ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

บทที่  1บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา                คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์  และมนุษย์ได้ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  และศาสตร์อื่นๆ  คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  คิดอย่างมีเหตุผล  คิดอย่างมีระบบและระเบียบแบบแผน  สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างละเอียดรอบคอบ  ถี่ถ้วน  สามารถคาดการณ์  วางแผน  ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้  อีกทั้งคณิตศาสตร์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ศึกษาเกี่ยวกับแบบรูปและความสัมพันธ์เพื่อให้ได้ข้อสรุปและการนำไปใช้ประโยชน์  เนื้อหาสาระทางคณิตศาสตร์มีลักษณะเป็นภาษาสากลที่สามารถใช้เพื่อการสื่อสาร  การสื่อความหมาย  และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างศาสตร์ต่างๆ ได้ (กระทรวงศึกษาธิการ.  2546: 1) และเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา  22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ  ในมาตรา  24  ได้ระบุถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ส่วนหนึ่งว่าให้ฝึกทักษะ กระบวนการคิด  การจัดการ  การเผชิญสถานการณ์ และประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา  จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ฝึกการปฏิบัติ  ให้ทำได้  คิดเป็น  รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง และในมาตรา  66  ระบุว่า  ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้  เพี่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา.  2545: 37-38)                หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  ได้กำหนดกรอบสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ประกอบด้วย  สาระการเรียนรู้  ดังนี้ (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.  2544: 23)                                สาระที่  1  จำนวนและการดำเนินการ                                สาระที่ 2   การวัด                                สาระที่  3  เรขาคณิต                                สาระที่  4  พีชคณิต                                 สาระที่  5   การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น                                สาระที่  6  ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์สำหรับสาระที่ 3 เรขาคณิต และสาระที่ 6 ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ ดังนี้                                มาตรฐาน ค 3.1 :  อธิบายและวิเคราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติได้                                         มาตรฐาน ค 3.2 :  ใช้การนึกภาพ ใช้เหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ และใช้แบบจำลองทางเรขาคณิตในการแก้ปัญหาได้        มาตรฐาน ค 6.1 : มีความสามารถในการแก้ปัญหามาตรฐาน ค 6.2 : มีความสามารถในการให้เหตุผลมาตรฐาน ค 6.3 : มีความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอมาตรฐาน ค 6.4 : มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ ได้มาตรฐาน ค 6.5 : มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากการศึกษา                เรขาคณิตเป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  การเรียนเรขาคณิตเป็นการฝึกทักษะความสามารถด้านมิติสัมพันธ์  การคิดหาเหตุผล  การแก้ปัญหาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนและชีวิตประจำวัน   ซึ่งเป็นพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญต่อการเรียนคณิตศาสตร์ทุกระดับ แต่จากผลการประเมินและการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก (สมศ.  2549) (อ้างถึงใน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.  2551)  พบว่า  สถานศึกษาของรัฐบาล  ประมาณร้อยละ 65 ยังไม่ได้มาตรฐานทั้งด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนและคุณภาพการสอนของครู และผลการทดสอบระดับชาติทุกช่วงชั้นวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมากที่สุด  ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาร่วมกับนานาชาติ  สาเหตุของการอ่อนด้อยทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กไทยมาจากการขาดแคลนทรัพยากรการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนการสอนในห้องเรียน (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.  2551)  และผลการวิจัยของ สมวงษ์ แปลงประสพโชค; และคนอื่น ๆ (2551)  ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของครูและนักเรียนเกี่ยวกับสาเหตุนักเรียนไทยอ่อนคณิตศาสตร์ พบว่ามีความเห็นที่แตกต่างกัน  โดยครูเห็นว่าสาเหตุที่นักเรียนไทยอ่อนคณิตศาสตร์เนื่องมาจากนักเรียนไม่ชอบคิดไม่ชอบแก้ปัญหา  ขาดการฝึกฝนและทบทวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ  ส่วนนักเรียนเห็นว่าสาเหตุเพราะครูสอนไม่ดี  อธิบายไม่รู้เรื่อง  ครูดุ  เจ้าอารมณ์  ครูสอนจริงจังบรรยากาศเครียดขาดอารมณ์ขัน  ครูไม่จบสาขาคณิตศาสตร์โดยตรง  ครูไม่ใช้สื่อการสอนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ  วิธีสอนของครูไม่น่าสนใจ  ครูขาดแรงจูงใจ  ครูสอนโดยไม่เน้นการคิดและการแก้ปัญหา  ไม่เน้นการนำไปใช้ในชีวิตจริง  ครูมีภาระงานที่รับผิดชอบในโรงเรียนมากไป  จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่าการที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคณิตศาสตร์ต่ำกว่ามาตรฐานเกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากนักเรียน  ครูผู้สอน  และสื่ออุปกรณ์                   ยุพิน พิพิธกุล (2549) ได้กล่าวไว้ว่า การสอนคณิตศาสตร์นั้นจะต้องเลือกวิธีการสอนให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้  การสอนคณิตศาสตร์ที่ดีนั้น  ควรเลือกวิธีการสอนให้เหมาะสม  และนักเรียนสามารถสรุปความคิดรวบยอดด้วยตนเอง  ซึ่งปัจจุบันการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการสอนแพร่หลายมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง GSP ในระดับประถมศึกษา  มีรูปภาพประกอบมากและควรเลือกเรื่องที่เหมาะสมซึ่งนักเรียนสามารถสรุปความคิดรวบยอดและสนุกสนานมีมากมาย เช่น ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   เรื่อง รูปสามเหลี่ยม  รูปสี่เหลี่ยม  รูปวงกลม  รูปเรขาคณิตสองมิติ  รูปเรขาคณิตสามมิติ  และในการนำ  GSP ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนใจ  เข้าใจ  และสนุกสนาน  เนื่องจากนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง  ทั้งการสร้างรูป  การสำรวจ  การสร้างข้อความคาดการณ์  ตลอดจนตรวจสอบข้อคาดการณ์  ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักในความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในชั้นเรียน  เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  มีเจตคติที่ดีในการเรียนรู้  เรียนรู้อย่างมีความหมาย  และเกิดการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  และสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542  จึงได้จัดซื้อลิขสิทธิ์โปรแกรม  The  Geometer,s  Sketchpad  และแปลโปรแกรมดังกล่าวเป็นภาษาไทยเพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถใช้โปรแกรมนี้ในการเรียนรู้   และได้เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครูคณิตศาสตร์และผู้สนใจสามารถใช้โปรแกรมดังกล่าวในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน  ผู้รายงานได้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้โปรแกรม  The  Geometer,s  Sketchpad  ระหว่างวันที่  4 - 8  เมษายน 2548  และได้นำโปรแกรม The  Geometer,s  Sketchpad มาใช้ในการจัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ชมรม สนุกคิดคณิตศาสตร์ด้วย GSP) ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ในปีการศึกษา 2548 - 2550  พบว่า โปรแกรม The  Geometer,s  Sketchpad  ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  สามารถสร้างชิ้นงานได้ด้วยตนเอง  ส่งผลให้นักเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโครงงานคณิตศาสตร์นักเรียน  ช่วงชั้นที่ 1  ปีการศึกษา 2549 จัดโดยหน่วยศึกษานิเทศก์   สำนักการศึกษา  กรุงเทพมหานคร  จากความสำคัญและเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผู้รายงาน จึงสนใจที่จะศึกษาและนำโปรแกรม The  Geometer,s Sketchpad  เข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  เรื่อง รูปเรขาคณิต  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง รูปเรขาคณิต ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า1.  เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/802.  เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า1.  ได้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  2.  ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้  ฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพของตนเอง  3.  ผลที่ได้รับจากการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับครูคณิตศาสตร์หรือผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนแสวงหาความรู้  และค้นพบความรู้ใหม่ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า            1.  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา)  สำนักงานเขตบางขุนเทียน  กรุงเทพมหานคร จากทั้งหมด 4 ห้องเรียน จำนวน 175 คน2.  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา) จำนวน 1 ห้องเรียน  รวม 35 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเกาะกลุ่ม (Cluster  Sampling)  โดยจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถของนักเรียนที่มีระดับเก่ง ปานกลาง และอ่อนอยู่ในห้องเดียวกัน  3.  เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต  ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544  ประกอบด้วย  หน่วยย่อย 4 หน่วย  ใช้เวลา  14  ชั่วโมง  และทำการทดสอบ 1 ชั่วโมง  ดังนี้                                3.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                 เวลา  2  ชั่วโมง                                3.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                              เวลา  7  ชั่วโมง                                3.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                              เวลา  3  ชั่วโมง                                3.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                                      เวลา  2  ชั่วโมง                                3.5  ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                                         เวลา  1  ชั่วโมง4.  ตัวแปรที่ศึกษาค้นคว้า                4.1  ตัวแปรอิสระ ได้แก่  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นเอง                4.2  ตัวแปรตาม  ได้แก่  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP นิยามศัพท์เฉพาะ                1.  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  โดยใช้โปรแกรมGSP  หมายถึง ชุดกิจกรรมที่ผู้รายงานสร้างขึ้น เป็นชุดกิจกรรมที่ครูและนักเรียนใช้ร่วมกันโดยครูเป็นผู้อธิบาย  สาธิตและใช้การถามตอบประกอบการทำกิจกรรมของนักเรียน  นักเรียนสามารถทำกิจกรรมแบบรายบุคคลหรือทำกิจกรรมแบบกลุ่มโดยมีครูเป็นผู้ดูแลคอยให้ความช่วยเหลือ  แนะนำอย่างใกล้ชิดเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และสรุปความรู้ได้ด้วยตนเองภายใต้คำสอนของครู  ชุดกิจกรรมจะมีสีสันที่สวยงาม  สามารถยืด ย่อ ขยาย  เคลื่อนไหว ทำให้นักเรียนเกิดการกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น  อีกทั้งสามารถใช้ชุดกิจกรรมนี้ศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง  เนื้อหาที่ใช้ทำกิจกรรม คือ เรื่อง รูปเรขาคณิต  ประกอบด้วย                                 1.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                                                                                 1.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                                                 1.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                                                              1.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                 2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง รูปเรขาคณิต หมายถึง ความรู้ความสามารถที่เกิดจากการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา) ที่ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต  โดยวัดจากคะแนนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ  ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น                  3.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต  หมายถึง  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้รายงานสร้างขึ้น เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังจากที่ได้เรียนผ่านชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP                               4.  เกณฑ์ผ่านการสอบ  หมายถึง ค่าร้อยละ 60 ของคะแนนรวม กล่าวคือ  ถ้านักเรียนได้คะแนนสอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนรวม ถือว่านักเรียนสอบผ่านเกณฑ์ สมมุติฐานในการศึกษาค้นคว้า1.             ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80                2.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถสอบผ่านเกณฑ์การเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP มากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด                    

 

บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้  ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อความรู้ความเข้าใจสำหรับการศึกษาครั้งนี้  ดังหัวข้อต่อไปนี้                1.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์                                1.1  สาระและมาตรฐานการเรียนรู้                                1.2  คุณภาพของผู้เรียน                                     1.3  คำอธิบายรายวิชาคณิตศาสตร์                                  1.4  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคณิตศาสตร์                                1.5  หลักการสอนคณิตศาสตร์                                1.6  การวัดผลประเมินผล                2.  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนการสอน                                2.1  ความหมายของชุดกิจกรรม                                2.2  ประเภทของชุดกิจกรรม                                2.3  ทฤษฎี/หลักการที่นำมาใช้ในชุดกิจกรรม                                2.4  ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม                                2.5  องค์ประกอบของชุดกิจกรรม                                2.6  คุณค่าของชุดกิจกรรม                                2.7  งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม                                           3.  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม GSP                              3.1  ความเป็นมาของโปรแกรม GSP3.2  ความสามารถของโปรแกรม GSP3.3  งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม GSP     1.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์      1.1  สาระและมาตรฐานการเรียนรู้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเกณฑ์ในการกำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกำหนดไว้เฉพาะส่วนที่จำเป็น สำหรับเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้มีคุณภาพ  สำหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ตามความสามารถ  ความถนัด  และความสนใจของผู้เรียน สถานศึกษาสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.  2544: 13-14)                                สาระที่ 1 : จำนวนและการดำเนินการ                                                มาตรฐาน ค 1.1 : เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจำนวนและการใช้จำนวนในชีวิตจริง                                                มาตรฐาน ค 1.2 : เข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำนวนและความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินการต่างๆ และสามารถใช้การดำเนินการในการแก้ปัญหาได้                                                มาตรฐาน ค 1.3 : ใช้การประมาณค่าในการคำนวณและแก้ปัญหาได้                                                มาตรฐาน ค 1.4 : เข้าใจในระบบจำนวนและสามารถนำสมบัติเกี่ยวกับจำนวนไปใช้ได้                                สาระที่ 2 : การวัด                                                มาตรฐาน ค 2.1 : เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด                                                มาตรฐาน ค 2.2 : วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัดได้                                                มาตรฐาน ค 2.3 : แก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัดได้                                สาระที่ 3 : เรขาคณิต                                                มาตรฐาน ค 3.1: อธิบายและวิเคราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติได้                                                มาตรฐาน ค 3.2 : ใช้การนึกภาพ (visualization) ใช้เหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ (spatial reasoning) และใช้แบบจำลองทางเรขาคณิต (geometric model) ในการแก้ปัญหาได้                                สาระที่ 4 : พีชคณิต                                                มาตรฐาน ค 4.1 : อธิบายและวิเคราะห์รูปแบบ (pattern) ความสัมพันธ์ และฟังก์ชันต่างๆ ได้                                                 มาตรฐาน ค 4.2 : ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ กราฟ และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อื่นๆ  แทนสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนแปลความหมายและนำไปใช้แก้ปัญหาได้                                สาระที่ 5 : การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น                                                มาตรฐาน ค 5.1 : เข้าใจและใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้                                                มาตรฐาน ค 5.2 : ใช้วิธีการทางสถิติและความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล                                                มาตรฐาน ค 5.3 : ใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้                                สาระที่ 6 : ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์                                                มาตรฐาน ค 6.1 : มีความสามารถในการแก้ปัญหา                                                มาตรฐาน ค 6.2 : มีความสามารถในการให้เหตุผล                                                มาตรฐาน ค 6.3 : มีความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ                                                มาตรฐาน ค 6.4 : มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ ได้                                                มาตรฐาน ค 6.5 : มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์               1.2  คุณภาพของผู้เรียนเมื่อผู้เรียนเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีแล้ว ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์  มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์  มีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์  ตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์  และสามารถนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต  ตลอดจนสามารถนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และเป็นพื้นฐานในการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น   คุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบช่วงชั้นที่ 1 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3)1.  มีความคิดรวบยอดและความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับจำนวนนับและศูนย์  และการดำเนินการของจำนวน  สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบวก  การลบ  การคูณ  และการหารจำนวนนับ  พร้อมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้และสามารถสร้างโจทย์ได้                2.  มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความยาว  ระยะทาง  น้ำหนัก  ปริมาตร  และความจุ  สามารถวัดปริมาณดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม  และนำความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้                3.  มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสมบัติพื้นฐานของรูปเรขาคณิตหนึ่งมิติ  สองมิติ  และสามมิติ                4.  มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแบบรูปและอธิบายความสัมพันธ์ได้                5.  รวบรวมข้อมูล  จัดระบบข้อมูลและอภิปรายประเด็นต่างๆ จากแผนภูมิรูปภาพและแผนภูมิแท่งได้                6.  มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นได้แก่ ความสามารถในการแก้ปัญหา  การสื่อสาร  สื่อความหมายและการนำเสนอทางคณิตศาสตร์  การมีความคิดสร้างสรรค์และการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์1.3  คำอธิบายรายวิชาคณิตศาสตร์                                สำหรับคำอธิบายรายวิชาที่นำมาใช้ในครั้งนี้ ก็คือ คำอธิบายรายวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  เวลาเรียนจำนวน 150  ชั่วโมง  (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.  2546: 99-100)                 ผู้เรียนจะต้อง ศึกษา  ฝึกทักษะการคิดคำนวณ  และฝึกการแก้ปัญหาในสาระต่อไปนี้                               จำนวนนับ 1 ถึง 1,000  การอ่านและการเขียนตัวหนังสือ  ตัวเลขแทนจำนวนชื่อหลักค่าของตัวเลขในแต่ละหลัก  การเขียนรูปกระจาย  การเปรียบเทียบจำนวน  การใช้เครื่องหมาย =    >  <   การเรียงลำดับจำนวน การนับเพิ่มทีละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100  การนับลดทีละ 2  ทีละ 10  และทีละ 100  จำนวนคู่ จำนวนคี่                การบวก  การลบ  การคูณ  การหาร และโจทย์ปัญหา  การบวกจำนวนที่มีผลบวกไม่เกิน 1,000  การลบจำนวนที่มีตัวตั้งไม่เกิน 1,000  การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนไม่เกินสองหลัก  การหารที่ตัวตั้งไม่เกินสองหลักและตัวหารหนึ่งหลัก  โดยที่ผลหารมีหนึ่งหลัก  การบวก ลบ คูณ หารระคน  โจทย์ปัญหา                                การวัดความยาว  การวัดความยาว  ความสูง  และระยะทางโดยใช้เครื่องวัดที่มีหน่วยมาตรฐานเป็นเมตรและเซนติเมตร  การเปรียบเทียบความยาวในหน่วยเดียวกัน  การแก้ปัญหา                                การชั่ง  การชั่งโดยใช้เครื่องชั่งที่มีหน่วยมาตรฐานเป็นกิโลกรัมและขีด  การเปรียบเทียบน้ำหนักในหน่วยเดียวกัน  การแก้ปัญหา                                การตวง  การตวงโดยใช้เครื่องตวงที่มีหน่วยมาตรฐานเป็นลิตร  การเปรียบเทียบปริมาตรและความจุในหน่วยเดียวกัน  การแก้ปัญหา                                เงิน  การจำแนกชนิดของเงินเหรียญและธนบัตร  การบอกค่าของเงินเหรียญและธนบัตร  การเปรียบเทียบค่าของเงินและการแลกเงิน  การบอกจำนวนเงิน  การแก้ปัญหา                                เวลา  การบอกเวลาเป็นชั่วโมงกับนาที (ช่วง 5 นาที)  เดือน  อันดับที่ของเดือน  และการอ่านปฏิทิน  การแก้ปัญหา                                 รูปเรขาคณิตและสมบัติบางประการของรูปเรขาคณิ  รูปสามเหลี่ยม  รูปสี่เหลี่ยม  รูปวงกลม  รูปวงรี  ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก  ทรงกลม  ทรงกระบอก                                แบบรูปและความสัมพันธ์  แบบรูปของจำนวนที่เพิ่มขึ้นทีละ 5 ทีละ 10 และทีละ 100  แบบรูปของจำนวนทีลดลงทีละ 2 ทีละ 10 และทีละ 100  แบบรูปของรูปเรขาคณิตและรูปอื่นๆ  ที่สัมพันธ์กันในลักษณ์ของรูปร่าง หรือขนาด  หรือสี            1.4  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคณิตศาสตร์                                1.4.1  ความหมายของคณิตศาสตร์  วรรณะ วงศ์สวัสดิ์ (2536: 8)  ได้ให้ความหมายของคณิตศาสตร์ไว้ว่า  คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับปริมาณ  ขนาด  รูปร่าง ความสัมพันธ์และคุณสมบัติต่างๆ ที่สามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นระบบ  มีเหตุมีผล  มีวิธีการ  ตลอดจนมีหลักการที่แน่นอนในอันที่จะนำมาช่วยแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยใช้สัญลักษณ์ช่วยในการคิดคำนวณ                                  1.4.2  ความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์                                สิริพร ทิพย์คง (2545: 1)  กล่าวถึงความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งสรุปได้ว่า วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ช่วยก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาให้แต่ละบุคคลเป็นคนที่สมบูรณ์  เป็นพลเมืองดี  เพราะคณิตศาสตร์ช่วยเสริมสร้างความมีเหตุผล  ความเป็นคนช่างคิด  ช่างริเริ่มสร้างสรรค์  มีระบบระเบียบในการคิด  มีการวางแผนในการทำงาน  มีความสามารถในการตัดสินใจ  มีความรับผิดชอบต่อกิจการงานที่ได้รับมอบหมาย  ตลอดจนมีลักษณะของความเป็นผู้นำในสังคม                                    สุวรรณา มุ่งเกษม (อ้างถึงใน วรรณะ วงศ์สวัสดิ์.  2536: 9)  ได้สรุปความสำคัญของคณิตศาสตร์ไว้ดังนี้                                                1)  คณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและงานอาชีพต่างๆ เช่น  การซื้อขาย  การดูเวลา  การกะระยะทาง  การคาดคะเนน้ำหนัก  การวัดส่วนสูง  หรือแม้แต่การกำหนดรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว  เป็นต้น                                                2)  คณิตศาสตร์สำคัญในแง่ที่เป็นเครื่องมือปลูกฝัง  อบรมให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติ  นิสัยและความสามารถทางสมองบางประการ  อาทิ  การเป็นคนช่างสังเกต  รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล  แสดงความคิดเห็นอย่างมีระเบียบ  ง่าย  สั้น  ชัดเจน  และสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้                                                3)  คณิตศาสตร์มีความสำคัญในด้านวัฒนธรรมเพราะคณิตศาสตร์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นก่อน ๆ ได้คิดค้นสร้างสรรค์ไว้  แล้วถ่ายทอดมาสู่คนรุ่นหลัง                                จะเห็นได้ว่า  คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เป็นเครื่องมือการเรียนรู้กลุ่มประสบการณ์ต่างๆ ในอันที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ถูกต้องตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน                                1.4.3  ลักษณะของวิชาคณิตศาสตร์  คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีมาแต่โบราณก่อนคริสต์ศักราช  มนุษย์ได้นำความรู้ทางคณิตศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในชีวิตประจำวัน  และคณิตศาสตร์ไม่ได้หมายความถึงสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์หรือตัวเลขเท่านั้น  แต่คณิตศาสตร์หมายถึงสิ่งต่อไปนี้ (สิริพร ทิพย์คง.  2545: 1-5)                                                1)  คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความคิด  การใช้กระบวนการคิดต้องอาศัยเหตุผลและการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการฝึกแก้ปัญหาต่างๆ                                                 2)  คณิตศาสตร์เป็นภาษาอย่างหนึ่ง  สัญลักษณ์ที่ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์เกิดขึ้นจากการคิดและตกลงยอมรับที่จะนำไปใช้  เช่น  ตัวเลขฮินดูอารบิก  ได้แก่  0,  1,  2,  3,  4,  5,  6,  7,  8,  9  ซึ่งชาวฮินดูได้คิดค้นเมื่อประมาณปี  ค.ศ.  500  และในปัจจุบันก็ยังคงใช้ตัวเลขฮินดูอารบิก                                                3)  คณิตศาสตร์เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง  ความงามของคณิตศาสตร์เป็นความมีระเบียบและความผสมผสานกลมกลืนกัน  นักคณิตศาสตร์ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติกับคณิตศาสตร์                                                  4)  คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สร้างความมีระเบียบแบบแผนมีลำดับขั้นตอนในการคิดและต้องอาศัยการคิดอย่างมีเหตุผล  สิ่งที่เรียนก่อนจะเป็นพื้นฐานในการเรียนเรื่องต่อไปหรือในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นสูงต่อไป  เช่น  การเรียนเรื่องการบวกก่อนการเรียนเรื่องการคูณ  การเรียนเรื่องลำดับและอนุกรมก่อนการเรียนเรื่องแคลคูลัส                                นอกจากนี้ยังมีนักคณิตศาสตร์ศึกษาบางท่านได้กล่าวถึงวิชาคณิตศาสตร์ไว้ดังนี้                                  1)  เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์เป็นความจริงที่รู้ได้โดยสัญชาตญาณการหยั่งรู้  (Intuition)  เป็นความรู้ที่มีมาแต่กำเนิด  ไม่ต้องมีการพิสูจน์  รู้ได้จากสามัญสำนึกว่าเป็นจริง                                                                 2)  วิชาคณิตศาสตร์ที่มีความเป็นตรรกวิทยา (Logicalism)  คือ  มีความเป็นเหตุเป็นผลในตัวของมันเอง  เช่น  วงกลมทุกวงที่มีรัศมีเท่ากัน  ย่อมมีพื้นที่เท่ากัน  สิ่งที่เท่ากันบวกด้วยสิ่งที่เท่ากันผลย่อมเท่ากัน                                                3)  วิชาคณิตศาสตร์มีความเป็นแบบแผน (Formalism)  ในด้านโครงสร้างจึงทำให้เกิดกฎเกณฑ์และทฤษฎีต่างๆ ขึ้น                                  จะเห็นได้ว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีลักษณะเฉพาะ  และเป็นวิชาที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับนักเรียนทุกคน  และการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์จะช่วยให้นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม          1.5  หลักการสอนคณิตศาสตร์        ครูจำเป็นที่จะต้องทราบหลักการสอนคณิตศาสตร์และนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในการสอนเพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยความเข้าใจมีความรู้และประสบผลสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์  ซึ่งหลักการสอนคณิตศาสตร์มีดังนี้  (สิริพร ทิพย์คง.  2545: 110-111)1.5.1  สอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหานามธรรม  เช่น  ครูต้องการสอนความคิดรวบยอดของห้า  ครูก็หยิบส้มมา  5  ผล  ให้นักเรียนนับพร้อมกับหยิบส้มก่อนการเขียนสัญลักษณ์  5                                1.5.2  สอนจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวนักเรียนก่อนสอนสิ่งที่อยู่ไกลตัวนักเรียน  เช่น  การคะเนความยาว  ครูควรให้นักเรียนคะเนความยาวของดินสอที่นักเรียนใช้  ความยาวของโต๊ะนักเรียน  ก่อนการคะเนความกว้างและความยาวของห้องเรียน  ตามลำดับ                                                 1.5.3  สอนจากเรื่องที่ง่ายก่อนการสอนเรื่องที่ยาก  เช่น  สอนการบวกก่อนการคูณ  การแก้สมการตัวแปรเดียวก่อนการแก้สมการสองตัวแปร                                                1.5.4  สอนตรงตามเนื้อหาที่ต้องการสอน  เช่น  การสอนเรื่องรูปวงกลม  ครูจะสอนเกี่ยวกับจุดศูนย์กลาง  รัศมี  เส้นผ่านศูนย์กลาง  คอร์ด  รูปทั่วไปของสมการวงกลม  แทนที่จะกล่าวถึงโฟกัสของวงรี  พาราโบลา  และไฮเปอร์โบลา                                  1.5.5  สอนให้คิดไปตามลำดับขั้นตอนอย่างมีเหตุผล  โดยขั้นตอนที่กำลังทำเป็นผลมาจากขั้นตอนก่อนหน้านั้น                                  1.5.6  สอนด้วยอารมณ์ขัน  ทำให้นักเรียนเกิดความเพลิดเพลินโดยครูอาจใช้เกม  ปริศนา  เพลง                                1.5.7  สอนด้วยหลักจิตวิทยา  สร้างแรงจูงใจ  เสริมกำลังใจให้กับนักเรียน  โดยการใช้คำพูด  เช่น  ดีมาก  ทำได้ถูกต้องแล้ว  ลองคิดอีกวิธีหนึ่งดูซิ                                1.5.8  สอนโดยการนำไปสัมพันธ์กับวิชาอื่น  เช่น  วิชาวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนของแมลงหวี่  ซึ่งต้องอาศัยความรู้เรื่องเลขยกกำลัง  เพราะจำนวนแมลงหวี่มีคำตอบอยู่ในรูปของเลขยกกำลัง                      1.6  การวัดผลประเมินผล                                ผู้รายงานได้ทำการศึกษาการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์  ดังนี้(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.  2546: 11-22)  การวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์                                    1)  จุดประสงค์ของการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์การวัดผลประเมินผล  เป็นกระบวนการที่ต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการเรียนรู้ โดยมีจุดประสงค์  3 ประการดังนี้                                                1.1)  เพื่อการวินิจฉัยความรู้พื้นฐานและทักษะที่จำเป็นของผู้เรียน ซึ่งอาจประเมินได้  2 ขั้นตอนดังนี้                                                            1.1.1)  ประเมินก่อนเรียน  เป็นการประเมินความรู้พื้นฐานและทักษะจำเป็นของผู้เรียนควรมีก่อนการเรียนรายวิชา บทเรียนหรือหน่วยการเรียนใหม่ ข้อมูลที่ได้จากการวัดผลประเมินผลจะช่วยทำให้ผู้สอนนำไปใช้เพื่อ (1) จัดกลุ่มผู้เรียนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ตรงตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียน (2) วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผู้สอนพิจารณาเลือกผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เหมาะสมกับความรู้ที่คาดหวังให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของผู้เรียน  ด้วยการเลือกเนื้อหาสาระ กิจกรรม แบบฝึกหัด อุปกรณ์ และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่เหมาะสม และตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้                                                            1.1.2)  ประเมินระหว่างเรียน เป็นการประเมินเพื่อวินิจฉัยผู้เรียนในระหว่างการเรียน ข้อมูลที่ได้จะทำให้ผู้สอนนำไปใช้เพื่อ (1) ศึกษาพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นระยะๆ ว่าผู้เรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเพียงใด ถ้าพบว่าผู้เรียนไม่มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นผู้สอนจะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงที (2) ปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนถ้าพบว่าผู้เรียนไม่เข้าใจบทเรียนใดก็จะได้จัดให้เรียนซ้ำ หรือผู้เรียนเรียนรู้บทเรียนใดได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ก็จะได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบจุดเด่นและจุดด้อยของผู้เรียนแต่ละคนด้วย                                                1.2)  เพื่อใช้ผลการประเมินในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนเป็นการตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและใช้ผลการทดสอบเพื่อตัดสินผลการเรียนและใช้ระดับคะแนนของรายวิชานั้น รวมทั้งนำผลการเรียนรู้ดังกล่าวไปใช้เพื่อแนะแนวทางการศึกษาต่อ                                                1.3)  เพื่อใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลสารสนเทศในการวางแผนบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา การกำหนดนโยบาย และการพัฒนาหลักสูตรต่างๆ                                   2)  หลักการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์                                 การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีหลักการที่สำคัญดังนี้                                                2.1)  การวัดผลประเมินผลต้องกระทำอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนควรใช้กิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เป็นสิ่งเร้าที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ โดยอาจใช้คำถามเพื่อตรวจสอบและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา ส่งเสริมให้เกิดทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ดังตัวอย่างคำถามต่อไปนี้ นักเรียนแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ” “ ใครมีวิธีนอกเหนือจากนี้บ้าง ” “ นักเรียนคิดอย่างไรกับวิธีการที่เพื่อนเสนอ การกระตุ้นด้วยคำถามที่เน้นการคิดจะทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ผู้สอนยังสามารถใช้คำตอบของผู้เรียนเป็นข้อมูลเพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ และพัฒนาการด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียนได้อีกด้วย                                                2.2)  การวัดผลประเมินผลต้องสอดคล้องกับคุณภาพของผู้เรียนที่ระบุไว้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และจะต้องสอดคล้องตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตรที่สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการจัดดารเรียนการสอน ทั้งนี้ผู้เรียนจะต้องกำหนดวิธีการวัดผลประเมินผล เพื่อใช้ตรวจสอบว่าผู้เรียนได้บรรลุผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และต้องแจ้งผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละเรื่องให้ผู้เรียนทราบโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้ผู้เรียนปรับปรุงตนเอง                                                2.3)  การวัดผลประเมินผลต้องครอบคลุมทั้งด้านความรู้ความคิด ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามสาระการเรียนรู้ที่จัดไว้ในหลักสูตรของสถานศึกษา โดยเน้นการเรียนรู้ด้วยการทำงานหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดสมรรถภาพทั้ง 3 ด้าน งานหรือกิจกรรมดังกล่าวควรมีลักษณะดังนี้                                  (1)  สาระในงานหรือกิจกรรมต้องใช้การเชื่อมโยงความรู้หลายเรื่อง                                  (2)  ทางเลือกในการดำเนินงานหรือการแก้ปัญหามีหลายด้าน                                  (3)  เงื่อนไขหรือสถานการณ์ของปัญหาที่เป็นปลายเปิด เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสแสดงความสามารถตามศักยภาพของตน                                  (4)  งานหรือกิจกรรมต้องเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้ใช้การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพูด การเขียน การวาดรูป                                  (5)  งานหรือกิจกรรมควรมีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์                                                2.4)   การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ต้องช่วยให้ได้ข้อสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียน ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมอย่างหลากหลาย เช่น การมอบหมายงานให้ทำเป็นการบ้าน การเขียนแบบบันทึกทางคณิตศาสตร์ (math  note )  การทดสอบ การสังเกต  การสัมภาษณ์  การจัดทำแฟ้มสะสมงาน การทำโครงงาน รวมทั้งการให้ผู้เรียนได้ประเมินตนเอง และนำผลที่ได้ไปตรวจสอบกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังตามที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยให้ผู้สอนได้มีข้อสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนอย่างครบถ้วน การวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้ข้อสนเทศดังกล่าวสามารถทำได้ 3 ลักษณะดังนี้                                      (1)  การประเมินเพื่อวินิจฉัยผู้เรียน มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบความรู้ความสามารถและค้นหาจุดเด่นหรือจุดด้อยของผู้เรียน ด้วยการสังเกต การทดสอบปากเปล่า หรือการใช้แบบทดสอบเพื่อการวินิจฉัย ทั้งนี้คำถามหรืองานที่มอบหมายควรมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ และครอบคลุมทักษะกระบวนการหรือความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้วย                                      (2)  การประเมินเพื่อให้ได้ข้อมูลป้อนกลับ มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบผู้เรียนถึงความบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยเน้นการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริงที่ครอบคลุมทั้งการทดสอบ การนำเสนอผลงานในชั้นเรียน การทำโครงงาน การแก้ปัญหา การอภิปรายในชั้นเรียนหรือการทำภาระงานที่ได้รับมอบหมาย                                      (3)  การประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ความรู้และความสามารถของผู้เรียนในรายวิชานั้น วิธีการประเมินควรพิจารณาจากการปฏิบัติงาน และการทดสอบที่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของรายวิชาหรือมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นเครื่องมือวัดผลประเมินผลตามจุดประสงค์หนึ่งอาจไม่สามารถนำมาใช้กับอีกจุดประสงค์หนึ่งได้ เช่น แบบทดสอบเพื่อการแข่งขันหรือเพื่อการคัดเลือกที่มีความยากง่ายและมีจำนวนข้อคำถามเหมาะสมกับผู้เรียนบางกลุ่มอาจไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับผู้เรียนทุกคน และไม่ควรนำผลการคัดเลือกจากการแข่งขันมาใช้ในการตัดสินผลการเรียนรู้                                                2.5)  การวัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการกระตือรือร้นในการปรับปรุงความสามารถทางคณิตศาสตร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำผลการประเมินมาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการสอนของผู้สอนให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องวัดผลประเมินผลอย่างสม่ำเสมอและนำผลที่ได้มาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งจำแบ่งผลการประเมินออกเป็น 3 ระยะดังนี้                                  (1)  การวัดผลประเมินผลก่อนเรียน เป็นการประเมินผลที่กำหนดไว้ก่อนเริ่มต้นการสอนแต่ละหน่วยหรือแต่ละบทตามจุดมุ่งหมายการสอน                                  (2)  การวัดผลประเมินผลระหว่างเรียน หรือการวัดผลประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน เป็นการวัดผลประเมินผลความรู้ความสามารถของผู้เรียนตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กำหนดไว้สำหรับการเรียนรู้แต่ละบทหรือแต่ละหน่วย                                  (3)  การวัดผลประเมินผลหลังเรียน เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้สรุปผลการเรียนรู้ หรือเป็นการวัดผลประเมินผลแบบสรุปรวบยอดหลังจากจบหน่วยการเรียน/ภาคการศึกษา/ปีการศึกษา                                3)  ขั้นตอนการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์

   

    การนำไปใช้

        การรวบรวมข้อมูล

    การวิเคราะห์ข้อมูล

 

การวางแผน

การวัดผลประเมินผล

การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีขั้นตอนหรือวิธีการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามจุดมุ่งหมายและความต้องการของผู้ประเมิน ทั้งนี้การวัดผลประเมินผลแต่ละขั้นตอนจะต้องสัมพันธ์กันดังนี้                                                    จากความสัมพันธ์ของแต่ละด้านดังกล่าวมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาดังนี้                                                3.1)  การวางแผนการวัดผลประเมินผล โดยผู้สอน ผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดรายละเอียดสำคัญที่ประกอบด้วย                                 (1) จุดประสงค์ของการนำข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการวัดผลประเมินผล                                 (2)  กรอบของสาระการเรียนรู้และทักษะกระบวนการที่ต้องการวัดผลประเมิน                                 (3)  การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล                                 (4)  เกณฑ์การตัดสินสมรรถภาพของผู้เรียน                                 (5)  รูปแบบที่ใช้ในการสรุป ตัดสินและรายงานผล                                                3.2)  การรวบรวมข้อมูล ในการจัดการเรียนการสอนจะต้องคำนึงถึงการประเมินผลควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือวัดผลประเมินผลที่เหมาะสม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องจะต้องสร้างเครื่องมือวัดผลประเมินผลที่หลากหลายตามสภาพจริง  มีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนที่สอดคล้องกับการประเมินสมรรถภาพของผู้เรียน ทั้งด้านความรู้ความคิดทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และคุณลักษณะที่พึงประสงค์                                                3.3)  การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้สอนจะต้องนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มตามประเภทของรายงานและตามมาตรฐานการเรียนรู้ พร้อมทั้งจัดเก็บบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน                                                3.4)  การนำไปใช้ ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องสามารถนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปใช้ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้                                ทั้งนี้ถ้าผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องพบว่ามีขั้นตอนใดของการวัดผลประเมินผลหรือผลที่ได้ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนอไว้ ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้                                                                4)   เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์ จำแนกเป็น 2 ประเภท ดังนี้                                        (1)  แบบทดสอบ                                        (2)  ภาระงานที่ได้รับมอบหมายงานแบทดสอบเป็นเครื่องมือวัดผลที่ผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อใช้ทดสอบผู้เรียนซึ่งประกอบด้วยแบบทดสอบต่างๆ ได้แก่ แบบเลือกตอบ แบบถูกผิด แบบจับคู่ แบบเปรียบเทียบ แบบเติมคำ แบบเขียนตอบ แบบต่อเนื่อง แบบตอบสองขั้นตอน และแบบแสดงวิธีทำภาระงานที่ได้รับมอบหมาย เป็นเครื่องมือวัดผลที่ผู้สอนและผู้เรียนอาจมีส่วนร่วมกันกำหนดขอบเขตและเกณฑ์ต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งประกอบด้วย แบบฝึกหัด ปัญหาทางคณิตศาสตร์การศึกษาค้นคว้าทางคณิตศาสตร์ และการ่วมกิจกรรมการเรียนรู้                                   แฟ้มสะสมงานและโครงงานคณิตศาสตร์เป็นภาระงานที่ได้รับมอบหมายที่ผู้สอน ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อาจร่วมกันประเมินผลผู้เรียนตามความเหมาะสม                                5)  แนวทางการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์แนวทางการวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์เป็นกระบวนการตรวจสอนคุณภาพของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งอาจเน้นการวัดด้านความรู้ความคิด ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอ และตรงตามความเป็นจริงแล้วจึงประเมินผลข้อมูลที่ได้เพื่อสรุปผลงานที่ผู้เรียนปฏิบัติตามสภาพจริงที่กำหนดไว้ในหลักสูตร                                6)  เกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเที่ยงตรงและครอบคลุมผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยเน้นการประเมินตามสภาพจริงเพื่อให้สามารถวัดสมรรถภาพของผู้เรียนได้ตรงตามความจริงเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์จำแนกได้เป็น                                      (1)  แบบรวม เป็นเกณฑ์ที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานหรือความสำเร็จของงานแต่ละชิ้นในภาพรวม ตามสาระสำคัญที่ระบุไว้ตามมาตรฐานการเรียนรู้                                      (2)  แบบวิเคราะห์ เป็นเกณฑ์ที่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานหรือผลงานที่แยกประเมินเป็นรายองค์ประกอบย่อย ผลที่ได้จากการประเมินจะมีรายละเอียดที่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อวินิจฉัยผู้เรียน และมีข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับการบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของผู้เรียน                                การประเมินผลการปฏิบัติงานหรือผลงานของผู้เรียนแต่ละครั้ง อาจใช้เกณฑ์แบบรวมหรือเกณฑ์แบบวิเคราะห์เพียงแบบใดแบบหนึ่ง หรือใช้ทั้งสองแบบก็ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ลักษณะ และจุดประสงค์ของงานที่ต้องประเมิน ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการประเมิน ในกรณีที่ใช้การประเมินทั้ง 2  แบบแล้วได้ผลการประเมินในบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกัน ผู้ประเมินจะต้องบันทึกคำอธิบายผลการประเมินไว้ด้วย เพื่อชี้แจงให้ผู้เกี่ยวข้องไดทราบข้อมูลตามสภาพจริงจะเห็นได้ว่าการวัดผลประเมินผลนั้น จะมีวิธีการวัดผลประเมินผลที่แตกต่างกันไปตามวิธีการประเมินของแต่ละคน  เมื่อวิธีการประเมินผลวัดผลต่างกันวิธีการหรือเกณฑ์การให้คะแนนก็จะมีความแตกต่างกันด้วยเช่นกัน ซึ่งในการศึกษาเรื่องการวัดผลประเมินผลในครั้งนี้ ก็เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแบบประเมินผลนักเรียน ในการเรียนในแต่ละครั้งและในการศึกษาในครั้งนี้ก็เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้กับการจัดทำรายงานในครั้งนี้เป็นอย่างดี 2.  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนการสอน    2.1  ความหมายของชุดกิจกรรมชุดการสอนหรือชุดการเรียนมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ชุดการสอน ชุดการเรียนการสอน ชุดการเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอนรายบุคคล ชุดการเรียนด้วยตนเอง ชุดกิจกรรม ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้  ผู้รายงานขอใช้คำว่าชุดกิจกรรมแทนชื่อต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีผู้ให้ความหมายไว้ต่างๆ กัน  ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2541: 95) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการเรียนหลายอย่างประกอบกันจัดเข้าไว้เป็นชุด เรียกว่า สื่อประสม (Multi Media) เพื่อมุ่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพบุญเกื้อ ควรหาเวช (2545: 91) ได้ให้ความหมายชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการสอนชนิดหนึ่งซึ่งเป็นชุดของสื่อประสม (หมายถึง การใช้สื่อการสอนตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปร่วมกัน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ตามที่ต้องการ สื่อที่นำมาใช้ร่วมกันนี้จะช่วยเสริมประสบการณ์ซึ่งกันและกันตามลำดับขั้นที่จัดเอาไว้) ที่จัดขึ้นสำหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อเนื้อหาและประสบการณ์ของแต่ละหน่วยที่ต้องการจะให้นักเรียนได้รับ โดยจัดเอาไว้เป็นชุดๆ บรรจุอยู่ในซอง กล่อง หรือกระเป๋าวัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542: 27) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบและจัดอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยจุดมุ่งหมาย เนื้อหาและวัสดุอุปกรณ์ โดยกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าว ได้รับการรวบรวมไว้เป็นระเบียบในกล่องเพื่อเตรียมไว้ให้นักเรียนได้ศึกษาจากประสบการณ์ทั้งหมด ยุพิน พิพิธกุล (2549: 19) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรม  หมายถึง  สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองและก้าวขึ้นไปตามความสามารถของตน  เนื้อหาจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ และเป็นขั้นๆ จากง่ายไปสู่ยาก ในชุดกิจกรรมจะประกอบด้วย บัตรคำสั่ง บัตรกิจกรรม บัตรเนื้อหา บัตรแบบฝึกหัด หรือบัตรงานพร้อมเฉลยและบัตรทดสอบพร้อมเฉลย ในชุดกิจกรรมนั้นจะมีสื่อการเรียนการสอนไว้พร้อมเพื่อที่นักเรียนจะใช้ประกอบการเรียนเรื่องนั้นๆ                สุวิทย์ มูลคำ; และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550: 41)  ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรม  หมายถึง  เอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนของครู หรือประกอบการเรียนของนักเรียนวิชาใด  วิชาหนึ่ง  เพื่อจะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนด                ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2551: 42) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง เอกสารที่บอกวิธีการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะจุดประสงค์การเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อให้ครูหรือผู้เรียนใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามหลักสูตรซึ่งจะต้องมีหัวข้อและเนื้อหาครอบคลุมและครบถ้วนตามรายละเอียดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรไม่น้อยกว่า 1 หน่วยการเรียน/รายวิชาจากการศึกษาความหมายต่างๆ ของชุดกิจกรรม  ผู้รายงานสรุปได้ว่า  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน  หมายถึง  กิจกรรมที่ครูสร้างขึ้นโดยใช้สื่อที่หลากหลายจัดเรียงอย่างเป็นระบบ  ประกอบด้วย  จุดมุ่งหมาย  เนื้อหา  แบบฝึก  และวัสดุอุปกรณ์ ใช้ประกอบการเรียนการสอนของครูและนักเรียนทั้งเป็นรายบุคคล  รายกลุ่ม  เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามศักยภาพของแต่ละบุคคล                2.2  ประเภทของชุดกิจกรรมวิชัย วงษ์ใหญ่ (2525: 174-175) ได้แบ่งชุดกิจกรรมตามลักษณะของการใช้ออกเป็น 3 ประเภท คือ1.  ชุดกิจกรรมสำหรับการบรรยาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ชุดการเรียนสำหรับครูใช้ คือเป็นชุดการเรียนการสอนสำหรับกำหนดกิจกรรมและสื่อการเรียนให้ครูใช้ประกอบคำบรรยายเพื่อเปลี่ยนบทบาทการพูดของครูให้น้อยลง และเปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมกิจกรรมการเรียนมากยิ่งขึ้นชุดการเรียนการสอนนี้จะมีเนื้อหาเพียงหน่วยเดียวและใช้กับนักเรียนทั้งชั้น2.  ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม ชุดการเรียนการสอนนี้มุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน และอาจจัดการเรียนการสอนในรูปศูนย์การเรียน ชุดการเรียนการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มอาจจะต้องข้อความช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อยในระยะเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากเคยชินต่อวิธีการใช้แล้วนักเรียนสามารถช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันได้เอง ในขณะทำกิจกรรมการเรียนหากมีปัญหานักเรียนสามารถซักถามครูได้เสมอ เมื่อจบการเรียนแต่ละศูนย์แล้ว นักเรียนอาจจะสนใจการเรียนเสริมเพื่อเจาะลึกสิ่งที่เรียนรู้ได้อีกจากศูนย์สำรองที่ครูจัดเตรียมไว้เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาที่จะต้องรอคอยผู้อื่น3.  ชุดกิจกรรมรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่จัดระบบขั้นตอนเพื่อให้นักเรียนใช้เรียนด้วยตนเองตามลำดับขั้นความสามารถของแต่ละคน เมื่อศึกษาครบแล้วจะทำการทดสอบประเมินผลความก้าวหน้า และศึกษาชุดการเรียนการสอนชุดอื่นต่อไปตามลำดับ เมื่อมีปัญหานักเรียนจะปรึกษากันได้ในระหว่างเรียน และผู้สอนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทันทีในฐานะผู้ประสานงานหรือผู้ชี้แนะแนวทาง การเรียนด้วยชุดการเรียนการสอนนี้จัดเพื่อส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองไปจนเต็มสุดขีดความสามารถโดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยผู้อื่น ชุดการเรียนการสอนแบบนี้บางครั้งเรียกว่าบทเรียนโมดูลบุญเกื้อ ควรหาเวช (2545: 94-95) ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ1.  ชุดกิจกรรมการสอนประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการสอนสำหรับผู้สอนจะใช้สอนนักเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ หรือการสอนที่ต้องการปูพื้นฐานให้นักเรียนส่วนใหญ่รู้และเข้าใจในเวลาเดียวกันมุ่งในการขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดการสอนแบบนี้จะช่วยให้ผู้สอนลดการพูดให้น้อยลงและใช้สื่อการสอนที่มีความพร้อมอยู่ในชุดการสอนในการเสนอเนื้อหามากขึ้น สื่อที่ใช้อาจได้แก่ รูปภาพแผนภูมิ สไลด์ ฟิล์มสคริป ภาพยนตร์ เป็นต้น ข้อสำคัญคือสื่อที่จะนำมาใช้นี้ต้องให้นักเรียนได้เห็นอย่างชัดเจนทุกคน ชุดการสอนชนิดนี้บางคนอาจเรียกว่าชุดการสอนสำหรับครู  2.  ชุดกิจกรรมการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการสอนสำหรับให้นักเรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5-7 คน โดยใช้สื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนและให้นักเรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน ชุดการสอนชนิดนี้มักจะใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม เช่น การสอนแบบศูนย์การเรียน การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น3.  ชุดกิจกรรมการสอนแบบรายบุคคลหรือชุดการสอนตามเอกัตภาพ เป็นชุดการสอนสำหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือ นักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความสามารถและความสนใจของตนเองอาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้ ส่วนมากมักจะมุ่งให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่เรียนเพิ่มเติม นักเรียนสามารถจะประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ด้วย ชุดการสอนชนิดนี้อาจจะจัดในลักษณะของหน่วยการสอนย่อยหรือโมดูลก็ได้ชัยยงค์ พรหมวงศ์; และคนอื่นๆ (2523: 118) ได้แบ่งชุดกิจกรรมออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ คือ1.  ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมที่กำหนดกิจกรรมและสื่อการสอนให้ครูประกอบการสอนแบบบรรยาย เพื่อเปลี่ยนบทบาทให้ครูพูดน้อยลง และเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนมากยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยายมุ่งช่วยขยายเนื้อหาสาระการสอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลง และให้สื่อการสอน ทำหน้าที่แทนชุดกิจกรรมแบบบรรยายนี้นิยมใช้กับการฝึกอบรม2.  ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดกิจกรรมที่มุ่งให้นักเรียนได้ประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน นักเรียนจะสามารถช่วยเหลือกันและกันได้เองระหว่างประกอบกิจกรรมการเรียนหากมีปัญหานักเรียนสามารถซักถามครูได้เสมอ3.  ชุดกิจกรรมเอกัตภาพหรือชุดกิจกรรมรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่จัดระบบขั้นตอนเพื่อมุ่งให้นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามลำดับความสามารถของแต่ละคนเพื่อให้นักเรียนก้าวไปข้างหน้าตามความสามารถ ความสนใจ และความพร้อมของนักเรียน4.  ชุดกิจกรรมทางไกล เป็นชุดกิจกรรมที่ผู้สอนกับนักเรียนอยู่ต่างถิ่นต่างเวลากันมุ่งสอนให้นักเรียนศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าเรียน ประกอบด้วยสื่อประเภทสิ่งพิมพ์รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนซ่อมเสริมตามศูนย์บริการการศึกษา เช่น ชุดกิจกรรมทางไกล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นอกจากนี้ยังมีชุดการฝึกอบรม ชุดกิจกรรมของผู้ปกครอง ชุดกิจกรรมทางไปรษณีย์  จากการศึกษาเรื่องประเภทของชุดการสอนผู้รายงานได้ทำรวบรวมและได้สรุปประเภทของชุดการสอนไว้ 3 ประเภทดังนี้ประเภทที่ 1 ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยาย หรือ ชุดการสอนสำหรับครูประเภทที่ 2 ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มกิจกรรมหรือชุดการสอนที่ครูและนักเรียนร่วมกันทำประเภทที่ 3 ชุดกิจกรรมแบบเอกัตภาพ หรือชุดการสอนรายบุคคลและในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการพยายามพัฒนารูปแบบการสอนให้มีการเผยแพร่ไปทั่วประเทศเพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครูผู้สอนได้มีโอกาสได้ศึกษา เราเรียกว่า ชุดการสอนทางไกล2.3  ทฤษฎี/หลักการที่นำมาใช้ในชุดกิจกรรมชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 119) ได้เสนอแนวความคิดซึ่งมาจากจิตวิทยาการเรียนรู้ที่นำมาสู่การผลิตชุดกิจกรรม ดังนี้  1.  เพื่อสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล2.  เพื่อยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางด้วยการให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง3.  มีสื่อการเรียนใหม่ ที่ช่วยในการเรียนของนักเรียน เพื่อช่วยการสอนของครู4.  มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนจากครูเป็นผู้นำเป็นผู้มีอิทธิพลต่อนักเรียนมาก  เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง  และให้คำปรึกษาคอยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้  ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526: 199) กล่าวถึงการสร้างชุดกิจกรรมว่ามีหลักการและทฤษฎี ดังนี้1.  ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ชุดกิจกรรมนี้เป็นสื่อและ กิจกรรมการเรียน จัดทำขึ้นเพื่อสนองความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของนักเรียน เป็นสำคัญทฤษฎีที่ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคลจึงนำมาใช้เป็นทฤษฎีพื้นฐานในการจัดทำและใช้ชุดกิจกรรม2.  หลักการเกี่ยวกับสื่อประสมชุดกิจกรรม ซึ่งหมายถึง การใช้สื่อหลายๆ อย่างที่เสริมซึ่งกันและกันอย่างมีระบบ มาใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียน ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสื่อ3.  ทฤษฎีการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมเป็นสื่อการเรียนที่มุ่งให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแข็งขัน และได้รับข้อมูลย้อนกลับอย่างฉับพลัน อีกทั้งได้รับประโยชน์แห่ง ความสำเร็จหรือการเสริมแรง มีการเรียนเป็นขั้นตามความสามารถของนักเรียน  4.  หลักการวิเคราะห์ระบบ ชุดกิจกรรมจัดทำโดยอาศัยวิธีวิเคราะห์ระบบมีการทดลองสอน และปรับปรุงแก้ไขจนเป็นที่น่าเชื่อถือได้ จึงนำออกใช้และเผยแพร่กิจกรรม การเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน        บรุนเนอร์  (Bruner) (ทิศนา แขมมณี.  2550: 66-98)  เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง  (discovery  learning) ซึ่ง ได้เสนอระดับการเรียนรู้ไว้  3  ระดับ  คือ1.  ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive  Stage)  คือ  ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี  การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ2.  ขั้นการเรียนรู้จากความคิด  (Iconic  Stage)  เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้  และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้3.  ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม  (Symbolic  Stage)  เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้                ออซูเบล (Ausbel)  (สุวิทย์ มูลคำ; และ อรทัย มูลคำ.  2545: 127-131)  เชื่อว่า  การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่  การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ใหม่กับโครงสร้างของความรู้เดิม  จัดเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย                การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวคิดปรัชญาสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism)                                1.  ผู้สอนมีหน้าที่จัดการให้ผู้เรียนขยายโครงสร้างทางปัญญา (สร้างความรู้)                                2.  จัดเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล                                3.  จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง  ฝึกปฏิบัติให้ทำได้  คิดเป็นและใฝ่รู้ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต                                4.  มีการฝึกทักษะกระบวนการคิด  การจัดการ  การเผชิญสถานการณ์  และการประยุกต์ความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม                                5.  ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกความรู้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก  โดยการ  วางแผนการจัดกิจกรรม  จัดบรรยากาศ  สภาพแวดล้อม  สื่อการเรียน  กระตุ้นผู้เรียนโดยการตั้งคำถาม  ให้กำลังใจ  ให้ความช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และสร้างความรู้  ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน  ให้ผลย้อนกลับ                                6.  ผู้สอนเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียนจากกิจกรรมการเรียนการสอน  สื่อ  และแหล่งวิทยาการต่างๆ                                 7.  ใช้วิธีการที่หลากหลายในการประเมินผู้เรียนโดยเน้นการประเมินตามสภาพจริง                 เพเพอร์ท (Seymour  Papert )  (ทิศนา แขมมณี.  2550: 96,428)  เชื่อว่า  การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเองและเห็นว่าสื่อ  เทคโนโลยี วัสดุ และอุปกรณ์ต่างๆ สามารถนำมาใช้เป็นสื่อในการสร้างความรู้ด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี                แนวความคิดของทฤษฎีนี้ คือ  ที่การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเองและด้วยตนเองของผู้เรียน หากผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความคิดและนำความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม  จะทำให้เห็นความคิดนั้นเป็นรูปธรรมชัดเจน  และเมื่อผู้เรียนสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาในโลก  ก็หมายถึงการสร้างความรู้ในตนเองนั่นเอง  ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในตนเองนี้  จะมีความหมายต่อผู้เรียน  จะอยู่คงทน  ผู้เรียนจะไม่ลืมง่าย  และจะสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนได้ดี  นอกจากนั้นความรู้ที่สร้างขึ้นเองนี้  ยังเป็นฐานให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งควรมีส่วนประกอบ 3 ประการคือ                                  1.  เป็นบรรยากาศที่มีทางเลือกหลากหลาย  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกตามความสนใจ  เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความชอบและความสนใจไม่เหมือนกัน  การมีทางเลือกที่หลากหลายหรือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำในสิ่งที่สนใจจะทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการคิดการทำและการเรียนรู้ต่อไป                                2.  เป็นสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างกันอันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความรู้ เช่น มีกลุ่มคนที่มีวัย  ความถนัด  และประสบการณ์แตกต่างกัน  ซึ่งจะเอื้อให้มีการช่วยเหลือกันและกัน  การสร้างสรรค์ผลงานและความรู้  รวมทั้งการพัฒนาทักษะทางสังคมด้วย                                3.  เป็นบรรยากาศที่มีความเป็นมิตร  เป็นกันเอง  บรรยากาศที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกอบอุ่น  ปลอดภัย  สบายใจ  จะเอื้อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความสุข                                การเรียนรู้จะประสบผลสำเร็จ  ครูต้องปรับเปลี่ยนบทบาททำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน  ให้คำปรึกษาชี้แนะ  เกื้อหนุนการเรียนของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ในด้านการประเมินผลการเรียนรู้  ต้องมีการประเมินทั้งทางด้านผลงาน  และกระบวนการ  โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย จากการศึกษาเรื่องทฤษฎี/หลักการที่นำมาใช้ในชุดกิจกรรมผู้รายงานได้ทำการรวบรวมและได้สรุปแนวคิดหลักในการนำทฤษฎี/หลักการมาใช้ ดังนี้ 1.  ความแตกต่างระหว่างบุคคล ต้องจัดทำขึ้นเพื่อสนองความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของนักเรียนเป็นสำคัญ2.  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับครู3.  การเสริมแรงในทางบวกที่ทำให้นักเรียนภาคภูมิในสิ่งที่ได้ทำถูก แต่ไม่ควรทำบ่อยๆเพราะจะทำให้นักเรียนมองเห็นเป็นเรื่องปกติ2.4  ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมบุญชม ศรีสะอาด (2541: 99-100) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมดังนี้1.  วิเคราะห์ภารกิจการเรียนสำหรับเนื้อหาวิชาที่จะสร้างชุดกิจกรรม กำหนดจุดประสงค์ทั่วไป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และจำแนกเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อยๆ สำหรับสอนแต่ละคาบเวลา2.  สร้างชุดกิจกรรมตามลักษณะของชุดการสอน และทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานและหลักการเรียนการสอนที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยมีส่วนประกอบดังนี้2.1  ข้อแนะนำในการใช้จุดประสงค์ของบทเรียน2.2  กิจกรรมของนักเรียนและผู้สอน2.3  เอกสารสำหรับนักเรียนและผู้สอน2.4  สื่อการเรียนการสอนต่างๆ2.5  การประเมินผล3.  ทบทวนและปรับปรุง4.  ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านเนื้อหาสาระ ด้านสื่อการสอนพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ ผู้สร้างปรับปรุงตามข้อเสนอแนะนั้นๆ5.  ทดลองใช้และปรับปรุง โดยนำไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการสร้างชุดกิจกรรม ดังนี้5.1  ทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยนำชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับนักเรียนหนึ่งคนทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างเรียน จับเวลาที่ใช้ในการเรียน สัมภาษณ์หรือให้นักเรียนเขียนวิจารณ์ชุดการสอนนั้น แล้วนำเอาข้อสนเทศต่างๆ ที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง   5.2  ทดลองกับกลุ่มย่อย โดยนำชุดกิจกรรมที่ได้รับการปรับปรุงแล้วในขั้น 5.1 ไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 10 คน โดยจะมีการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แล้วนำคะแนนจากการทดสอบมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 นำเอาผลมาปรับปรุงกิจกรรม เนื้อหาสาระและสื่อต่างๆ ตามข้อสนเทศที่ได้รับ5.3  ทดลองกับกลุ่มใหญ่ หลังจากทดลองและปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมทั้งสองครั้งแล้ว นำเอาชุดกิจกรรมนี้ไปทดลองใช้กับนักเรียนหนึ่งห้องเรียน แล้วนำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาหาประสิทธิภาพของบทเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90สุวิทย์ มูลคำ; และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550: 44)  ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม  ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้1.  วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุการเรียนการสอน2.  ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรสถานศึกษา  เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  หรือจุดประสงค์และกิจกรรมที่เป็นปัญหา3.  เลือกเนื้อหาที่เหมาะสมแบ่งเป็นบทเป็นตอน  หรือเป็นเรื่อง  เพื่อแก้ปัญหาที่พบ4.  ศึกษารูปแบบของการเขียนเอกสารประกอบการเรียนการสอน  และกำหนดส่วนประกอบภายในของเอกสารประกอบการเรียนการสอน5.  ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล  เพื่อนำมากำหนดเป็นจุดประสงค์  เนื้อหา  วิธีการ  และสื่อประกอบเอกสารในแต่ละบทหรือแต่ละตอน6.  เขียนเนื้อหาในแต่ละตอน  รวมทั้งภาพประกอบแผนภูมิ  และข้อทดสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้7.  ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ8.  นำไปทดลองใช้ในห้องเรียน  และเก็บบันทึกผลการใช้9.  นำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง10. นำไปใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาที่พบจากข้อ 1ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2551: 42-43)  เสนอขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม  ดังนี้                                1.  สังเกตปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอนและบันทึกรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้น                                2.  ศึกษาสาเหตุของการเกิดปัญหาในการจัดการเรียนการสอนแล้วพิจารณาปัญหาที่มีผลเสียต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากที่สุด                                3.  ศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสูตร                                4.  วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้  สาระการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้                                5.  ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้                                6.  กำหนดโครงร่างกระบวนการแก้ปัญหาในสาระการเรียนรู้นั้นๆ เป็นบทๆ หรือตอนๆ                                 7.  ศึกษารูปแบบการเขียนชุดกิจกรรม                                8.  กำหนดส่วนประกอบภายในชุดกิจกรรม                                9.  รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาเขียนทฤษฎี  หลักการ  เนื้อหา  วิธีการ  ภาพ  แผนภูมิ                                10. ลงมือเขียนเนื้อหาแต่ละเล่ม                                11. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยพิจาณาปรับปรุงแก้ไข                                12. นำไปทดลองใช้สอนในห้องเรียน                                13. ประเมินผลการใช้และการจัดการเรียนการสอน                                14. ปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่องให้สมบูรณ์2.5  องค์ประกอบของชุดกิจกรรมบุญเกื้อ ควรหาเวช (2545: 95-97) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญๆ ภายในชุดกิจกรรม สามารถจำแนกออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ1.  คู่มือครู เป็นคู่มือและแผนการสอนสำหรับผู้สอนหรือนักเรียนตามแต่ชนิดของชุดกิจกรรม ภายในคู่มือและชี้แจงถึงวิธีการใช้ชุดกิจกรรมเอาไว้อย่างละเอียด อาจจะทำเป็นเล่มหรือแผ่นพับก็ได้ ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดและหลักการเขียนในตอนต่อไป2.  บัตรคำสั่งหรือคำแนะนำ จะเป็นส่วนที่บอกให้นักเรียนดำเนินการเรียนหรือประกอบกิจกรรมแต่ละอย่าง ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ บัตรคำสั่งจะมีอยู่ในชุดกิจกรรมแบบกลุ่มและรายบุคคล ซึ่งจะประกอบด้วย2.1  คำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา2.2  คำสั่งให้นักเรียนดำเนินกิจกรรม2.3  การสรุปบทเรียนบัตรคำสั่งนี้ มักนิยมใช้กระดาษแข็งตัดเป็นบัตร ขนาด 6 คูณ 8 นิ้ว3.  เนื้อหาสาระและสื่อ จะบรรจุไว้ในรูปของสื่อการสอนต่างๆ อาจจะประกอบด้วยบทเรียนโปรแกรม สไลด์ เทปบันทึกเสียง ฟิล์มสคริป แผ่นภาพโปร่งใส วัสดุกราฟฟิกส์ หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง รูปภาพ เป็นต้น นักเรียนจะศึกษาจากสื่อการสอนต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในชุดกิจกรรม ตามบัตรคำที่กำหนดไว้ให้ 4.  แบบประเมินผล นักเรียนจะทำการประเมินผลความรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังเรียนแบบประเมินผลที่อยู่ในชุดการสอนอาจจะเป็นแบบฝึกหัดให้เติมคำในช่องว่างเลือกคำตอบที่ถูกจับคู่ ดูผลจากการทดลอง หรือให้ทำกิจกรรม เป็นต้นบุญชม ศรีสะอาด (2541: 95) กล่าวว่าชุดกิจกรรมมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ด้าน ดังนี้1.  คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ชุดกิจกรรมศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน สิ่งที่ครูต้องเตรียมก่อนสอนบทบาทของนักเรียน และการจัดชั้นเรียน2.  บัตรงาน เป็นบัตรที่มีคำสั่งว่าจะให้นักเรียนปฏิบัติอะไรบ้าง โดยระบุกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนของการเรียน3.  แบบทดสอบวัดผลความก้าวหน้าของนักเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับตรวจสอบว่าหลังจากเรียนชุดกิจกรรมจบแล้วนักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่4.  สื่อการเรียนต่างๆ เป็นสื่อสำหรับนักเรียนได้ศึกษามีหลายชนิดประกอบกัน อาจเป็นประเภทสิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือประเภทโสตทัศนูปกรณ์จากการศึกษาเรื่ององค์ประกอบของชุดกิจกรรมผู้รายงานได้ทำรวบรวมและได้สรุปองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้1.  คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมประกอบไปด้วยหัวข้อเรื่องจุดประสงค์ของการจัดทำชุดกิจกรรม คำอธิบายการใช้เครื่องมือของชุดกิจกรรม เวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรมแต่ละหน่วย เกณฑ์ในการประเมินผล เป็นต้น                2.  ชุดกิจกรรมที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอน ประกอบไปด้วยสื่อต่างๆ อาจจะเป็นบัตรคำ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แผ่นใส หรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น อีกทั้งควรมีกิจกรรมสำรองเอาไว้ในกรณีที่กิจกรรมหลักนั้นนักเรียนทำเสร็จไว3.  แบบทดสอบวัดผลความก้าวหน้าของนักเรียน หรือแบบประเมินผลการเรียน2.6  คุณค่าของชุดกิจกรรมบุญเกื้อ ควรหาเวช (2545: 110-111) ได้กล่าวถึงคุณค่าของชุดกิจกรรม ไว้ดังนี้1.  ส่งเสริมการเรียนแบบรายบุคคล นักเรียนเรียนได้ตามความสามารถ ความสนใจตามเวลาและโอกาสที่เหมาะสมของแต่ละคน2.  ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู เพราะชุดกิจกรรมช่วยให้นักเรียน เรียนได้ด้วยตนเองหรือต้องการความช่วยเหลือจากผู้สอนเพียงเล็กน้อย3.  ช่วยในการศึกษานอกระบบโรงเรียน เพราะนักเรียนสามารถนำเอาชุดกิจกรรมไปใช้ได้ทุกสถานที่และทุกเวลา4.  ช่วยลดภาระและช่วยสร้างความพร้อมและความมั่นใจให้แก่ครู เพราะชุดกิจกรรมผลิตไว้เป็นหมวดหมู่ สามารถนำไปใช้ได้ทันที5.  เป็นประโยชน์ในการสอนแบบศูนย์การเรียน6.  ช่วยให้ครูวัดผลนักเรียนได้ตรงตามความมุ่งหมาย7.  เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจแสดวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม8.  ช่วยให้นักเรียนจำนวนมากได้รับความรู้แนวเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ9.  ช่วยฝึกให้นักเรียนรู้จักเคารพ นับถือ ความคิดเห็นของผู้อื่นชัยยงค์ พรหมวงศ์; และคนอื่นๆ(2523: 121) ได้กล่าวถึงคุณค่าของชุดกิจกรรมว่าไม่ว่าจะเป็นชุดกิจกรรมประเภทใด ย่อมมีคุณค่าต่อการเพิ่มคุณภาพในการเรียนการสอน หากได้มีการผลิตที่มีการทดสอบ วิจัยแล้วด้วยกันทั้งนั้นคุณค่าของชุดกิจกรรมพอจะสรุปได้ดังนี้1.  ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหา ประสบการณ์ที่สลับซับซ้อน มีลักษณะเป็นนามธรรมสูง เช่น การทำงานของเครื่องจักรกล อวัยวะของร่างกาย การเจริญเติบโตของสัตว์ชั้นต่ำเป็นต้นซึ่งผู้สอนไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการบรรยายได้ดี2.  ช่วยเร้าความสนใจของนักเรียนต่อสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดกิจกรรม เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนของตนเองและสังคม3.  เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วยตนเองและสังคม4.  ช่วยสร้างความพร้อม ความมั่นใจแก่ผู้สอน เพราะชุดกิจกรรมที่ผลิตไว้เป็นหมวดหมู่ สามารถหยิบใช้ได้ทันที โดยเฉพาะผู้มีเวลาในการเตรียมการสอนล่วงหน้า5.  ทำให้การเรียนการสอนเป็นอิสระจากอารมณ์ของผู้สอน นักเรียนได้ตลอดเวลาไม่ว่าผู้สอนจะมีสภาพขัดข้องทางอารมณ์เพียงใด6.  ช่วยให้การเรียนเป็นอิสระจากบุคลิกภาพของผู้สอน ชุดกิจกรรมทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แทนครู แม้ครูจะพูดหรือสอนไม่เก่ง นักเรียนสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพจากชุดกิจกรรมที่ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว7.  ในกรณีที่ครูขาด ครูอื่นสามารถสอนแทนได้โดยใช้ชุดกิจกรรม ครูไม่ต้องเข้าไปนั่งคุมชั้นหรือปล่อยนักเรียนอยู่เฉย ๆ เพราะเนื้อหาอยู่ในชุดกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว ครูผู้สอนแทนไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากนัก                2.7  งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมธงชัย ขำเทศเจริญ (2546) ได้ทำการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำ เสนอในรูปซินดิเคท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองยาง (อนุศาสนานุสรณ์) โรงเรียนกุดตาดำ (คงฤทธิ์คุรุราษฎร์สามัคคี) และโรงเรียนถนนสุรนารายณ์ (คุรุรัฐประชาสรรค์) กิ่งอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 รวมทั้งสิ้น 136 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแต่ละรูปแบบ ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทดสอบรายบุคคลขั้นทดสอบกลุ่มเล็กและขั้นทดสอบภาคสนาม ผลการศึกษา พบว่า 1) ชุดการสอนที่พัฒนาขึ้น 2 รูปแบบ คือ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนและชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอเนื้อหาในรูปการสอนแบบซินดิเคท มีประสิทธิภาพ 75.08/74.29 และ 79.34/76.30 ตามลำดับ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75   2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคทสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผ่องศรี หวานเสียง (2547) ได้ทำการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการเรียนแบบซิปปาเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านป่าสักสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 จำนวน 25 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการเรียนแบบซิปปา  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการเรียนแบบซิปปาเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 65 นักเรียนมีเจตคติในเชิงบวกต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์อรทัย ศรีอุทธา (2547: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาชุดกิจกรรมแบบปฏิบัติการ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมแบบปฏิบัติการ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ณัฐกฤษ จันทร์ตะ (2548) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 32 คน ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546โรงเรียนหนองฉางวิทยา อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 90.00/78.94 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  3) ความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ที่ได้รับการสอนโดยการใช้ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ถาวร ลักษณะ (2548) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาชุดการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติกับการสอนตามคู่มือครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) แผนการสอนตามคู่มือครูอยู่ในระดับที่เหมาะสมดีมาก 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  4) แบบวัดความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีลักษณะเป็นแบบลิเคอร์ทสเกล 5 ตัวเลือก จำนวน 26 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 94.12/86.56 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนด้วย ชุดการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญระดับ .05  3) ความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญระดับ .05นิพนธ์ ฝ่ายบุญ (2548: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมโดยใช้วิธีสอนแบบปฏิบัติการ เรื่อง ทฤษฎีบทปีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่าชุดกิจกรรมโดยใช้วิธีสอนแบบปฏิบัติการมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดกิจกรรมโดยใช้วิธีสอนแบบปฏิบัติการ เรื่อง ทฤษฎีบทปีทาโกรัสสูงกว่าก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  ปุณยพล จันทร์ฝอย (2551: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาชุดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้โปรแกรม C.a.R. สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้โปรแกรม C.a.R. สามารถสอบผ่านเกณฑ์ได้มากกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ที่ระดับนัยสำคัญ .01 และนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในการเรียนเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้โปรแกรม C.a.R. อยู่ในระดับมาก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการเรียนเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้โปรแกรม C.a.R. ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากงานวิจัยที่ผู้รายงานได้ทำการศึกษาข้างบนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่จากการศึกษาพบว่าชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนการสอนช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ดีขึ้น   3.  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม GSP                3.1  ความเป็นมาของโปรแกรม GSP                  ภีมวัจน์ ธรรมใจ (2548: 6)  กล่าวว่าโปรแกรม Geometer’s Sketchpad (GSP) เป็นโปรแกรมสำรวจเชิงคณิตศาสตร์เรขาคณิตพลวัต ซึ่งทางบริษัท Key Curriculum Press  ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นผู้คิดค้นโปรแกรมตั้งแต่ ปี ค.ศ.1991  และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงเวอร์ชั่น 4.06 โปรแกรม GSP สามารถนำไปใช้ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์ได้ เช่น วิชาเรขาคณิต พีชคณิต ตรีโกณมิติ และแคลคูลัส  นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์สร้างสื่อการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์  โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ได้อีกด้วย  โปรแกรม  GSP  เป็นสื่อเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนคณิตศาสตร์  โดยการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivist  Approach)  เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะของการนึกภาพ (Visualization)  ทักษะของกระบวนการแก้ปัญหา (Problem  Solving   Skills) นอกจากนี้การใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรม GSP  ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เป็นการบูรณาการสาระที่เกี่ยวข้องกับความรู้คณิตศาสตร์ และทักษะด้านเทคโนโลยี เข้าด้วยกันทำให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาพหุปัญญา อันได้แก่  ปัญญาทางด้านภาษา ด้านตรรกศาสตร์  ด้านมิติสัมพันธ์  และด้านศิลปะซึ่งโรงเรียนต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาใช้โปรแกรมนี้สอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมากที่สุด  และในหลายๆ  ประเทศทั่วโลก อาทิ แคนาดา  สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง  เดนมาร์ก  ญี่ปุ่น  ออสเตรเลีย  ได้ใช้โปรแกรมนี้อย่างแพร่หลาย  ในส่วนของประเทศไทยนั้นได้ลงนามในพิธีครองลิขสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ GSP เวอร์ชั่น 4.06 (Thai  version) โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2548: 1-2)  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในชั้นเรียน  เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  มีเจตคติที่ดีในการเรียนรู้  และเรียนรู้อย่างมีความหมาย  จึงได้พิจารณาโปรแกรมต่างๆ  และเห็นว่าโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad (GSP)  เป็นโปรแกรมหนึ่งที่ครูสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก  และเกิดแนวคิดในการนำไปบูรณาการกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถทำให้นักเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร  พัฒนานักเรียนให้มีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มีทักษะการจินตนาการ  เกิดทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์  นักเรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง                  3.2  ความสามารถของโปรแกรม GSP                สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2548: 2-4)  กล่าวว่า The Geometer’s Sketchpad  เป็นโปรแกรมอเนกประสงค์  ขอบเขตของการใช้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ใช้  ตัวอย่างที่สามารถทำได้โดยใช้ Sketchpad                                1.  การสำรวจและการสอนทฤษฎีบททางเรขาคณิตในหนังสือเรขาคณิตมักเต็มไปด้วยทฤษฎีบท สัจพจน์ บทแทรก บทตั้ง (lemma) และบทนิยาม  ซึ่งมีหลากหลายอย่างที่ยากที่การเข้าใจ หรือแม้จะเข้าใจก็ไม่ลึกซึ้ง วิธีที่จะให้เข้าใจทฤษฎีบทที่ยากๆ หรือวิธีการสอนเรื่องยากในชั้นเรียน คือ การใช้ Sketchpad สร้างแบบจำลองต่างๆ                                 2.  การนำเสนอในชั้นเรียน                                แบบร่างที่นำเสนอเป็นเอกสารของ Sketchpad ที่ได้ออกแบบไว้สำหรับการนำเสนอไปยังกลุ่มบุคคลต่างๆ เช่น นักเรียน เพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือครู โดยปกติแบบร่างที่นำเสนอจะมีภาพกราฟิกที่สวยงาม  เคลื่อนไหวได้  มีปุ่มแสดงการทำงานต่างๆ และมีเนื้อหาได้หลายหน้า ครูสามารถใช้ Sketchpad เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพ  ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถสอนในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ได้ทุกวัน แต่ก็สามารถนำงานมาสาธิตในห้องเรียนที่มีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวพร้อมเครื่องฉาย LCD  ได้ นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถนำงานที่สร้างในแบบร่างมาเสนอในชั้นเรียน หรือทำรายงานตอลดจนทำแฟ้มผลงานต่างๆ ได้                                3.  การศึกษารูปต่างๆ จากหนังสือเรียน        เมื่อเราชำนาญในการใช้ Sketchpad แล้ว จะพบว่าในการสร้างรูปต่างๆ บนจอคอมพิวเตอร์ จะใช้เวลาน้อยกว่าการสร้างด้วยมือ นอกจากนั้นในการสร้างรูปด้วย Sketchpad ยังได้เปรียบตรงที่สามารถทำให้รูปนั้นเคลื่อนไหวได้ และสำรวจการเปลี่ยนแปลงได้  ดังนั้นควรพิจารณาใช้ในการสร้างและศึกษารูปในหนังสือเรียนและในการทำการบ้าน  4.  ใช้ Sketchpad ในรายวิชาต่างๆ ของคณิตศาสตร์Sketchpad เป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในรายวิชาต่างๆ ของคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือครู เช่น ในพีชคณิต  สามารถใช้สำรวจความชันและสมการของเส้นตรง  สำรวจสมบัติพาราโบลา  และหัวข้ออื่นๆ  ที่สำคัญอีกหลายหัวข้อ ในวิชา algebra และ pre-calculus  ทั้งนักเรียนและครูสามารถสำรวจการเคลื่อนไหวของวงศ์ของฟังก์ชันด้วยการใช้คำสั่งต่างๆ จากเมนูกราฟ ใช้กับวิชาตรีโกณมิติ  ในวิชาแคลคูลัส  ใช้สำรวจอนุพันธ์ของฟังชัน  ด้วยการสร้างเส้นสัมผัสเส้นโค้ง  และใช้คำสั่งอนุพันธ์ หรือ สำรวจปริพันธ์โดยการสร้างพื้นที่ปิดล้อมด้วยเส้นโค้ง  นอกจากนี้  Sketchpad ยังสามารถ ใช้ประโยชน์ในวิชาคณิตศาสตร์ ระดับวิทยาลัย เช่น วิชา non-Euclidean geometry หรือหัวข้อต่าง ในวิชาคณิตศาสตร์ชั้นสูง                                5.  การสร้างแฟร็กทัล (Fractal)แฟร็กทัล เป็นรูปเรขาคณิตที่สวยงามสะดุดตาซึ่งพบเห็นได้ในธรรมชาติ  และเป็นรากฐานที่สำคัญของโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกหลายๆ โปรแกรมแฟร็กทัลเป็นรูปเรขาคณิตที่คล้ายกับตัวเอง  มันจะดูเหมือนกันไม่ว่าจะขยายในมุมมองใดๆ การสร้างแฟร็กทัลเริ่มจากการสร้างรูปง่ายๆ แล้วทำซ้ำรูปเดิมแต่ให้มีขนาดเล็กลงๆ  การใช้คำสั่งทำซ้ำของ Sketchpad ช่วยให้สามารถสร้างแฟร็กทัลนี้ หรือ การสร้างแบบอื่นๆ ที่ใช้กระบวนการทำซ้ำได้                               6.  การวาดภาพที่ได้สัดส่วนเหมือนจริงและรูปศิลปะทางเรขาคณิตแบบต่างๆ สวยงามไม่ซ้ำแบบใคร สามารถใช้เครื่องมือในเมนูการแปลงของ Sketchpad รวมกับเครื่องมือจากเมนูแสดงผล และจากที่อ่านๆ ก็จะช่วยให้เราสร้างภาพได้อย่างวิจิตรงดงามตื่นตาตื่นใจ                คีย์  คัมคูลัม  เพรส (อำนาจ เชื้อบ่อคา.  2547: 14-16; อ้างถึง Key Cumculum press: 1-101)  ได้กล่าวถึงความสามารถของโปรแกรม GSP                                1.  ด้านศิลปะ และการเคลื่อนไหว (Art/Animation)โปรแกรม GSP สามารถที่จะนำเครื่องมือมาสร้างรูปต่างๆ และสามารถใช้คำสั่ง เพื่อที่จะทำให้รูปดังกล่าว เคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน                                2.  วงกลม (Circles)ในโปรแกรม GSP สามารถที่จะใช้เครื่องมือ สร้างวงกลมที่ต้องการและสามารถที่จะวัดหาความยาวของรัศมีเส้นรอบวง และคำนวณหาพื้นที่ได้                                3.  เส้นตรงและมุม (Line and Angles)                                ในการสร้างเส้นตรงและมุมโดยการใช้โปรแกรม GSP สามารถทำได้โดยง่าย  ซึ่งเมื่อได้ทำการสร้างเส้นตรงและมุมเสร็จแล้วสามารถที่จะวัดขนาดส่วนของเส้นตรงและมุมดังกล่าวได้ด้วยความสามารถและสมบัติดังกล่าวทำให้สรุปเนื้อหา  และทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องเส้นตรงและมุมได้                                4.  รูปสามเหลี่ยม (Triangles)                                  เมื่อสร้างรูปสามเหลี่ยมโดยการใช้โปรแกรม  สามารถที่จะใช้คำสั่งในโปรแกรมเพื่อคำนวณหาความยาวของด้านแต่ละด้าน  มุมแต่ละมุม  และคำนวณหาพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ดังนั้นเมื่อโยกจุดยอดของสามเหลี่ยมไปอยู่ ณ ตำแหน่งต่างๆ โดยที่หาความสูงเท่าเดิมพื้นที่ของสามเหลี่ยมย่อมคงที่เสมอ  นอกจากนั้นยังสามารถหาจุดออร์โทเซนเตอร์ (Orthocenter)  ของสามเหลี่ยมได้อีกด้วยวัชรสันต์ อินธิสาร (2547: 22-24)  กล่าวถึงความสามารถของโปรแกรม GSP ไว้ดังนี้1.  ความสามารถในการให้คำจำกัดความเรื่องกราฟ และความแตกต่างของเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบซึ่งพัฒนาให้ใช้ได้กับวิชาคณิตศาสตร์เกี่ยวกับเรขาคณิต  ตรีโกณมิติ พีชคณิตและแคลคูลัส อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในวิชาวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับกลศาสตร์และวิชาศิลปะ2.  รูปแบบการเคลื่อนที่ (Animation) ทำให้มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการใช้3.  สามารถใช้งานได้หลากหลายด้วยเครื่องมือลักษณะพิเศษเฉพาะ และสร้างแฟ้มเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การนำเสนอ การออกแบบกิจกรรม การแบ่งผสาน และแก้ไขในเรื่องการคำนวณ สามารถดัดแปลงให้สามารถใช้งานได้ง่าย เป็นต้น4.  การใช้การคำนวณและฟังก์ชันต่างๆ ง่ายต่อการดัดแปลงรูป (Split Verge)5.  ผู้ใช้สามารถบูรณาการไปสู่กิจกรรมทางเรขาคณิตบนเว็บ (Web - base)6.  สามารถใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการวินโดว์(Window)  และเมคอินทอช(Macintosh)7.  สามารถสร้างรูปที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้ง่ายขึ้น8.  เพิ่มกราฟิกให้มีสีสันของวัตถุ  ตัวอักษร และพื้นหลังที่น่าประทับใจ9.  ใช้เพิ่มสีในมิติพิเศษ(Parametric Colour) ในมุมมองที่มากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับเริ่มต้นและระดับสูง                                10. สามารถเลือกวัตถุ (Multiple Objects) ได้ง่ายมากขึ้นจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม GSP  ที่กล่าวมาข้างต้นผู้รายงานสรุปได้ว่า  โปรแกรม  GSP  เป็นสื่อเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ ครู  นักเรียน หรือผู้สนใจ ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหา  และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง  ตามจินตนาการของผู้ใช้  ด้วยความสามารถของโปรแกรม  GSP  ดังนี้                                 1.  ด้านคณิตศาสตร์  โปรแกรม  GSP  สามารถสร้างรูปเรขาคณิตตามที่ต้องการได้สะดวก  รวดเร็ว  มีสีสันสวยงาม  และสามารถนำกลับมาใช้ได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ โดยสร้างเป็นเครื่องมือกำหนดเอง         

                                2.  ด้านการนำเสนอ  คำสั่งในเมนูต่างๆ ของโปรแกรม  GSP  ใช้สร้างงานได้หลากหลายด้วยลักษณะพิเศษเฉพาะ  สามารถนำเสนอผลงานด้วยการเคลื่อนไหว  ซ่อน/แสดงเนื้อหาทางคณิตศาสตร์  เพิ่มกราฟิกให้มีสีสันสวยงามสะดุดตา  โดยมีปุ่มแสดงการทำงานต่างๆ เป็นเครื่องมือช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ  นักเรียนสามารถนำงานที่สร้างในแบบร่างมานำเสนอในชั้นเรียนในรูปโครงงาน  หรือชิ้นงานทางคณิตศาสตร์ได้ 

                                                              3.  ด้านการสำรวจ  โปรแกรม  GSP  สามรถใช้สำรวจ  และสร้างข้อสรุปเกี่ยวกับสมบัติของรูปเรขาคณิต  อีกทั้งนำไปประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ได้อีกด้วย    

                                  4.  ด้านศิลปะ และการเคลื่อนไหว                             โปรแกรม  GSP  สามารถสร้างรูป  และใช้คำสั่งจากเมนูต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ภายใน  สร้างสี  สร้างรอยทำให้เกิดลวดลายแบบต่างๆ ตามที่ต้องการ ได้อย่างสวยงามโดยไม่ซ้ำแบบใคร       

จากความสามารถและการศึกษาการใช้งานโปรแกรม GSP  ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลให้ผู้รายงานเลือกใช้โปรแกรม GSP  เป็นเครื่องมือในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนการสอน  เรื่องรูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 23.3  งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม GSP                   วรรณวิภา สุทธเกียรติ (2542: 81-85)  ได้ทำการพัฒนาบทเรียนเรขาคณิตที่ใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนเรขาคณิตที่ใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์(GSP)  บทเรียนประกอบด้วยเนื้อหาเรขาคณิตที่เป็นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์กิจกรรมการเรียนรู้มีลักษณะส่งเสริมให้นักเรียนคิดจินตนาการเพิ่มพูนความรู้ทางเรขาคณิตด้วยการลงมือปฏิบัติเอง โดยการสำรวจ  ตั้งข้อคาดเดา และสืบเสาะหาเหตุผล ตามความเหมาะสมเพื่อตรวจสอบข้อคาดเดา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ตามขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนทางเรขาคณิต  ได้แก่นักเรียนอาสาสมัครจำนวน 42 คน ซึ่งเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์  โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย  ปีการศึกษา 2541   ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนเรขาคณิตมีคุณภาพตามเกณฑ์การตัดสิน 70/70  ดังนั้นบทเรียนเรขาคณิตที่พัฒนาขึ้นสามารถทำให้นักเรียน เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ และได้บทเรียนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด สุจิรา มุสิกะเจริญ (2542: 49-50) ได้ทำการวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องเส้นขนานและความคล้าย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ทางเรขาคณิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องเส้นขนานและความคล้าย  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง เป็นนักเรียน ม. 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2542 จำนวน 75 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 38 คน เป็นกลุ่มที่เรียนโดยใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ทางเรขาคณิต  คือโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad ซึ่งจัดกิจกรรมเป็น 3 ขั้นตอน คือ สร้างรูป  ทดลอง(ลองผิดลองถูก) และหาข้อสรุป  และกลุ่มควบคุม37 คน  เป็นกลุ่มที่เรียนโดยไม่ใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ทางเรขาคณิต  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือแบบวัดความผลความสามารถด้านมิติสัมพันธ์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ทางเรขาคณิตมีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง  เส้นขนานและความคล้ายไม่แตกต่างกับนักเรียนที่เรียนโดยไม่ใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ทางเรขาคณิต                 อำนาจ เชื้อบ่อคา (2547: 28-31) ได้ทำการวิจัยเรื่องผลการใช้โปรแกรม GSP ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พาราโบลา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พาราโบลา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม GSP กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จำนวน 48 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One - Group Pretest-Posttest Design  ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  เรื่องพาราโบลา หลังจากได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรม GSP สูงกว่าก่อนได้รับการสอนด้วยโปรแกรม GSP อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01                อรรถศาสตร์ นิมิตพันธ์ (2542: 59-63) ได้ศึกษาผลของการใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 4 ขั้น  ที่มีต่อความสามารถในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องความเท่ากันทุกประการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่จำนวน 44 คน โดยนักเรียนใช้โปรแกรมเดอะจีออเมเตอร์สเก็ตแพต( The Geometer’s Sketchpad : GSP) ประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้น คือ สำรวจ  ตั้งข้อคาดเดา  สืบเสาะหาเหตุผล  และสรุป พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความสามารถในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนสูง ปานกลางและต่ำ  มีความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละเฉลี่ย 40.33,  30.00  และ 26.39 ตามลำดับ                วัชรสันต์ อินธิสาร (2547: 62-102)  ได้ทำการวิจัยเรื่องผลการพัฒนามโนทัศน์ทางเรขาคณิตและเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้โปรแกรม The Geometer’s  Sketchpad โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา  เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางเรขาคณิต และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  สูง ปานกลาง และต่ำ  หลังเรียนด้วยโปรแกรมเดอะจีออเมเตอร์สเก็ตแพต ( The Geometer’s Sketchpad: GSP) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรนารีวิทยา  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา   ปีการศึกษา 2547 จำนวน 60 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สูง  ปานกลาง และต่ำ ใช้เวลาในการสอนทั้งหมด 5 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบวัดเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์  และแบบวัดมโนทัศน์ทางเรขาคณิตผลการวิจัยพบว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีมโนทัศน์ทางเรขาคณิตหลังเรียนโดยใช้โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad  ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 และพบว่า นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สูง ปานกลาง และต่ำ มีมโนทัศน์ทางเรขาคณิตหลังเรียนโดยใช้โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดย นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงมีมโนทัศน์ทางเรขาคณิตสูงกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ปานกลางและต่ำ  นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลางมีมโนทัศน์ทางเรขาคณิตสูงกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ   และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ปานกลาง มีเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการเรียนโดยใช้โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad  สูงกว่าก่อนเรียน ส่วนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ต่ำมีเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .05                จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้โปรแกรม GSP เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า โปรแกรม GSP เป็นสื่อเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนเรขาคณิตทั้งในการสำรวจ การตั้งข้อความคาดการณ์ และการตรวจสอบข้อความคาดการณ์ที่ตั้งไว้  ส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยเหตุนี้ผู้รายงานจึงนำ  โปรแกรม GSP มาใช้ในการศึกษา                 

 

           บทที่ 3วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้1.  การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง2.  การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า3.  การเก็บรวบรวมข้อมูล4.  การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา)  สำนักงานเขตบางขุนเทียน  กรุงเทพมหานคร จากทั้งหมด 4 ห้องเรียน จำนวน 175 คนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า                    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา) จำนวน 1 ห้องเรียน  รวม 35 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเกาะกลุ่ม (Cluster  Sampling) โดยจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถของนักเรียนที่มีระดับเก่ง ปานกลาง และอ่อนอยู่ในห้องเดียวกัน การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1.  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ประกอบด้วย  หน่วยย่อย 4 หน่วย  ใช้เวลา  14  ชั่วโมง  ดังนี้                                1.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                 เวลา  2  ชั่วโมง                                1.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                              เวลา  7  ชั่วโมง                                1.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                              เวลา  3  ชั่วโมง                                1.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                                      เวลา  2  ชั่วโมง2.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต  แบบปรนัย 3 ตัวเลือกขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP ผู้รายงานได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตามขั้นตอน  ดังนี้1.  ศึกษาบทความทางวิชาการ ที่เกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนในประเทศไทยและแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ 2.  ศึกษาหลักการ มาตรฐานการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นที่ 1 (ประถมศึกษาปีที่ 1-3) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 25443.  ศึกษาเนื้อหาเรื่อง รูปเรขาคณิต จากหนังสือต่อไปนี้3.1  คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน คณิตศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  (กระทรวงศึกษาธิการ.  2547)3.2  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน คณิตศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (กระทรวงศึกษาธิการ.  2551)3.3  หนังสือเรียนบูรณาการ  สาระการเรียนรู้พื้นฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (แอนดริวส์, แองเจลา กิกลิโอ; และคนอื่น ๆ.  2550)3.4  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชุดปฏิรูป : รู้วิธีการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ป.2  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์; และคนอื่น ๆ.  2547)3.5  แผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (ภาคเรียนที่ 2) (วัชรพงศ์ โกมุทธรรมวิบูลย์; และคนอื่น ๆ.  2547)3.6  แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  คณิตศาสตร์ เล่ม 2  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (กระทรวงศึกษาธิการ.  2548)4.  ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต และคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์5.  กำหนดกรอบเนื้อหา  และรูปแบบชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยผู้รายงานได้แบ่งเนื้อหาเป็น 4 หน่วย ประกอบด้วย                                5.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                 เวลา  2  ชั่วโมง                                5.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                              เวลา  7  ชั่วโมง                                5.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                              เวลา  3   ชั่วโมง                                5.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                                      เวลา  2  ชั่วโมง6.  จัดทำบทเรียนตามกรอบเนื้อหาในหน่วยการเรียนข้อ 5.1-5.4 ของข้อ 57.  จัดทำใบกิจกรรม โดยออกแบบใบกิจกรรมให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ในเอกสารหน่วยการเรียนแต่ละหน่วย                                        8.  สร้างคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับครูและนักเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการใช้กิจกรรมการเรียนการสอนที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ9.  จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  โครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย  ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้  เวลาที่ใช้  สาระสำคัญจุดประสงค์การเรียนรู้  สาระการเรียนรู้  กิจกรรมการเรียนรู้  สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้  และบันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้10. ดำเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP11. หลังจากที่ผู้รายงานได้ทำการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  และแผนการจัดการเรียนรู้ เสร็จแล้วก็นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  ความเหมาะสมของการจัดกิจกรรม และความเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วปรับปรุงและแก้ไข ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ12. นำชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียน  ดังนี้12.1  ทดลองครั้งที่  1  ผู้รายงานได้ทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  และแผนการจัดการเรียนรู้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/3  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา)  สำนักงานเขตบางขุนเทียน  กรุงเทพมหานคร  จำนวน 3 คน  โดยเลือกนักเรียน  เก่ง  ปานกลาง และอ่อน  อย่างละ 1 คน  เพื่อหาข้อบกพร่องในด้านต่างๆ ผลการทดลองพบว่า  นักเรียนที่เรียนใช้เวลามากเกินไป  ส่วนนักเรียนเก่งทำได้อย่างเหมาะสมกับเวลา  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์มีพิมพ์ผิด  และได้ทำการปรับปรุง12.2  ทดลองครั้งที่  2  ผู้รายงานได้ทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP    คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  ละแผนการจัดการเรียนรู้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/3  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา)  สำนักงานเขตบางขุนเทียน  กรุงเทพมหานคร  จำนวน  10  คน  ที่เรียนเก่ง  3  คน  ปานกลาง  4  คน  และอ่อน  3  คน  เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง  ความเหมาะสมของเนื้อหา  เวลา  การใช้ภาษา  การสื่อความหมาย  ผลทดลองพบว่า  กิจกรรมมากเกินไป  เวลาไม่เหมาะสม  จึงปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมกับผู้เรียน 12.3  ทดลองครั้งที่  3  เป็นการทดลองกับกลุ่มใหญ่  คือ  การนำชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  และแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ได้ปรับปรุงแล้ว  จากการทดลองครั้งที่ 2  ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/4  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา)  สำนักงานเขตบางขุนเทียน  กรุงเทพมหานคร  จำนวน  38  คน    เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต เป็นแบบทดสอบที่ใช้หลังจากปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน ครบแล้ว ซึ่งผู้รายงานดำเนินการตามขั้นตอน ต่อไปนี้                                1.  ศึกษาทฤษฎีและหลักการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากหนังสือเทคนิคการเขียนข้อสอบของชวาล แพรัตกุล (2520: 1-40) การวัด การวิเคราะห์ และการประเมินผลทางการศึกษาเบื้องต้นของกังวล เทียนกัณฑ์เทศน์ (2540: 92-112) และเทคนิคการวัดผลการเรียนรู้ของล้วน สายยศ; และ อังคณา สายยศ (2543: 196-198)                                2.  วิเคราะห์เนื้อหา สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้ ของเนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง  ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบและการวิเคราะห์แบบทดสอบ เพื่อใช้ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต       3.  สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์ตามที่กำหนด                 4.  นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน  5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา โดยพิจารณาว่าแบบทดสอบที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาดังนี้คะแนน +1 สำหรับข้อสอบที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้คะแนน  0  สำหรับข้อสอบที่ไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้คะแนน –1 สำหรับข้อสอบที่ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้5.  นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต ที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่านมาคำนวณหาค่า IOC แล้วคัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป จำนวน 60 ข้อ โดยมีดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่  0.60 -1.00  และได้ทำการปรับปรุงในส่วนที่บกพร่องก่อนจะนำไปทดลองใช้6.  นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2/4  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551  จำนวน 30 คน 7.  วิเคราะห์แบบทดสอบ โดยนำแบบทดสอบที่ได้จากการสอบในข้อ 6 มาตรวจให้คะแนน ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนน คือ ถ้าตอบถูกให้ 1 คะแนน ถ้าตอบผิด ไม่ตอบหรือตอบมากกว่า 1 คำตอบให้ 0 คะแนน8.  นำคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบแบบปรนัยในข้อ 7 มาวิเคราะห์หาความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (R) คัดเลือกข้อที่มีความยากง่ายตั้งแต่ .20 ถึง .80 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไปจำนวน 20 ข้อ9.  นำแบบทดสอบที่ผ่านการคัดเลือกในข้อ 8 มาคำนวณเพื่อหาค่าความเชื่อมั่น สำหรับแบบทดสอบปรนัย จำนวน 20 ข้อใช้สูตร KR - 20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson 20) ได้ค่าความเชื่อมั่น  0.8310. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาครั้งนี้ผู้รายงานทำการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นโดยใช้เวลาสอนตามตารางสอนปกติ รวมระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 15 ชั่วโมง  ดังนี้1.  ระยะเวลาที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 รวม 15 ชั่วโมง ดังนี้1.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                 เวลา  2  ชั่วโมง                                1.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                              เวลา  7  ชั่วโมง                                1.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                              เวลา  3   ชั่วโมง                                1.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                                      เวลา  2  ชั่วโมง                                1.5  ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                                         เวลา  1  ชั่วโมง2.  ผู้รายงานนำคะแนนที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล1.  หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน2.  ทดสอบสมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ที่ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถสอบผ่านเกณฑ์การเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  มากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด    3.  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล3.1  สถิติพื้นฐาน3.1.1  ค่าร้อยละ ใช้สูตร (ประภาพรรณ เส็งวงศ์.  2551: 89)

´ 100

ร้อยละ (ข้อมูลที่ศึกษา)   =

จำนวนข้อมูลทั้งหมด

จำนวนข้อมูลที่ศึกษา   

 

                                3.1.2  ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ใช้สูตร(บุญชม ศรีสะอาด.  2545: 105)                                            =                                  เมื่อ                   แทน    ค่าเฉลี่ย                                                 แทน    ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม                                                   แทน    จำนวนคะแนนในกลุ่ม                                               3.1.3  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สูตร (บุญเรียง ขจรศิลป์.  2542: 93)                                                                                                เมื่อ                     แทน    ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน                                                                     แทน    ผลรวมของคะแนนทั้งหมด                                                                  แทน     ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง                                                                             แทน    จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง3.2  สถิติที่ใช้ในการหาค่าประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (E1/ E2)  โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์.  2525: 248)                                                เมื่อ         E1            แทน      ประสิทธิภาพของของกระบวนการที่จัดไว้ในรูปแบบการสอนคิดเป็นร้อยละจากการทำกิจกรรมในระหว่างเรียน   ΣX        แทน      คะแนนรวมของนักเรียนจากการทำกิจกรรมการเรียนมีลักษณะเป็นการวัดผลเป็นระยะๆ (Formative Evaluation)A            แทน      คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมการเรียนระหว่างเรียนN            แทน      จำนวนผู้เรียนทั้งหมด                                                        เมื่อ         E2           แทน     ประสิทธิภาพของผลลัพธ์คิดเป็นร้อยละจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน       ΣF         แทน       คะแนนรวมของนักเรียนจากการทำแบบฝึกB             แทน      คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียนN            แทน      จำนวนผู้เรียนทั้งหมด3.3  สถิติที่ใช้ในการทดสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองดังนี้3.3.1  หาค่าดัชนีความสอดคล้องจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบ กับจุดประสงค์การเรียนรู้ ด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) (สุนันทา สุนทรประเสริฐ.  2550: 28)                                                                                              IOC    คือ     ดัชนีความสอดคล้อง                                                                   คือ     ผลรวมคะแนนความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ                                                                      คือ    จำนวนผู้เชี่ยวชาญ    3.3.2  หาค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (R) ของแบบทดสอบ1) หาค่าดัชนีความยาก ( P ) ( สุนันทา สุนทรประเสริฐ.  2550: 29)                                                                     แทน    ค่าความยากของข้อทดสอบ                                                                      แทน    จำนวนนักเรียนกลุ่มสูงที่ตอบข้อทดสอบถูก        แต่ละข้อ                                                                    แทน    จำนวนนักเรียนกลุ่มต่ำที่ตอบข้อทดสอบถูก        แต่ละข้อ                                                                    แทน    จำนวนนักเรียนทั้งหมด2)  หาค่าอำนาจจำแนก ( R )  ( สุนันทา สุนทรประเสริฐ.2550: 29)                                                                                แทน    อำนาจจำแนกของข้อทดสอบ                                                                     แทน    จำนวนนักเรียนกลุ่มสูงที่ตอบข้อทดสอบถูก       แต่ละข้อ                                                                    แทน     จำนวนนักเรียนกลุ่มต่ำที่ตอบข้อทดสอบถูก        แต่ละข้อ                                                                    แทน    จำนวนนักเรียนกลุ่มต่ำ3.3.3  หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรการคำนวณของคูเดอร์  ริชาร์ดสัน  Kuder - Richardson  KR - 20  (ประภาพรรณ เส็งวงศ์.  2550: 73-74)                                                           =                                                                              คือ   ค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบทั้งฉบับ                                                                            คือ   จำนวนข้อแบบทดสอบชุดนั้น                                                                         คือ   ความแปรปรวนของคะแนนรวม                                                                           คือ   สัดส่วนของผู้ที่ตอบถูกแต่ละข้อ                                                                            คือ   สัดส่วนของผู้ที่ตอบผิดแต่ละข้อ   3.4  สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐาน                                                - สถิติที่ใช้ทดสอบ คือ การทดสอบ Z  (ชัชวาลย์ เรืองประพันธ์.  2539)                                                                                                                            คือ    ค่าสัดส่วนที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง                                                                            คือ    ค่าสัดส่วนที่หาได้จาก                                                                             คือ    ขนาดตัวอย่าง                          

 

บทที่ 4ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษา   การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์   เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา )ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้                                1.  เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80                                2.  เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ผู้รายงานดำเนินการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โดยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2  ตอนดังนี้ตอนที่ 1   ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต    โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ตอนที่ 2   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2  โดยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  คิดเป็นร้อยละ 80 ของจำนวนผู้เรียนทั้งหมด               ตอนที่ 1   ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSPผลการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์   เรื่อง รูปเรขาคณิต   โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   โดยทำการทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 38 คน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏในตาราง 1  และตาราง 2 ตาราง 1   แสดงค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80  ตัวแรก  (E1)   

กิจกรรมที่ เรื่องรูปเรขาคณิต คะแนนเต็ม 12  คะแนนคะแนนเฉลี่ยที่ได้ ค่าร้อยละ
1 รูปเปิด – รูปปิด 10 81.58
2 การสร้างรูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม และรูปวงกลม 10 83.99
3 การสร้างเครื่องมือกำหนดเอง 11 87.94
4 เอกสารฝึกหัด 6 10 85.96
5 เอกสารฝึกหัด 7 10 84.87
6 การประดิษฐ์ลวดลายจากรูปเรขาคณิต 10 87.28
7 เอกสารฝึกหัด 11 10 87.06
8 เอกสารฝึกหัด 12 10 85.09
9 การประดิษฐ์ลวดลายจากทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก 10 85.09
10 เอกสารฝึกหัด 15 10 87.28
11 เอกสารฝึกหัด 16 10 83.55
รวมเฉลี่ย 10 85.43

 จากตาราง 1  แสดงค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ที่สร้างขึ้น  เมื่อพิจารณาผลในแต่ละกิจกรรมแล้ว พบว่า  ทุกกิจกรรมมีประสิทธิภาพสูง จากเกณฑ์มาตรฐาน 80  ได้คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ  85.43  แสดงว่า  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80  ตัวแรกที่ตั้งไว้ ตาราง 2   แสดงค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน  80  ตัวหลัง (E2)   

ชุดกิจกรรม คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ยที่ได้ คิดเป็นร้อยละ
เรื่องรูปเรขาคณิต 20 16.42 82.10
เฉลี่ยรวม 20 16.42 82.10

จากตาราง 2  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80  ตัวหลัง เมื่อพิจารณาผลจากการทำแบบทดสอบแล้ว พบว่า  ผลที่ได้มีประสิทธิภาพสูง จากเกณฑ์มาตรฐาน 80  ตัวหลังได้คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ  82.10  แสดงว่า  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80  ตัวหลังที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอน    คณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้น        ประถมศึกษาปีที่ 2    โดยผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60  คิดเป็นร้อยละ 80 ของจำนวน      ผู้เรียนทั้งหมดค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้คะแนนผลการเรียนรู้ หลังจากสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 80 ของจำนวนผู้เรียนทั้งหมด   ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏในตาราง 3   ตาราง 3  แสดงค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้คะแนนผลการเรียนรู้ หลังจากสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม 

กลุ่มตัวอย่าง  จำนวนนักเรียน(คน)  จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม(คน) ค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 35 34 97.22

 จากตาราง 3 พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 35 คน ที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม มีจำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 97.14   ซึ่งเป็นไปตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ การทดสอบสมมุติฐานการทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังจากสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  มีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไปของจำนวนนักเรียนทั้งหมด โดยใช้สถิติทดสอบ Z ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏในตาราง 4 ตาราง 4  แสดงผลจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังจากสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  มีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไป ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด โดยใช้สถิติทดสอบ Z 

กลุ่มตัวอย่าง  จำนวนนักเรียน(คน) จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม สถิติทดสอบZ ค่าวิกฤต 
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 35 34 2.514 1.645*

 * ที่ระดับนัยสำคัญ .05                จากตาราง 4   พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  หลังจากสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP มีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไปของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ที่ระดับนัยสำคัญ .05  ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  มีความสามารถในการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น                    บทที่ 5สรุป  อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   มีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้                 ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า1.  เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/802.  เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 สมมุติฐานในการศึกษาค้นคว้า1.  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80                2.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถสอบผ่านเกณฑ์การเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  มากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด     วิธีดำเนินการวิจัยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศาลเจ้า(ห้าวนุกูลวิทยา) จำนวน 1 ห้องเรียน  รวม 35 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเกาะกลุ่ม (Cluster  Sampling)  โดยจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถของนักเรียนที่มีระดับเก่ง ปานกลาง และอ่อนอยู่ในห้องเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1.  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ประกอบด้วย  หน่วยย่อย 4 หน่วย  ใช้เวลา  14  ชั่วโมง  ดังนี้                                 1.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                 เวลา  2  ชั่วโมง                                1.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                              เวลา  7  ชั่วโมง                                1.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                              เวลา  3  ชั่วโมง                                1.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                                      เวลา  2  ชั่วโมง2.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง รูปเรขาคณิต  แบบปรนัย 3 ตัวเลือก การเก็บรวบรวมข้อมูล1.  ผู้รายงานทำการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นโดยใช้เวลาสอนตามตารางสอนปกติ รวมระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 15 ชั่วโมง  ดังนี้1.1  หน่วยที่ 1  การใช้งานโปรแกรม  GSP                                 เวลา  2  ชั่วโมง                                1.2  หน่วยที่ 2  รูปเรขาคณิตสองมิติ                                              เวลา  7  ชั่วโมง                                1.3  หน่วยที่ 3  รูปเรขาคณิตสามมิติ                                              เวลา  3   ชั่วโมง                                1.4  หน่วยที่ 4  แบบรูปของรูปเรขาคณิต                                      เวลา  2  ชั่วโมง                                1.5  ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                                         เวลา  1  ชั่วโมง2.  ผู้รายงานนำคะแนนที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ การวิเคราะห์ข้อมูล1.  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียน  ของนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อหาประสิทธิภาพ2.  ค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ที่ได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม3.  การทดสอบจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ที่สอบผ่านเกณฑ์การเรียนชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP   ที่มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด  สรุปผลการศึกษา1.  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการและของผลลัพธ์เท่ากับ  85.43 / 82.10  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80)2.  นักเรียนกลุ่มตัวอย่างชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็มจากการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สามารถผ่านเกณฑ์จำนวน 34 คน มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่  14.60  คิดเป็นร้อยละ 97.22    ของจำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   ที่สอบผ่านเกณฑ์การเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ที่ระดับนัยสำคัญ .05   ดังนั้น  จึงสรุปได้ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความสามารถในการเรียนเรื่องรูปเรขาคณิต โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น อภิปรายผลจากการศึกษาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   หลังจากเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2    มีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ผ่านการสอบเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไป ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ที่ระดับนัยสำคัญ .05  จากผลการศึกษาการที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  สามารถสอบผ่านเกณฑ์  การสอบการเรียนเรื่องรูปเรขาคณิต  เป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 80ขึ้นไปของจำนวนนักเรียนทั้งหมด  อาจเนื่องมาจาก1.  กิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นโดย ใช้โปรแกรม GSP ประกอบการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนสามารถมองเห็นภาพ   ทำ   สร้าง  สำรวจ   และสังเกตความ  แตกต่างของเนื้อหาในการเรียนจากนามธรรมเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น  การสร้างรูปวงกลม  รูปสามเหลี่ยม  รูปสี่เหลี่ยม  ซึ่งสอดคล้องกับที่บรูเนอร์ (ทิศนา แขมมณี.  2550: 66)  มนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง  (discovery  learning)     ซึ่ง ได้เสนอระดับการเรียนรู้ไว้  3  ระดับ  คือ                1)  ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive  Stage)  คือ  ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี  การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ                2)  ขั้นการเรียนรู้จากความคิด  (Iconic  Stage)  เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้  และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้                3)  ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม  (Symbolic  Stage)  เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้  โดยที่ชุดกิจกรรมจะเป็นตัวส่งเสริมเนื้อหาที่ครูได้สอนไปทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาและได้ทำสิ่งที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น2.  โปรแกรม GSP  เป็นโปรแกรมที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถสร้างรูปได้อย่างรวดเร็วรวมทั้งยังสามารถทำภาพเคลื่อนไหว มีสีสันสวยงาม และเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยทำตามขั้นตอนที่ครูสาธิตและมีคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม   ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาเพิ่มเติม  หรือทบทวนขั้นตอนการสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง  ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น เกิดความสนใจอยากเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับ  เพเพอร์ท (Seymour  Papert )  (ทิศนา แขมมณี.  2550:96 -97)  การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเองและเห็นว่า สื่อ  เทคโนโลยี วัสดุ และอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถนำมาใช้เป็นสื่อในการสร้างความรู้ด้วยตนเองได้เป็นอย่างดีการเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเองและด้วยตนเองของผู้เรียน   หากผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความคิดและนำความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม  จะทำให้เห็นความคิดนั้นเป็นรูปธรรมชัดเจน  ทำให้บรรยากาศการเรียน ตื่นเต้น  สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ  ข้อเสนอแนะ1.  ข้อเสนอแนะทั่วไป1.1  ประสานงานกับฝ่ายวิชาการ เพื่อจัดตารางการใช้ห้องคอมพิวเตอร์1.2  ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้โปรแกรม GSP  ครูควรสำรวจจำนวนนักเรียนที่บ้านมีเครื่องคอมพิวเตอร์  และให้ชุดกิจกรรม พร้อมแผ่นโปรแกรม GSP กับนักเรียนกลุ่มดังกล่าวเพื่อนำไปศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลาได้  1.3  ควรมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งโปรแกรม GSP   และชุดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้โปรแกรม  ประจำห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน                     2.  ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัย2.1  ควรมีการสร้างชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยใช้โปรแกรม GSP  สำหรับเนื้อหาอื่นๆ หรือในระดับชั้นอื่นๆ                                2.2  ควรทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบระหว่างการสอนคณิตศาสตร์ในเนื้อหาต่างๆ โดยใช้โปรแกรม GSP กับการสอบแบบปกติ                          บรรณานุกรมกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.  (2546).  การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้                คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช                 2544.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).                .  (2544).  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ:               วัฒนาพานิช จำกัด.              .  (2547).  คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  คณิตศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.                .  (2548).  แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  คณิตศาสตร์  เล่ม 2  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว..  (2551).  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  คณิตศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2.  พิมพ์ครั้งที่  6.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.กังวล เทียนกัณฑ์เทศน์.  (2540). การวัด การวิเคราะห์ การประเมินทางการศึกษาเบื้องต้น.พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ.ชวาล แพรัตกุล.  (2520).  เทคนิคการเขียนข้อสอบ.  กรุงเทพฯ: ...  ถ่ายเอกสาร.ชัชวาลย์ เรืองประพันธ์.  (2539).  สถิติพื้นฐาน พร้อมตัวอย่างการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม minitab SPSS/TC และ SAS.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา.ชัยยงค์ พรหมวงศ์.  (2525).  ชุดการสอนระดับประถมศึกษาในเอกสารการสอนชุดวิชาสื่อการสอนระดับประถมศึกษา หน่วย ที่ 8-15.  กรุงเทพฯ: ป. สัมพันธ์พานิชย์.ชัยยงค์ พรหมวงศ์.  (2523).  นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษากับการสอนระดับอนุบาล.กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิช.ชัยยงค์ พรหมวงศ์; และคนอื่นๆ.  (2523).  เอกสารการสอนชุดวิชา เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา.กรุงเทพฯ: สำนักเทคโนโลยีการศึกษา.  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.  ถ่ายเอกสาร.ไชยยศ เรืองสุวรรณ.  (2526).  เทคโนโลยีทางการศึกษา.  กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช.  ถ่ายเอกสาร.ณัฐกฤษ จันทร์ตะ. (2548).  การพัฒนาชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ไขปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.  วิทยานิพนธ์ ค.. (หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์).  นครสวรรค์: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์.ถ่ายเอกสาร.ถาวร ลักษณะ.  (2548). การพัฒนาชุดการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ค.. (หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์).  นครสวรรค์: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์.  ถ่ายเอกสาร.ทิศนา แขมมณี.  (2550).  ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.  พิมพ์ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ธงชัย ขำเทศเจริญ.  (2546).  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคท. วิทยานิพนธ์ ค.. (เทคโนโลยีและสื่อสารทางการศึกษา).  นครราชสีมา: มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา. ถ่ายเอกสาร.นิพนธ์ ฝ่ายบุญ.  (2548).  การพัฒนาชุดกิจกรรมโดยใช้วิธีสอนแบบปฏิบัติการ เรื่อง ทฤษฎีบทปีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.  สารนิพนธ์ กศ.. (การมัธยมศึกษา).  กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  ถ่ายเอกสาร.บุญเกื้อ ควรหาเวช.  (2545).  นวัตกรรมการศึกษา.  กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด SR Printing.ถ่ายเอกสาร.บุญชม ศรีสะอาด.  (2541).  การพัฒนาการสอน.  มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม.  ถ่ายเอกสาร.บุญชม ศรีสะอาด.  (2545).  การวิจัยเบื้องต้น.  พิมพ์ครั้งที่ 7.  กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.            บุญเรียง ขจรศิลป์.  (2542).  สถิติวิจัย 1.  กรุงเทพฯ: หจก. พี เอ็น การพิมพ์.ประภาพรรณ เส็งวงศ์.  (2550).  การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยการวิจัยในชั้นเรียน.  กรุงเทพฯ: อี. เค. บุ๊คส์.             .  (2551).  การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการวิจัยในชั้นเรียน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.ปุณยพล จันทร์ฝอย.  (2551).  ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยใช้                โปรแกรม C.a.R. สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4.  ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.                 (คณิตศาสตร์).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  ถ่ายเอกสาร.  ผ่องศรี หวานเสียง.  (2547).  ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการเรียนแบบซิปปา เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ค.. (หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์).  เชียงราย: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงราย.  ถ่ายเอกสาร.ภีมวัจน์ ธรรมใจ.  (2548).  คู่มือการใช้งานโปรแกรม GSP 4.06 (Thai Version) เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการเรขาคณิตแบบพลวัต.  กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.).ยุพิน พิพิธกุล.  (2549).  การสอนคณิตศาสตร์ สำหรับประถมศึกษา.  กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.ล้วน สายยศ; และ อังคณา สายยศ.  (2543).  เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ:สุวีริยาสาส์น.  ถ่ายเอกสาร.วรรณวิภา สุทธเกียรติ.  (2542).  การพัฒนาบทเรียนเรขาคณิตที่ใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้.  ปริญญานิพนธ์ กศ.. (คณิตศาสตร์ศึกษา).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  ถ่ายเอกสาร.วรรณะ วงศ์สวัสดิ์.  (2536).  สภาพและปัญหาในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ของโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี.  วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (การประถมศึกษา).เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  ถ่ายเอกสาร.วัชรพงศ์ โกมุทธรรมวิบูลย์; และคนอื่น ๆ.  (2547).  แผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  (ภาคเรียนที่ 2).  กรุงเทพฯ: พัฒนา.วัชรสันต์ อินธิสาร.  (2547).  ผลของการพัฒนามโนทัศน์ทางเรขาคณิตและเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้โปรแกรม The Geometer’sSketchpad.  วิทยานิพนธ์ ค.. (การศึกษาคณิตศาสตร์).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  ถ่ายเอกสาร.วัฒนาพร ระงับทุกข์.  (2542).  แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง.  กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส.วิชัย วงษ์ใหญ่.  (2525).  การพัฒนาหลักสูตรและการสอนมิติใหม่.  กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.  (2548).  คู่มือแนะนำการใช้งาน  The Geometer’s Sketchpad ซอฟต์แวร์สำรวจเชิงคณิตศาสตร์ เรขาคณิตพลวัต.  กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี..  (2546).  คู่มือวัดผลประเมินผลคณิตศาสตร์.  ม.ป.พ..  (2548).  คู่มืออ้างอิง  The Geometer’s Sketchpad ซอฟต์แวร์สำรวจเชิงคณิตศาสตร์  เรขาคณิตพลวัต.  กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี..  (2551).  เอกสารสำหรับผู้รับการอบรม การอบรมครูระบบทางไกล หลักสูตรมาตรฐานการอบรมครู (หลักสูตรกลาง) หลักสูตรที่ 1 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา.  กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.สมวงษ์ แปลงประสพโชค; และคนอื่น ๆ.  (2551, สิงหาคม-ตุลาคม).  ผลสำรวจสาเหตุนักเรียนไทยอ่อนคณิตศาสตร์และแนวทางแก้ไข.  คณิตศาสตร์.  53(599-601): หน้า 20-28.   สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์; และคนอื่น ๆ.  (2547).  หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  ชุดปฏิรูป: รู้วิธีการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ป.2  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์.  กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช. สิริพร ทิพย์คง.  (2545).  หลักสูตร และการสอนคณิตศาสตร์.  กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ.สุจิรา มุสิกะเจริญ.  (2542).  การเปรียบเทียบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์และผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนานและความคล้าย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ทางเรขาคณิต.  วิทยานิพนธ์ ค.. (การศึกษาคณิตศาสตร์).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  ถ่ายเอกสาร.สุนันทา บุญประเสริฐ.  (2550).  แนวทางการเขียนรายงาน เอกสารประกอบการอบรมปฏิบัติการ                ของสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูสู่ผู้เรียน.  ราชบุรี: ธรรมรักษ์การพิมพ์.สุวิทย์ มูลคำ; และ สุนันทา บุญประเสริฐ.  (2550).  การพัฒนาผลงานทางวิชาการ สู่การเลื่อนวิทยฐานะ.  กรุงเทพฯ: อี เค บุ๊คส์.สุวิทย์ มูลคำ; และ อรทัย มูลคำ.  (2545).  20 วิธีการจัดการเรียนรู้.  กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา.  (2545).  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545.  กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.อรทัย ศรีอุทธา.  (2547).  ชุดกิจกรรมแบบปฏิบัติการ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.  สารนิพนธ์ กศ.. (การมัธยมศึกษา).  กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  ถ่ายเอกสาร.อรรถศาสน์ นิมิตรพันธ์.  (2542).  ผลของการใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ประกอบกิจกรรมการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 4 ขั้น ที่มีต่อความสามารถในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความเท่ากันทุกประการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.  วิทยานิพนธ์ ค.. (การศึกษาคณิตศาสตร์).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  ถ่ายเอกสาร.อำนาจ เชื้อบ่อคา.  (2547).  ผลของการใช้โปรแกรม GSP ที่มีผลต่อสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พาราโบลา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.  สารนิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.  แอนดริวส์, แองเจลา กิกลิโอ; และคนอื่น ๆ.  (2550).  หนังสือเรียนบูรณาการ  สาระการเรียนรู้                พื้นฐาน  คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1.  แปลโดย สุวร กาญจนมยูร; และคนอื่น ๆ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แปลนพริ้นท์ติ้ง.                        

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 319 คน กำลังออนไลน์