธีเล่นแบบใหม่โดยใช้การรุกแบบเอเชีย เริ่มโดยสวีเดน และอีกหลายประเทศซึ่งยอมรับวิธีเล่นของคนอื่นได้ kjell Johansson และ H. Aiser ของสวีเดนเป็นผู้ชนะเลิศประเภทชายคู่ใน พ.ศ. 2510 และ พ.ศ. 2512 ได้เป็นผู้ปูทางให้ชาวยุโรปเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนวิจารณ์ว่าชาวยุโรปใช้วิธีการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ในที่สุดชาวสวีเดนก็ทำได้สำเร็จ จึงทำให้เกิดนักตีรุ่นใหม่ และได้ฝึกคนอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก
 
ในปี พ.ศ. 2513 ยุโรปก็มีพลังกล้าแข็งขึ้น และมีความเชื่อมั่นในตนเองที่จะเผชิญกับชาวเอเชีย หลังจากการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษที่แล้ว จวบจนถึงปี พ.ศ. 2513 ทีมญี่ปุ่นก็ตกต่ำลง เมื่อชาวยุโรปได้ชิงความชนะเลิศไป โดยใช้วิธีการรุกแบบใหม่ และการจับไม้แบบจับมือ ปี พ.ศ. 2514 มีการแข่งขันชิงชนะเลิศที่เมืองนาโกย่าสวีเดนชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว และปี พ.ศ. 2516 สวีเดนได้รับชัยชนะมากที่สุดในการแข่งขันชิงชนะเลิศของโลก และการเล่นเทเบิลเทนนิสของชาวยุโรปก็เป็นไปตามเทคนิคใหม่นี้
 
การแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศของโลก ครั้งที่ 15 พ.ศ. 2522 ที่เปียงยาง ทีมชายของฮังการีได้รับตำแหน่งชนะเลิศ ส่วนประเภทชายเดี่ยวนั้นในรอบชิงชนะเลิศ Guo Yuehua ของจีนแข่งขันกับ Seiji One ของญี่ปุ่น ในการแข่งขันเกมที่ 3 Guo Yuehua จากจีนกล้ามเนื้อฉีกไม่สามารถแข่งขันต่อได้ จึงทำให้ Seiji One จากญี่ปุ่นชนะไป
 
ปี พ.ศ. 2524 การแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งโลก ครั้งที่ 36 ที่ Novi Sad Sad ประเทศยูโกสโลวาเกีย Guo Yuehua ก็ได้แชมป์โลก ชายเดี่ยว และในการแข่งขันครั้งนี้จีนได้ครองแชมป์ทั้ง 7 ประเภท การแข่งขันครั้งที่ 37 ในปี พ.ศ. 2526 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จีนได้ตำแหน่งชนะเลิศ 6 ประเภท ส่วนประเภทชายคู่ Kalinic Zoran และ Dragutin Surbek ประเทศยูโกสลาเวียได้ครองตำแหน่งชนะเลิศ
 
การแข่งขันชนะเลิศแห่งโลกครั้งที่ 38 จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2528 ณ ประเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม-7 พฤษภาคม และครั้งที่ 39 จัดแข่งในปี พ.ศ. 2530 ที่ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 6-16 กุมภาพันธ์
 
เทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาประเภทหนึ่งในการแข่งขันโอลิมปิก ครั้งที่ 24 ในปี พ.ศ. 2531 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยกำหนดให้มีการแข่งขัน 4 ประเภท ได้แก่ ชายเดี่ยว (64 คน) ชายคู่ (32 คู่) หญิงเดี่ยว (32 คน) และหญิงคู่ (16 คู่)
                ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศไทย   คนไทยรู้จักคุ้นเคยและเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่รู้จักกันในชื่อกีฬาปิงปอง แต่ไม่ปรากฏหลักฐาน
แน่ชัดว่าเริ่มนำเข้ามาเล่นกันตั้งแต่เมื่อใด และใครเป็นผู้นำเข้ามา แต่ปรากฏว่ามีการเรียนการสอนมานานกว่า 30 ปี
ในปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทยขึ้น
โดยถูกต้องตามกฏหมายและมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆ หรือการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทาน
แห่งประเทศไทย เป็นต้นมา
 

ประวัติกีฬาปิงปอง
เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1890 ในครั้งนั้น อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย ไม้ หนังสัตว์ ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้ หากแต่ว่าแทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิดเสียง “ปิก-ป๊อก” ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตามเสียงทีได้ยินว่า “ปิงปอง” (PINGPONG) ต่อมาก็ได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน

วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (BLOCKING) และแบบดันกด (PUSHING) ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING และ CROP การเล่นถูกตัด ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่ 2 ลักษณะ คือ จับไม้แบบจับมือ (SHAKEHAND) ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับแบบยุโรป” และการจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับไม้แบบจีน” นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1900 เริ่มปรากฏว่า มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่นกัน ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE) เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์ บาร์น่า (VICTOR BARNA) อย่างแท้จริง เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีม รวม 7 ครั้ง และประเภทชายเดี่ยว 5 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1929-1935 ยกเว้นปี 1931 ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือมีทั้งการรุก (ATTRACK) และการรับ (DEFENDIVE) ทั้งด้าน FOREHAND และ BACKHAND การ จับไม้ก็คงการจับแบบ SHAKEHAND เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรป แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมากในยุโป ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ในปี ค.ศ. 1922 ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้กีฬานี้จึงเป็นชื่อมาเป็น “TABLE TENNIS” ไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนได้ประการหนึ่ง และเพื่อไม่ใช่เป็นการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง และแล้วในปี ค.ศ. 1926 จึงได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1926 ภายหลังจากการได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้นโดย DR. GEORG LEHMANN แห่งประเทศเยอรมัน กรุงเบอร์ลิน เดือนมกราคม ค.ศ. 1926 ในปีนี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1 ก็ได้เริ่มขึ้น พร้อมกับการก่อตั้งสหพันธ์ฯ โดยมีนายอีวอร์ มองตากู เป็นประธานคนแรก ในช่วงปี ค.ศ. 1940 นี้ ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. การจับไม้ เป็นการจับแบบจับมือ
2. ไม้ต้องติดยางเม็ด
3. วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน คือ การรับเป็นส่วนใหญ่ ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น “ยุคของยุโรป” อีกเช่นเคย

ในปี ค.ศ. 1950 จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ
1. การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง
2. การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก ที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และต่อมาปี ค.ศ. 1953 สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศรูมาเนีย จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง โดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย เป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า ข้อศอก และข้อมือเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกเป็นการเล่นแบบ “รุกอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นของยุโรปได้ การเล่นโจมตีแบบนี้เป็นที่เกรงกลัวของชาวยุโรปมาก เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายของญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญในญี่ปุ่นกันว่า การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและกล้าเกินไปจนดูแล้วรู้สึกว่าขาดความรอบคอบอยู่มาก แต่ญี่ปุ่นก็เล่นวิธีนี้ได้ดี โดยอาศัยความสุขุมและ Foot work ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศถึง 7 ครั้ง โดยมี 5 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1959

สำหรับในยุโรปนั้นยังจับไม้แบบ SHAKEHAND และรับอยู่ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงแรก ๆ ของปี ค.ศ. 1960 ยังคงเป็นจุดมืดของนักกีฬายุโรปอยู่นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1960 เริ่มเป็นยุคของจีน ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว ผสมผสานกับการป้องกัน ในปี 1961 ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 26 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม 3 ครั้งติดต่อกัน ทั้งนี้เพราะจีนได้ทุ่มเทกับการศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และเอกสารต่าง ๆ โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น เข้ากับการเล่นแบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีนดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

ยุโรปเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่ ในปี 1967 และ 1969 ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป จนมีการพูดกันว่านักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทางสำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผลสะท้อนต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก และแล้วในปี 1970 จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย

ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ 10 ปี ตั้งแต่ 1960-1970 นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก ครั้งที่ 31 ณ กรุงนาโกน่า ในปี 1971 โดยนักเทเบิลเทนนิส ชาวสวีเดน ชื่อ สเตลัง เบนค์สัน เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้ตกอับไปถึง 18 ปี ในปี 1973 ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและปรังปรุงมา ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชียจึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับซึ่งหมดยุคไปแล้วตั้งแต่ปี 1960 เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ การใช้ยาง ANTI – SPIN เพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่าเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก มีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิสต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุด และขณะนี้กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก

ประวัติกีฬาปิงปอง
เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1890 ในครั้งนั้น อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย ไม้ หนังสัตว์ ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้ หากแต่ว่าแทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิดเสียง “ปิก-ป๊อก” ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตามเสียงทีได้ยินว่า “ปิงปอง” (PINGPONG) ต่อมาก็ได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน

วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (BLOCKING) และแบบดันกด (PUSHING) ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING และ CROP การเล่นถูกตัด ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่ 2 ลักษณะ คือ จับไม้แบบจับมือ (SHAKEHAND) ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับแบบยุโรป” และการจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับไม้แบบจีน” นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1900 เริ่มปรากฏว่า มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่นกัน ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE) เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์ บาร์น่า (VICTOR BARNA) อย่างแท้จริง เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีม รวม 7 ครั้ง และประเภทชายเดี่ยว 5 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1929-1935 ยกเว้นปี 1931 ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือมีทั้งการรุก (ATTRACK) และการรับ (DEFENDIVE) ทั้งด้าน FOREHAND และ BACKHAND การ จับไม้ก็คงการจับแบบ SHAKEHAND เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรป แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมากในยุโป ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ในปี ค.ศ. 1922 ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้กีฬานี้จึงเป็นชื่อมาเป็น “TABLE TENNIS” ไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนได้ประการหนึ่ง และเพื่อไม่ใช่เป็นการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง และแล้วในปี ค.ศ. 1926 จึงได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1926 ภายหลังจากการได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้นโดย DR. GEORG LEHMANN แห่งประเทศเยอรมัน กรุงเบอร์ลิน เดือนมกราคม ค.ศ. 1926 ในปีนี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1 ก็ได้เริ่มขึ้น พร้อมกับการก่อตั้งสหพันธ์ฯ โดยมีนายอีวอร์ มองตากู เป็นประธานคนแรก ในช่วงปี ค.ศ. 1940 นี้ ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. การจับไม้ เป็นการจับแบบจับมือ
2. ไม้ต้องติดยางเม็ด
3. วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน คือ การรับเป็นส่วนใหญ่ ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น “ยุคของยุโรป” อีกเช่นเคย

ในปี ค.ศ. 1950 จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ
1. การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง
2. การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก ที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และต่อมาปี ค.ศ. 1953 สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศรูมาเนีย จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง โดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย เป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า ข้อศอก และข้อมือเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกเป็นการเล่นแบบ “รุกอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นของยุโรปได้ การเล่นโจมตีแบบนี้เป็นที่เกรงกลัวของชาวยุโรปมาก เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายของญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญในญี่ปุ่นกันว่า การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและกล้าเกินไปจนดูแล้วรู้สึกว่าขาดความรอบคอบอยู่มาก แต่ญี่ปุ่นก็เล่นวิธีนี้ได้ดี โดยอาศัยความสุขุมและ Foot work ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศถึง 7 ครั้ง โดยมี 5 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1959

สำหรับในยุโรปนั้นยังจับไม้แบบ SHAKEHAND และรับอยู่ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงแรก ๆ ของปี ค.ศ. 1960 ยังคงเป็นจุดมืดของนักกีฬายุโรปอยู่นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1960 เริ่มเป็นยุคของจีน ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว ผสมผสานกับการป้องกัน ในปี 1961 ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 26 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม 3 ครั้งติดต่อกัน ทั้งนี้เพราะจีนได้ทุ่มเทกับการศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และเอกสารต่าง ๆ โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น เข้ากับการเล่นแบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีนดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

ยุโรปเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่ ในปี 1967 และ 1969 ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป จนมีการพูดกันว่านักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทางสำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผลสะท้อนต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก และแล้วในปี 1970 จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย

ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ 10 ปี ตั้งแต่ 1960-1970 นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก ครั้งที่ 31 ณ กรุงนาโกน่า ในปี 1971 โดยนักเทเบิลเทนนิส ชาวสวีเดน ชื่อ สเตลัง เบนค์สัน เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้ตกอับไปถึง 18 ปี ในปี 1973 ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและปรังปรุงมา ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชียจึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับซึ่งหมดยุคไปแล้วตั้งแต่ปี 1960 เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ การใช้ยาง ANTI – SPIN เพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่าเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก มีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิสต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุด และขณะนี้กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก

                                       ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส                                                                เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ. 1890  ในครั้งนั้นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วยไม้หนังสัตว์ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบัน แทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มแทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์   เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็จะเกิดเสียง ปิก ป๊อก  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า ปิงปอง (pingpong)  ต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้ซึ่งได้เริ่มเล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อนวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (Blocking) และแบบดันกัน (Pushing)  ซึ่งต่อมได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING  และ  CHOP การเล่นลูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับอยู่ 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน  คือ จับไม้แบบการจับมือ (SHACK  HAND) ซึ่งเรียกกันว่า จับไม้แบบยุโรป  นั่นเอง                ในปี ค.ศ. 1900  (พ.ศ. 2443)  เริ่มปรากฏว่ามีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่น  ดังนั้น วิธีการเล่นแบบรุกหรือบุกโจมตี (ATTACK  หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากขึ้นและยุคนี้จึงเป็นยุคของ นายวิคเตอร์  บาร์น่า  (VICTOR  BARNA)   ซึ่งเป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีมรวม  7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1929 – 1931 ยกเว้นปี  1931 ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น   ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น  โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับไม้ในปัจจุบัน วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน  คือมีทั้งการเล่นรุก  (ATTACK)  และการเล่นรับ (DEFENSIVE)  ทั้งด้านหน้ามือ  (FOREHAND)  และด้านหลังมือ (BACKHAND)  การจับไม้ก็ใช้การจับแบบ SHAKE HAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรปแนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป  โดยมีน้อยมากในยุโรปถือว่าเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองของโลกอย่างแท้จริง                ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” เป็น “TABLE-TENNIS”  เพราะไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนไว้ประการหนึ่ง และเพื่อไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือในด้านการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  แล้วในปี ค.ศ.  1926  (พ.ศ. 2469) จึงได้มีการประชุมและก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLE-TENNIS  FEDERATIONITTF)  ขึ้นที่กรุงลอนดอน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1926 ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้น โดย DR. GEORE LEHMEN  ดร.เกิธ  เลชมัน)  แห่งประเทศเยอรมัน ในกรุงเบอร์ลินในเดือนมกราคม  ค.ศ. 1926  ในปี้นี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1 ก็ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งสหพันธฯ  โดยมีนายอีวอร์  มองตากู (MR. IVOR   MONTAGO) เป็นประธานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก  ในปีช่วงปี ค.ศ. 1940 ยังมีวิธีการเล่นและการจับไม้พอจำแนกออกได้เป็น  3  ลักษณะเด่น คือ1.             การจับไม้  เป็นการจับไม้แบบจับมือ (SHAKE HAND GRIP)2.             ไม้จะต้องติดยางเม็ด3.             วิธีการเล่นเป็นวิธีการเล่นขั้นพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  (OEFENSIVE-PLAY) ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น ยุคของยุโรป อีกเช่นเคยในปี  ค.ศ. 1950 จึงเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งมีลักษณะพิเศษดังนี้  คือ1.             การตบลูกทางด้าน FOREHAND  แม่นยำและหนักหน่วง2.             การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า (FOOT  WORK)ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้ามาร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก  ที่กรุง     บอมเบย์ประเทศอินเดีย  และในปีต่อมาคือ ค.ศ.  1953 สาธารณรัฐประชาชนจีน  จึงได้เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสท์   ประเทศโรมาเนีย จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเริ่มเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงในปีนี้นั่นเองในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบปากกา  ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงโดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย  เป็นยางที่สอดไส้ด้วยฟองน้ำ  เพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเติมที่ใช้กันทั่วโลกการเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและใช้การตีวงสวิงที่สั้น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า  ข้อศอก และข้อมือ  ซึ่งเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น  ซึ่งใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางในการตีลูกแบบรุก เป็นการเล่นแบบ  รุกอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นแบบยุโรปได้การเล่นลูกโจมตีเช่นนี้เป็นที่เกรงกลัวของยุโรปมาก    เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” คามิคาเซ่  (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายญี่ปุ่น)  ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า  การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและกล้าเกินไป  จนดูแล้วรู้สึกขาดความรอบคอบอยู่มาก  แต่ผู้เล่นญี่ปุ่นก็สามารถเล่นวิธีนี้ได้ดี  โดยอาศัยความสุขุมและ  FOOT WORK  ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศได้  7 ครั้ง โดยมี  5 ครั้งติดต่อกัน  ตั้งแต่ปี  1953-1959 ในปี ค.ศ. 1960 เริ่มเป็นยุคของจีน  ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้   โดยการวิธีการเล่นโจมตีอย่างรวดเร็วผสมผสานกับการป้องกัน  ในปี ค.ศ. 1961  ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศครั้งที่ 26  ขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  ครั้งนี้จึงชนะญี่ปุ่นทั้งนี้  เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่มีอายุมาก  ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬารุ่นหนุ่ม ซึ่งสามารถเล่นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบทั้งรุกและรับ  (ATTACK  & BLOCK) การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกายุโรปเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยนำวิธีการเล่นของชาวเอเชียมาปรับปรุง  นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ  ซึ่งมีหัวหน้าที่ไม่มัวมาแต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าต้องไปเลียนแบบชาติอื่น ๆ  ดังนั้น  ชาวยุโรปจึงเริ่มชนะเลิศชายคู่ในปี 1967 และ 1969  ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน   ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับ  (DEFENSIVE)   ได้ฝังรากลงไปในยุโรปจนมีการพูดกันว่าการที่นักกีฬายุโรปเลียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้น  คงจะไม่มีทางสำเร็จ แต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นตามแบบญี่ปุ่นนั้น  มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก  และในปี ค.ศ. 1970 จึงเป็นปีแห่งการประจันหน้ากันระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชียระยะเวลาได้ไปประมาณ  10 ปี  ตั้งแต่ปี  1960-1970  นักกีฬาของญี่ปุ่นเริ่มแก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬาใหม่ของยุโรปเริ่มเก่งกล้าขึ้น  และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองครอบได้สำเร็จ  ในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก  ครั้งที่ 31 ณ กรุงนาโกน่า  ประเทศญี่ปุ่น  ในปี ค.ศ. 1971  โดยนักเทเบิลเทนนิสชาวสวีเดนชื่อสเตลัง  เบงค์สัน  อายุ 17 ปี  เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป  ภายหลังจากที่นักกีฬาเทเบิลเทนนิสชาวยุโรปตกอันดับไปเป็นเวลาถึง 18 ปี  ในปี ค.ศ.  1973  ทีมของสวีเดนก็คว้าตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกได้  จึงทำให้ยุโรปต่างมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตัวเองได้เลียนแบบและปรับปรุง ดังนั้นนักกีฬายุโรปและนักกีฬาของเอเชียจึงเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญในขณะที่นักกีฬาของกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา ก็เริ่มก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว   เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกันการเล่นแบบตั้งรับซึ่งหมดความนิยมไปแล้วตั้งแต่ปี 1960  ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น  โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก  หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  มีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ  การใช้ยาง ANTI-SPIN  เพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย  ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในขณะนี้ผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ  เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬาเทนนิสต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และขณะนี้กีฬาเทนนิสก็ได้เป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการโอลิมปิก  โดยเริ่มจัดให้มีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกปี 1988  ที่กรุงโซล  ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี  เป็นครั้งแรก

ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส           เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ. 1890  ในครั้งนั้นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วยไม้หนังสัตว์ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบัน แทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มแทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์   เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็จะเกิดเสียง ปิก ป๊อก  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า ปิงปอง (pingpong)  ต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้ซึ่งได้เริ่มเล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อนวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (Blocking) และแบบดันกัน (Pushing)  ซึ่งต่อมได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING  และ  CHOP การเล่นลูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับอยู่ 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน  คือ จับไม้แบบการจับมือ (SHACK  HAND) ซึ่งเรียกกันว่า จับไม้แบบยุโรป  นั่นเอง                ในปี ค.ศ. 1900  (พ.ศ. 2443)  เริ่มปรากฏว่ามีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่น  ดังนั้น วิธีการเล่นแบบรุกหรือบุกโจมตี (ATTACK  หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากขึ้นและยุคนี้จึงเป็นยุคของ นายวิคเตอร์  บาร์น่า  (VICTOR  BARNA)   ซึ่งเป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีมรวม  7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1929 – 1931 ยกเว้นปี  1931 ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น   ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น  โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับไม้ในปัจจุบัน วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน  คือมีทั้งการเล่นรุก  (ATTACK)  และการเล่นรับ (DEFENSIVE)  ทั้งด้านหน้ามือ  (FOREHAND)  และด้านหลังมือ (BACKHAND)  การจับไม้ก็ใช้การจับแบบ SHAKE HAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรปแนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป  โดยมีน้อยมากในยุโรปถือว่าเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองของโลกอย่างแท้จริง       1.โต๊ะเทเบิลเทนนิส (THE TABLE)                1.1 พื้นหน้าด้านบนของโต๊ะเรียกว่า พื้นผิวโต๊ะ” (PLAYING SURFACE)  จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  มีความยาว 2.74  เมตร  (9 ฟุต)  ความกว้าง 1.525 เมตร  5 ฟุต และจะต้องสูงได้ระดับ  โดยวัดจากพื้นที่ตั้งขึ้นมาถึงพื้นที่ผิวโต๊ะ  สูง 76  เซนติเมตร  (2  ฟุต 6 นิ้ว)                1.2  พื้นผิวโต๊ะ  ไม่รวมถึงด้านข้างตามแนวตั้งที่อยู่ต่ำกว่าขอบบนสุดของโต๊ะลงมา                  1.3  พื้นผิวโต๊ะอาจทำด้วยวัสดุใด ๆ ก็ได้  แต่จะต้องมีความกระดอนสม่ำเสมอเมื่อเอาลูก เทเบิลเทนนิสมาตรฐานปล่อยลงในระยะสูง  30 เซนติเมตร  โดยวัดจากพื้นผิวโต๊ะลูกกระดอนขึ้นมาประมาณ   23  เซนติเมตร                1.4  พื้นผิวโต๊ะจะต้องเป็นสีเข้มสม่ำเสมอและเป็นด้านไม่สะท้อนแสง  ขอบด้านบนของผิวโต๊ะทั้ง  4 ด้าน  จะทาด้วยสีขาว  มีขนาดกว้าง  2 เซนติเมตร  เส้นของพื้นผิวโต๊ะด้านยาว 2.74 เมตร  ทั้งสองด้านเรียกว่า เส้นข้าง  (SIDE  LINE)  เส้นของพื้นผิวโต๊ะด้านกว้าง 1.525  เมตร  ทั้งสองด้านเรียกว่า เส้นสกัด  (        END LINE)                 1.5   พื้นผิวโต๊ะจะถูกแบ่งออกเป็นสองแดน (COURTS) เท่า ๆ กัน  กั้นด้วยตาข่ายซึ่งขึงตั้งฉากกับพื้นผิวโต๊ะ และขนานกับเส้นสกัดโดยตลอด                1.6  สำหรับประเทศคู่  ในแต่ละจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน  ด้วยเส้นสีขาวมีขนาดกว้าง  3 มิลลิเมตร  โดยขีดขนานกับเส้นข้างเรียกว่า เส้นกลาง  (CENTER LINE)  และให้ถือว่าเส้นกลางนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอร์ดด้านขวาของโต๊ะด้วย                1.7  ในการแข่งขันระดับมาตรฐานสากล  โต๊ะเทเบิลเทนนิสที่ใช้สำหรับการแข่งขันจะต้องเป็นยี่ห้อและชนิดที่ได้รับการรับรองสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF)  เท่านั้น  โดยโต๊ะเทเบิลเทนนิสจะมีสีเขียวหรือสีน้ำเงิน  และในการแข่งขันทุกครั้ง. ลูกเทเบิลเทนนิส (THE BALL)                3.1  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องกลมและมีเส้นผ่าศูนย์กลาง  40 มิลลิเมตร                  3.2  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องมีน้ำหนัก 2.7 กรัม                3.3  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องทำด้วยเซลลูลอยด์หรือวัสดุพลาสติกอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน  มีสีขาว  หรือสีส้ม  และเป็นสีด้าน                3.4  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องเป็นยี่ห้อและชนิดที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF)  เท่านั้น  และจะต้องระบุสีของลูกที่ใช้แข่งขันลงใน    4. ไม้เทเบิลเทนนิส  (THE RACKET)                  4.1  ไม้เทเบิลเทนนิสจะมีรูปร่าง ขนาดหรือหนักอย่างไรก็ได้  แต่หน้าไม้จะต้องแบนเรียบและแข็ง                4.2  อย่างน้อยที่สุด 85%  ของความหนาของไม้  จะต้องทำด้วยไม้ธรรมชาติ  ชั้นที่อัดอยู่ภายในหน้าไม้  ซึ่งทำด้วยวัสดุอื่นใด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์   กลาสไฟเบอร์  หรือกระดาษอัดจะต้องมีความหนาไม่เกิน  7.5%               ของความหนาทั้งหมดของไม้  หรือไม่เกิน 0.35  มิลลิเมตร  สุดแท้แต่กรณีใดจะมีค่าน้อยกว่า                4.3 หน้าไม้เทเบิลเทนนิสด้านที่ใช้ตีลูกจะต้องมีวัสดุปิดทับวัสดุนั้นจะเป็นแผ่นยางเม็ดธรรมดา   แผ่นยางชนิดนี้  เมื่อปิดทับหน้าไม้และรวมกับกาวแล้วจะต้องมีความหนาทั้งสิ้นไม่เกิน 2 มิลลิเมตร  หรือแผ่นยางชนิดสอดไส้  แผ่นยางชนิดนี้เมื่อปิดทับหน้าไม้และรวมกับกาวแล้วจะต้องมีความหนาทั้งสิ้นไม่เกิน  4   มิลลิเมตร  ทั้งนี้ความสูงของเม็ดยางจะเท่ากับความกว้างของเม็ดยางในอัตราส่วน  1:1                                  4.3.1 แผ่นยางเม็ดธรรมดา  (ORDINARY  PIMPLED RUBBER)  จะต้องเป็นแผ่นยางชิ้นเดียวและไม่มีฟองน้ำรองรับโดยหันเอาเม็ดยางออกมาด้านนอก  จะทำด้วยยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์  มีเม็ดยางกระจายสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 10 เม็ดต่อ 1  ตารางเซนติเมตร  และไม่มากกว่า  30  เม็ดต่อ  1  ตารางเซนติเมตร                                4.3.2 แผ่นยางชนิดสอดไส้ (SANDWICH  RUBBER)  ) ประกอบด้วยฟองน้ำชิ้นเดียวปิดคลุมด้วยแผ่นยางธรรมดาชิ้นเดียว  โดยจะหันเอาเม็ดยางอยู่ด้านในหรือด้านนอกได้  ซึ่งความหนาของแผ่นยางธรรมดานี้จะต้องมีความหนาไม่เกิน  2 มิลลิเมตร                 4.4 วัสดุปิดทับหน้าไม้จะต้องปิดคลุมหน้าไม้ด้านนั้น ๆ และจะต้องไม่เกินขอบหน้าไม้หุ้มด้วยวัสดุใด ๆ ก็ได้                4.5  หน้าไม้เทเบิลเทนนิส  ชั้นภายในหน้าไม้และชั้นของวัสดุปิดทับต่าง ๆ  หรือกาว จะต้องสม่ำเสมอและมีความหนาเท่ากันตลอด                4.6  หน้าไม้เทเบิลเทนนิส   ด้านหนึ่งจะต้องเป็นสีแดงสว่าง  (BRIGHT  RED) และอีกด้านหนึ่งจะต้องเป็นสีดำ  (BLACK)  และจะต้องมีสีกลมกลืนอย่างสม่ำเสมอไม่สะท้อนแสง                4.7  วัสดุที่ปิดทับหน้าไม้สำหรับตีลูกเทเบิลเทนนิสจะต้องมีเครื่องหมายการค้าของบริษัทผู้ผลิต  ยี่ห้อ  รุ่น  และเครื่องหมาย  ITTF และชนิด  (BRAND AND TYPE)  ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) ครั้งหลังสุดเท่านั้น                4.8  สำหรับกาวที่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษจะไม่อนุญาตให้ใช้ทาลงบนหน้าไม้    เทเบิลเทนนิส   ผู้เล่นจะต้องใช้กาวแผ่นสำเร็จรูป   หรือกาวที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF)  เท่านั้น  และห้ามใช้กาวในการติดยางกับไม้เทเบิลเทนนิสในบริเวณสนามแข่งขัน                4.9  การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของความสม่ำเสมอของผิวหน้าไม้หรือวัสดุปิดทับ  หรือความไม่สม่ำเสมอของสีหรือขนาดเนื่องจากการเสียหายจากอุบัติเหตุ  การใช้งานหรือสีจางอาจจะอนุญาตให้ใช้ได้   โดยมีเงื่อนไขว่า  เหตุเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อคุณลักษณะของผิวหน้าไม้   หรือผิววัสดุปิดทับ                4.10   เมื่อเริ่มการแข่งขันและเมื่อใดก็ตามที่ผู้เล่นเปลี่ยนไม้เทเบิลเทนนิสระหว่างการแข่งขัน   ผู้เล่นจะต้องแสดงไม้เทเบิลเทนนิสที่เขาเปลี่ยนให้กับคู่แข่งขัน  และกรรมการผู้ตัดสินตรวจสอบก่อนทุกครั้ง                4.11 เป็นความรับผิดชอบของผู้เล่นที่ต้องมั่นใจว่าไม้เทเบิลเทนนิสนั้นถูกต้องตามกติกา                4.12 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ชี้ขาด 

ด.ช. หาญณรงค์ เสือจิ๋ว
ชั้น ม.1

ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิ           เท่ที่มีหลักาฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ. 1890  ในครั้งนั้นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วยไม้หนังสัตว์ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบัน แทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มแทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์   เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็จะเกิดเสียง ปิก ป๊อก  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า ปิงปอง (pingpong)  ต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้ซึ่งได้เริ่มเล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อนวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (Blocking) และแบบดันกัน (Pushing)  ซึ่งต่อมได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING  และ  CHOP การเล่นลูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับอยู่ 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน  คือ จับไม้แบบการจับมือ (SHACK  HAND) ซึ่งเรียกกันว่า จับไม้แบบยุโรป  นั่นเอง                ในปี ค.ศ. 1900  (พ.ศ. 2443)  เริ่มปรากฏว่ามีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่น  ดังนั้น วิธีการเล่นแบบรุกหรือบุกโจมตี (ATTACK  หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากขึ้นและยุคนี้จึงเป็นยุคของ นายวิคเตอร์  บาร์น่า  (VICTOR  BARNA)   ซึ่งเป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีมรวม  7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1929 1931 ยกเว้นปี  1931 ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น   ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น  โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับไม้ในปัจจุบัน วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน  คือมีทั้งการเล่นรุก  (ATTACK)  และการเล่นรับ (DEFENSIVE)  ทั้งด้านหน้ามือ  (FOREHAND)  และด้านหลังมือ (BACKHAND)  การจับไม้ก็ใช้การจับแบบ SHAKE HAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรปแนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป  โดยมีน้อยมากในยุโรปถือว่าเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองของโลกอย่างแท้จริง                ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” เป็น “TABLE-TENNIS”  เพราะไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนไว้ประการหนึ่ง และเพื่อไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือในด้านการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  แล้วในปี ค.ศ.  1926  (พ.ศ. 2469) จึงได้มีการประชุมและก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLE-TENNIS  FEDERATIONITTF)  ขึ้นที่กรุงลอนดอน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1926 ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้น โดย DR. GEORE LEHMEN  ดร.เกิธ  เลชมัน)  แห่งประเทศเยอรมัน ในกรุงเบอร์ลินในเดือนมกราคม  ค.ศ. 1926  ในปี้นี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1 ก็ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งสหพันธฯ  โดยมีนายอีวอร์  มองตากู (MR. IVOR   MONTAGO) เป็นประธานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก  ในปีช่วงปี ค.ศ. 1940 ยังมีวิธีการเล่นและการจับไม้พอจำแนกออกได้เป็น  3  ลักษณะเด่น คือ1.              การจับไม้  เป็นการจับไม้แบบจับมือ (SHAKE HAND GRIP)2.             ไม้จะต้องติดยางเม็ด3.             วิธีการเล่นเป็นวิธีการเล่นขั้นพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  (OEFENSIVE-PLAY) ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น ยุคของยุโรป อีกเช่นเคย              ด.ชสิทธานต์      ดั่นคุ้ม  ม.1

ประวัติกีฬาปิงปอง 

 ประวัติกีฬาปิงปอง (ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย)เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ.  1890  ในครั้งนั้น  อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย  ไม้  หนังสัตว์  ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้   หากแต่ว่าแทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์  เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิดเสียงปิก-ป๊อก”  ดังนั้น  กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตามเสียงทีได้ยินว่า  “ปิงปอง” (PINGPONG)  ต่อมาก็ได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน  ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน 
 
    วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (BLOCKING)  และแบบดันกด  (PUSHING)  ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ  BLOCKING และ CROP  การเล่นถูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ  ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่  2  ลักษณะ  คือ  จับไม้แบบจับมือ  (SHAKEHAND)  ซึ่งเราเรียกกันว่า  “จับแบบยุโรป”  และการจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER)  ซึ่งเราเรียกกันว่า จับไม้แบบจีน”  นั่นเอง
 
    ในปี ค.ศ. 1900  เริ่มปรากฏว่า  มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่นกัน  ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น  และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์  บาร์น่า (VICTOR BARNA)  อย่างแท้จริง  เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีม  รวม 7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง  ในปี ค.ศ. 1929-1935  ยกเว้นปี  1931  ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น  ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือมีทั้งการรุก (ATTRACK)  และการรับ (DEFENDIVE)  ทั้งด้าน  FOREHAND  และ  BACKHAND  การ จับไม้ก็คงการจับแบบ  SHAKEHAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรป  แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมากในยุโป  ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

      ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา  ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้กีฬานี้จึงเป็นชื่อมาเป็น  “TABLE TENNIS”  ไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนได้ประการหนึ่ง  และเพื่อไม่ใช่เป็นการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  และแล้วในปี ค.ศ. 1926  จึงได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม  ค.ศ. 1926  ภายหลังจากการได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้นโดย  DR. GEORG LEHMANN  แห่งประเทศเยอรมัน  กรุงเบอร์ลิน  เดือนมกราคม  ค.ศ. 1926  ในปีนี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ ก็ได้เริ่มขึ้น  พร้อมกับการก่อตั้งสหพันธ์ฯ  โดยมีนายอีวอร์  มองตากู  เป็นประธานคนแรก  ในช่วงปี ค.ศ. 1940  นี้  ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น  3  ลักษณะดังนี้
      1.  การจับไม้  เป็นการจับแบบจับมือ
      2.  ไม้ต้องติดยางเม็ด
      3.  วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น  “ยุคของยุโรปอีกเช่นเคย

      ในปี ค.ศ. 1950  จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ
      1.  การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง
      2.  การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

      ในปี ค.ศ. 1952  ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก  ที่กรุงบอมเบย์  ประเทศอินเดีย  และต่อมาปี ค.ศ. 1953  สาธารณรัฐประชาชนจีน  จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์  ประเทศรูมาเนีย  จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

      ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา  ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง  โดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย  เป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก
     

      การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ เท่านั้น  ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า  ข้อศอก  และข้อมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกเป็นการเล่นแบบรุกอย่างต่อเนื่อง”  ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นของยุโรปได้  การเล่นโจมตีแบบนี้เป็นที่เกรงกลัวของชาวยุโรปมาก  เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายของญี่ปุ่น)  ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญในญี่ปุ่นกันว่า  การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและกล้าเกินไปจนดูแล้วรู้สึกว่าขาดความรอบคอบอยู่มาก  แต่ญี่ปุ่นก็เล่นวิธีนี้ได้ดี  โดยอาศัยความสุขุมและ Foot work  ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศถึง  7  ครั้ง  โดยมี  5  ครั้งติดต่อกัน  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1959

      สำหรับในยุโรปนั้นยังจับไม้แบบ SHAKEHAND และรับอยู่ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงแรก ๆ ของปี ค.ศ. 1960 ยังคงเป็นจุดมืดของนักกีฬายุโรปอยู่นั่นเอง

      ในปี ค.ศ. 1960  เริ่มเป็นยุคของจีน  ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว  ผสมผสานกับการป้องกัน  ในปี  1961  ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ  ครั้งที่  26  ที่กรุงปักกิ่ง  ประเทศจีน  จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก  ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา  โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม  3  ครั้งติดต่อกัน  ทั้งนี้เพราะจีนได้ทุ่มเทกับการศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และเอกสารต่าง ๆ  โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น  เข้ากับการเล่นแบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีนดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

      ยุโรปเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  โดยนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง  นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ  ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่  ในปี  1967  และ  1969  ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน  ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป  จนมีการพูดกันว่านักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทางสำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผลสะท้อนต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก  และแล้วในปี  1970  จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย

      ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ  10  ปี  ตั้งแต่  1960-1970   นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น  และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก  ครั้งที่  31  ณ กรุงนาโกน่า  ในปี  1971  โดยนักเทเบิลเทนนิส  ชาวสวีเดน  ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป  ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้ตกอับไปถึง  18  ปี  ในปี 1973  ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและปรังปรุงมา  ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชียจึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา  ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น  เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับซึ่งหมดยุคไปแล้วตั้งแต่ปี  1960  เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก  โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก  หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ  การใช้ยาง  ANTI – SPIN เพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่าเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก มีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิสต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุด และขณะนี้กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก

 

 1. ลูกเทเบิลเทนนิส (THE BALL)                1.1  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องกลมและมีเส้นผ่าศูนย์กลาง  40 มิลลิเมตร                  1.2  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องมีน้ำหนัก 2.7 กรัม                1.3  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องทำด้วยเซลลูลอยด์หรือวัสดุพลาสติกอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน  มีสีขาว  หรือสีส้ม  และเป็นสีด้าน                1.4  ลูกเทเบิลเทนนิส จะต้องเป็นยี่ห้อและชนิดที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF)  เท่านั้น  และจะต้องระบุสีของลูกที่ใช้แข่งขันลงในระเบียบการแข่งขันทุกครั้ง 2. ไม้เทเบิลเทนนิส  (THE RACKET)                2.1  ไม้เทเบิลเทนนิสจะมีรูปร่าง ขนาดหรือหนักอย่างไรก็ได้  แต่หน้าไม้จะต้องแบนเรียบและแข็ง                2.2  อย่างน้อยที่สุด 85%  ของความหนาของไม้  จะต้องทำด้วยไม้ธรรมชาติ  ชั้นที่อัดอยู่ภายในหน้าไม้  ซึ่งทำด้วยวัสดุอื่นใด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์   กลาสไฟเบอร์  หรือกระดาษอัดจะต้องมีความหนาไม่เกิน  7.5%               ของความหนาทั้งหมดของไม้  หรือไม่เกิน 0.35  มิลลิเมตร  สุดแท้แต่กรณีใดจะมีค่าน้อยกว่า                2.3 หน้าไม้เทเบิลเทนนิสด้านที่ใช้ตีลูกจะต้องมีวัสดุปิดทับวัสดุนั้นจะเป็นแผ่นยางเม็ดธรรมดา   แผ่นยางชนิดนี้  เมื่อปิดทับหน้าไม้และรวมกับกาวแล้วจะต้องมีความหนาทั้งสิ้นไม่เกิน 2 มิลลิเมตร  หรือแผ่นยางชนิดสอดไส้  แผ่นยางชนิดนี้เมื่อปิดทับหน้าไม้และรวมกับกาวแล้วจะต้องมีความหนาทั้งสิ้นไม่เกิน  4   มิลลิเมตร  ทั้งนี้ความสูงของเม็ดยางจะเท่ากับความกว้างของเม็ดยางในอัตราส่วน  1:1                                  2.3.1 แผ่นยางเม็ดธรรมดา  (ORDINARY  PIMPLED RUBBER)  จะต้องเป็นแผ่นยางชิ้นเดียวและไม่มีฟองน้ำรองรับโดยหันเอาเม็ดยางออกมาด้านนอก  จะทำด้วยยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์  มีเม็ดยางกระจายสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 10 เม็ดต่อ 1  ตารางเซนติเมตร  และไม่มากกว่า  30  เม็ดต่อ  1  ตารางเซนติเมตร                                2.3.2 แผ่นยางชนิดสอดไส้ (SANDWICH  RUBBER)  ) ประกอบด้วยฟองน้ำชิ้นเดียวปิดคลุมด้วยแผ่นยางธรรมดาชิ้นเดียว  โดยจะหันเอาเม็ดยางอยู่ด้านในหรือด้านนอกได้  ซึ่งความหนาของแผ่นยางธรรมดานี้จะต้องมีความหนาไม่เกิน  2 มิลลิเมตร                 2.4 วัสดุปิดทับหน้าไม้จะต้องปิดคลุมหน้าไม้ด้านนั้น ๆ และจะต้องไม่เกินขอบหน้าไม้หุ้มด้วยวัสดุใด ๆ ก็ได้                2.5  หน้าไม้เทเบิลเทนนิส  ชั้นภายในหน้าไม้และชั้นของวัสดุปิดทับต่าง ๆ  หรือกาว จะต้องสม่ำเสมอและมีความหนาเท่ากันตลอด                2.6  หน้าไม้เทเบิลเทนนิส   ด้านหนึ่งจะต้องเป็นสีแดงสว่าง  (BRIGHT  RED) และอีกด้านหนึ่งจะต้องเป็นสีดำ  (BLACK)  และจะต้องมีสีกลมกลืนอย่างสม่ำเสมอไม่สะท้อนแสง                2.7  วัสดุที่ปิดทับหน้าไม้สำหรับตีลูกเทเบิลเทนนิสจะต้องมีเครื่องหมายการค้าของบริษัทผู้ผลิต  ยี่ห้อ  รุ่น  และเครื่องหมาย  ITTF และชนิด  (BRAND AND TYPE)  ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) ครั้งหลังสุดเท่านั้น                2.8  สำหรับกาวที่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษจะไม่อนุญาตให้ใช้ทาลงบนหน้าไม้    เทเบิลเทนนิส   ผู้เล่นจะต้องใช้กาวแผ่นสำเร็จรูป   หรือกาวที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF)  เท่านั้น  และห้ามใช้กาวในการติดยางกับไม้เทเบิลเทนนิสในบริเวณสนามแข่งขัน                2.9  การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของความสม่ำเสมอของผิวหน้าไม้หรือวัสดุปิดทับ  หรือความไม่สม่ำเสมอของสีหรือขนาดเนื่องจากการเสียหายจากอุบัติเหตุ  การใช้งานหรือสีจางอาจจะอนุญาตให้ใช้ได้   โดยมีเงื่อนไขว่า  เหตุเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อคุณลักษณะของผิวหน้าไม้   หรือผิววัสดุปิดทับ                2.10   เมื่อเริ่มการแข่งขันและเมื่อใดก็ตามที่ผู้เล่นเปลี่ยนไม้เทเบิลเทนนิสระหว่างการแข่งขัน   ผู้เล่นจะต้องแสดงไม้เทเบิลเทนนิสที่เขาเปลี่ยนให้กับคู่แข่งขัน  และกรรมการผู้ตัดสินตรวจสอบก่อนทุกครั้ง                2.11 เป็นความรับผิดชอบของผู้เล่นที่ต้องมั่นใจว่าไม้เทเบิลเทนนิสนั้นถูกต้องตามกติกา                2.12 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ชี้ขาด                                                                                                                                ด.ช. วิศิษฎ์ ทรัพย์คงมั่น
                                                                                                                                                        ชั้น ม.1

เทเบิลเทนนิส

เทเบิลเทนนิส หรือ ปิงปองเป็นกีฬาโดยมีผู้เล่นสองหรือสี่คน ซึ่งยืนเล่นกันคนละด้านของโต๊ะปิงปอง โดยตีลูกโต้กันให้ข้ามตาข่ายเน็ตกั้นกลางโต๊ะปิงปองไปมา ผู้เล่นมีสิทธิ์ให้ลูกบอลเด้งกระดอนตกพื้นโต๊ะฝั่งตนเองได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น แล้วจึงตีโต้ข้ามฟากให้เด้งกระดอนไปกระทบกับพื้นโต๊ะฝ่ายตรงข้าม ถ้าลูกบอลไม่กระทบกับพื้นโต๊ะของฝ่ายตรงข้ามก็ถือว่าเสีย แต่ถ้าเป็นลูกดีฝ่ายตรงข้ามก็จะตีโต้กลับมาฝั่งเรา เทเบิลเทนนิสเป็นเกมที่โต้รับกับอย่างรวดเร็ว ผู้เล่นที่มีฝีมือสามารถตีลูกสปินได้ ทำให้บอลนั้นหมุนเร็ว ซึ่งจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรับได้ยากยิ่งขึ้นเทเบิลเทนนิสเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออก และเมื่อเทียบกันกับกีฬาชนิดอื่นแล้วปิงปองถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

  • 乒乓球 (Pīng Pāng Qiú) : ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า
  • 卓球 (Takkyu) : ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศญี่ปุ่น
  • 탁구 (Tak-gu) : เป็นชื่อของกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศเกาหลี

ลักษณะโดยทั่วไปของกีฬาเทเบิลเทนนิส

 โต๊ะมาตรฐาน,พร้อมไม้ตีและลูกบอล.เทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาโอลิมปิก โดยมีผู้เล่นสองหรือสี่คนตีลูกบอลกระทบหน้าไม้หรือหลังไม้ให้ข้ามไปยังอีกฝากหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งมันคล้ายกับกีฬาเทนนิส กฎกติกามีความแตกต่างกันบ้าง แต่มองภาพรวมแล้วเทเบิลเทนนิสกับเทนนิสมีลักษณะคล้ายกัน ในเกมเดี่ยว ไม่จำเป็นต้องตีลูกบอลให้ข้ามไขว้จากฝั่งขวามือของผู้ส่งไปยังฝั่งขวามือของผู้รับ(หรือซ้ายมือผู้ส่ง ไปยังซ้ายมือของผู้รับ)เหมือนกับเทนนิส อย่างไรก็ดี การเสิร์ฟไขว้ในลักษณะนั้นจำเป็นต้องมีในเกมเล่นคู่ ลูกสปิน ลูกเร็ว ลูกหยอด ซึ่งกลยุทธ์และเทคนิคการเล่นก็มีความสำคัญสำหรับเกมแข่งขันที่มีการชิงชัยชนะความเร็วของลูกบอลนั้นเริ่มจากการพุ่งด้วยความเร็วต่ำๆ ไปจนถึงการพุ่งด้วยความเร็วสูง ๆ โดยเฉพาะในลูกสปิน ซึ่งสามารถทำความเร็วได้ที่ 112.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 69.9 ไมล์ต่อชั่วโมงกีฬาเทเบิลเทนนิสมักใช้เนื้อที่ในการเล่นทางยาวประมาณ 2.74 เมตร ทางกว้างประมาณ 1.525 เมตร และสูงจากพื้นราวเอวประมาณ 0.76 เมตร แต่ทางสมาพันธ์กีฬาเทเบิลเทนนิสสากล กำหนดไว้ว่าต้องมีเนื้อที่เล่นทางยาวไม่น้อยกว่า 14 เมตร ทางกว้าง 7 เมตร และสูงจากพื้นประมาณ 5 เมตร สำหรับเกมการแข่งขัน ไม้ตีปกติแล้วมีแผ่นยางบางติดอยู่หน้าไม้ ยางมีปุ่มเล็กๆอยู่ด้านหนึ่ง เป็นชั้นบาง ๆอยู่ระหว่างตัวไม้ตีกับผิวหน้าฟองน้ำรองหน้าไม้อีกชั้นหนึ่ง ตั้งแต่การเล่นสปินได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในกีฬาเทเบิลเทนนิสของปัจจุบัน ได้มีการปรับคุณภาพของตัวยาง ฟองน้ำ และวิธีการประกอบยางเข้ากับตัวฟองน้ำ เพื่อเพิ่มความเร็วและอัตรการหมุนของลูกจากปกติ ส่วนเทคนิคการปรับเพิ่มคุณภาพอย่างอื่นได้แก่ การใช้คาร์บอนหรือวัสดุสังเคราะห์อื่นเข้ามาประกอบกัน เพื่อทำให้เพิ่มความแม่นยำในการตีลูกให้มากขึ้นลูกบอลที่ใช้ในกีฬาเทเบิลเทนนิสมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40 มม. มักทำมาจากเซลลูลอยด์และมีด้านในกลวง ๆ ตราสามดาวที่ติดอยู่บนลูกบอล หมายถึง คุณภาพที่ดีเยี่ยมของลูกนั้นเองเมื่อเปรียบเทียบกับลูกอื่น ๆ ผู้ชนะ คือ คนที่ทำแต้มได้ 11 คะแนนก่อน และมีการเปลี่ยนเสิร์ฟลูกในทุกๆ 2 แต้ม หากมีผลการแข่งกันเป็น 10-10 ผู้เล่นจะสลับกันเสิร์ฟ(และผู้เล่นชนะ คือคนที่ทำคะแนนได้ 2 แต้มติดต่อกัน) เกม 11 คะแนน เป็นเกมการแข่งขันที่ได้มีขึ้นจากสมาพันธ์กีฬาเทเบิลเทนนิสสากล(ITTF) การเปลี่ยนแปลงนี้ได้มีขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ทุกเกมที่เล่นกันในระดับชาติหรือระดับทัวร์นาเม้นต์สากลมักเป็นเกม 11 คะแนน ส่วนระดับชิงแชมป์เป็นเกม 7 คะแนน และในระดับที่ย่อมลงมาเป็นเกม 5 คะแนน วิธีเสริฟลูกปิงปอง การส่งที่ถูกต้อง (A  GOOD  SERVICE)
6.1  
เมื่อเริ่มส่ง ลูกเทเบิลเทนนิสต้องวางเป็นอิสระอยู่บนฝ่ามืออิสระ  โดยแบฝ่ามือออกและลูกจะต้องหยุดนิ่ง

6.2
ในการส่ง  ผู้ส่งจะต้องโยนลูกขึ้นข้างบนด้วยมือให้ลูกลอยขึ้นข้างบนใกล้เคียงกับเส้นตั้งฉาก  และให้สูงจากจุดที่ลูกออกจากฝ่ามือไม่น้อยกว่า  16  เซนติเมตร  โดยลูกที่โยนขึ้นไปนั้นจะต้องไม่เป็นลูกที่ถูกทำให้หมุนด้วยความตั้งใจ
6.3
ผู้ส่ง  จะตีลูกได้ในขณะที่ลูกเทเบิลเทนนิสได้ลดระดับจากจุดสูงสุดแล้ว  เพื่อให้ลูกกระทบแดนของผู้ส่งก่อน แล้วข้ามหรืออ้อมตาข่ายไปกระทบแดนของฝ่ายรับ   สำหรับประเภทคู่  ลูกเทเบิลเทนนิสจะต้องกระทบครึ่งแดนของผู้ส่งก่อน  แล้วข้ามหรืออ้อมตาข่ายไปกระทบครึ่งแดนขวาของฝ่ายรับ              

6.4  
ตั้งแต่เริ่มส่งลูกจนกระทั่งลูกถูกตี  ลูกเทเบิลเทนนิสจะต้องอยู่เหนือระดับพื้นผิวโต๊ะและอยู่หลังเส้นสกัด  และจะต้องไม่ให้ถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย  หรือเสื้อผ้าของผู้ส่ง หรือคู่เล่นในประเภทคู่บังการมองเห็นของผู้รับ  ขณะที่เทเบิลเทนนิสถูกโยนขึ้น  มืออิสระของผู้ส่งจะต้องเคลื่อนออกจากบริเวณพื้นที่ระหว่างลำตัวผู้ส่งและตาข่าย (NET) (วัตถุประสงค์ของกติกาข้อนี้ ต้องการให้ผู้รับเห็นลูกเทเบิลเทนนิสตลอดเวลา  ทั้งนี้ผู้ส่งหรือคู่ของผู้ส่งจะต้องไม่แสดงท่าทางที่จะเป็นการบังมองเห็นของผู้รับตลอดเวลาตั้งแต่ลูกออกจากมือของผู้ส่ง  และเห็นถึงหน้าไม้ด้านที่ใช้ตีลูก)

6.5  
เป็นความรับผิดชอบของผู้เล่นที่จะต้องให้ผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยผู้ตัดสินเห็น  และตรวจสอบถึงการส่งนั้นว่าถูกต้องตามกติกาหรือไม่
6.5.1  
ถ้าผู้ตัดสินสงสัยในลักษณะการส่งผู้ส่งได้ลูกถูกตามกติกาในโอกาสแรกของแมทช์เดียวกันนั้น   จะแจ้งให้ส่งลูกใหม่และเตือนผู้ส่งโดยยังไม่ตัดคะแนน
6.5.2  
สำหรับในครั้งต่อไปในแมทช์เดียวกันนั้น  หากผู้เล่นหรือคู่เล่นยังคงส่งให้เป็นข้อสงสัยในทำนองเดียวกัน  หรือในลักษณะน่าสงสัยอื่น ๆ อีก  ผู้รับจะได้คะแนนทันที
6.5.3  
หากผู้ส่งได้ส่งลูกผิดกติกาอย่างชัดเจน   ผู้ส่งจะเสียคะแนนทันที
6.6
ผู้ส่งอาจได้รับการอนุโลมได้บ้าง  หากผู้ส่งคนนั้นแจ้งให้ผู้ตัดสินทราบถึงการหย่อนสมรรถภาพทางร่างกาย   จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถส่งได้ถูกต้องตามกติกา  ทั้งนี้ต้องแจ้งให้ผู้ตัดสินทราบก่อนการแข่งขันทุกครั้งปิงปอง :: การจับไม้ปิงปอง

การจับไม้ปิงปองโดยทั่วไปจะมีวิธีการจับแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้


1. การจับไม้แบบสากล SHAKE HAND

การจับไม้ปิงปองวิธีนี้เป็นที่นิยมกันทั่วโลก มีวิธีการจับไม้ที่คล้ายกับการจับมือทักทายกันของชาวยุโรป สำหรับการจับไม้แบบนี้จะเหมาะสำหรับนักกีฬาที่ถนัดทั้งในการเล่นด้านโฟร์แฮนด์ Fore hand (หน้ามือ) และ ด้านแบ๊คแฮนด์ Back hand (หลังมือ) การจับไม้แบบสากลนี้จะเหมาะสำหรับการเล่นลูกต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะลูก TOP SPIN , BACK SPIN , SIDE SPIN ซึ่งการตีลูกต่างๆ นั้นจะไม่ฝืนธรรมชาติเหมือนกับการจับไม้แบบไม้จีน แต่การจับไม้แบบนี้มักจะมีจุดอ่อนอยู่ที่กลางลำตัวเพราะเมื่อคู่ต่อสู้ตีเข้ากลางตัว หากเพราะหากฝึกมาไม่ดีจะทำให้ตัดสินใจได้ยากว่าจะใช้ด้านใดในการตีลูก

2. การจับไม้แบบจับปากกา หรือที่เรียกกันติดปากว่า จับแบบไม้จีน” CHINESE STYLE

การจับไม้แบบนี้จะเป็นที่นิยมกันมากในนักกีฬาแถบทวีปเอเซียของเรา ได้แก่ จีน , ญี่ปุ่น , เกาหลี สำหรับนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบนี้จะถนัดในการเล่นด้านโฟร์แฮนด์ได้ดีเป็นพิเศษ อีกทั้งจะต้องมีการเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ซึ่งชาวเอเซียเราส่วนใหญ่ตัวเล็กและเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว การจับไม้แบบไม้จีน จึงเป็นที่นิยมกันแถบเอเซีย สำหรับในยุโรปแล้วมีนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบนี้กันน้อยมาก เพราะนักกีฬายุโรปมักจะเคลื่อนที่ได้ช้า และการจับไม้แบบไม้จีนจะมีจุดอ่อนอยู่ที่ด้าน Back hand เพราะไม่สามารถเล่นลูก TOP SPIN ได้สะดวก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศจีนได้คิดค้นวิธีการตีแบบใหม่ ซึ่งทำให้วิธีการจับไม้แบบไม้จีนมียุทธวิธีในการตีลูกได้รุนแรงและหลากหลายมากยิ่งขึ้น คือการใช้ด้านหลังมือตี ซึ่งอดีตที่ผ่านมาด้านนี้จะไม่ค่อยได้ใช้ในการตีลูก นักกีฬาจีนยุคใหม่จะถนัดในการเล่นลูกหลังมือนี้มากขึ้น เพราะสามารถเล่นได้ลูก TOP SPIN และ ลูกตบได้ดีอีกด้วย นับเป็นอาวุธใหม่สำหรับนักกีฬาจีนไว้ปราบนักกีฬาที่จับไม้แบบสากลโดยเฉพาะ

การจับไม้ทั้ง 2 แบบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงคงยังไม่สามารถบอกว่าวิธีการจับแบบใดเป็นวิธีการจับที่ดีที่สุด เพราะแชมป์โลกหรือแชมป์ต่างๆ ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมาก็จะมีทั้งการจับไม้ทั้งแบบสากลและแบบไม้จีนสลับกันไป ซึ่งวิธีการจับไม้ที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้วคงขึ้นอยู่กับความถนัดและการฝึกซ้อม รวมถึงตัวอย่างวิธีการจับไม้แบบต่างๆ โดยนักกีฬาที่เก่งๆ เป็นแบบอย่างในการเล่นให้กับเรา ซึ่งประเทศไทยเราแทบจะหานักกีฬาที่ถนัดการจับแบบไม้จีนมาเป็นแบบอย่างให้ดูแทบไม่ได้เลย แต่หากเราไปอยู่ในประเทศจีน การจับไม้แบบไม้จีนจึงเป็นเรื่องที่ปกติเพราะมีนักกีฬาที่ถนัดจับแบบนี้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างที่จะให้ดูเพื่อเลียนแบบและนำเทคนิคต่างๆ จึงมีมาก แต่หากประเทศไทยเราไร้นักกีฬาที่จับไม้แบบไม้จีนเล่นเลย เมื่อใดนักกีฬาไทยที่ต้องลงทำการแข่งขันกับนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบไม้จีนที่เก่งๆ เราก็จะมีโอกาสแพ้เข้าได้ง่ายขึ้น เพราะเราไม่เคยได้เล่นกับวิธีการจับไม้แบบนี้เลย คงต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยส่งเสริมให้มีนักกีฬาที่จับไม้แบบไม้จีนนี้ด้วย เพราะจะมีประโยชน์ต่อนักกีฬาส่วนใหญ่ด้วยเหมือนกัน  ด.ญ.ชุติมา ศิริลักษณ์ ม.1

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 14 คน กำลังออนไลน์