ห้องเรียนครูวัชรี กมลเสรีรัตน์ ชั้น ม. 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ รายวิชาประวัติศาสตร์ไทย 1 ส31103

รูปภาพของ silavacharee

สวัสดีค่ะ นักเรียนชั้นม. 4 ที่รักทุกคน

                         ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 นักเรียนชั้นม. 4 ทุกคนจะต้องเรียนในรายวิชา ประวัติศาสตร์ไทย 1 รหัส ส31103 ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้คือ

  •                                   หน่วยการเรียนรู้ที่ 1   เรื่อง   เวลา ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์  และวิธีการทางประวัติศาสตร์
  •                                                                   เวลา ยุคสมัย และศักราชในประวัติศาสตร์ไทย
  •                                                                   การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย
  •                                                                   วิธีการทางประวัติศาสตร์
  •                                                                   การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์
  •                                                                 
  •                                   หน่วยการเรียนรู้ที่ 2     เรื่อง  พัฒนาทางประวัติศาสตร์ไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน
  •                                                                           ประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย
  •                                                                                  แนวความคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย
  •                                                                                  อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและอิทธิพลที่มีต่อสังคมไทย
  •                                                                                  ปัจจัยที่มีผลต่อการสถาปนาอาณาจักรไทย
  •                                                                                  การปฏิรูปการเมืองการปกครอง
  •                                                                                  การยกเลิกระบบไพร่ และการเลิกทาส
  •                                                                                  บทบาทของสตรีไทย
  •                                                                           
  •                                   หน่วยการเรียนรู้ที่ 3     เรื่อง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทย
  •                                                                             การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5
  •                                                                             พระบรมวงศานุวงศ์ที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์ชาติไทย
  •                                                                                                       
  •                 งานชิ้นที่ 1 กำหนดส่งได้ตั้งแต่ บัดนี้ - 30 มิถุนายน 2554 เวลา 24.00 น

    คำสั่ง ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ไปสืบค้นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีการใช้เวลาและยุคสมัยมากลุ่มละ 1 เหตุการณ์แล้วให้นักเรียนวิเคราะห์เหตุการณ์ตามประเด็นที่กำหนดได้แก่

    1. ข้อความที่ค้นคว้ามาแสดงถึงช่วงเวลา และยุคสมัยใด

    2. ยุคสมัยที่เกิดเหตุการณ์นั้น มีลักษณะเด่นอย่างไร

    3. การแบ่งเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์มีประโยชน์อย่างไรต่อการศึกษาประวัติศาสตร์

    เมื่อค้นคว้าเสร็จแล้วให้นักเรียนนำลงไปสร้างเป็นบล๊อค ใน www. thaigoodview .com

                     

  •                                                                       
  •                                  
  •                                                        
  •                                                               

 

ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มนับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา หากแต่ในอาณาเขตประเทศไทย พบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึงห้าแสนปี[1] ทั้งยังมีหลักฐานของอารยธรรมและรัฐโบราณในอาณาเขตดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

อาณาจักรสุโขทัยซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1781 ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นอกจากนี้ ในรัชสมัยของพระองค์ยังมี แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์ อาณาจักรอยุธยาก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 1893 มีความยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรสุโขทัยเดิม เนื่องจากมีการติดต่อกับชาติตะวันตก ก่อนจะล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2310 พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลกอบกู้เอกราช และย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325

การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้ชาติตะวันตกหลายชาติเข้ามาทำสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมอีกหลายฉบับ ต่อมา แม้จะมีการเสียดินแดนหลายครั้งให้แก่ฝรั่งเศสและอังกฤษ แต่อาณาจักรสยามก็ไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก กุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายพันธมิตร ทำให้สยามได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ อันนำมาซึ่งการแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมทั้งหลาย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ทำให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้ลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา โดยมีนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในระบอบเผด็จการในทางปฏิบัติอยู่หลายทศวรรษ ประเทศไทยประสบกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และได้มีการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหารผ่านการก่อรัฐประหารหลายสิบครั้ง อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นได้มีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาธิปไตยในประเทศเริ่มมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตการณ์การเมือง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548

เนื้อหา

[ซ่อน]

  • 1 การแบ่งยุคสมัย
  • 2 ยุคก่อนประวัติศาสตร์และรัฐโบราณในประเทศไทย
    • 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท
    • 2.2 รัฐโบราณในประเทศไทย
  • 3 สมัยอาณาจักรสุโขทัย และยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา
    • 3.1 สาเหตุการเลือกอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย
  • 4 สมัยอาณาจักรอยุธยา
  • 5 สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์
    • 5.1 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
    • 5.2 การเผชิญหน้ากับมหาอำนาจตะวันตก
    • 5.3 การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย
    • 5.4 สงครามโลกครั้งที่สอง
    • 5.5 สงครามเย็น
    • 5.6 การพัฒนาประชาธิปไตย
  • 6 อ้างอิง
  • 7 บรรณานุกรม
  • 8 ดูเพิ่ม

การแบ่งยุคสมัย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย”

การจัดแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ของไทยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแสดงพระทัศนะไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง "ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร" ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเมื่อ พ.ศ. 2457 ถึงการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่า "เรื่องพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดแบ่งเป็น 3 ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานียุค 1"[2] ซึ่งการลำดับสมัยทางประวัติศาสตร์แบบเส้นตรง (Linear) โดยวางโครงเรื่องผูกกับกำเนิดและการล่มสลายของรัฐ กล่าวคือใช้รัฐหรือราชธานีเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ยังคงมีอิทธิพลอยู่มากต่อการเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน มีข้อเสนอใหม่ ๆ เกี่ยวกับโครงเรื่องประวัติศาสตร์ไทยขึ้นมาบ้าง ที่สำคัญคือ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้เสนอถึงหัวข้อสำคัญที่ควรเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยไว้ 8 หัวข้อ ดังนี้[3]

  • การตั้งถิ่นฐานของผู้คน นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น
  • การเข้ามาของอารยธรรมใหญ่ คืออินเดียและจีน
  • ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 13
  • ยุคสมัยของการค้า (คริสต์ศตวรรษที่ 15-17)
  • ก่อนสมัยใหม่
  • รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม
  • การปฏิวัติ 2475 และกำเนิดรัฐประชาชาติในทางทฤษฎี
  • การปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516

ยุคก่อนประวัติศาสตร์และรัฐโบราณในประเทศไทย

แผนที่แสดงรัฐโบราณในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบัน

- ชนพื้นเมืองและการอพยพเข้ามาในประเทศไทย - นักมานุษยวิทยาได้จัดประเภทมนุษย์สมัยโบราณรุ่นแรกในตระกูลออสโตเนเซียน ซึ่งเป็นพวกที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อหลายพันปีที่แล้ว รวมทั้งเป็นบรรพบุรุษของชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน ต่อมา มนุษย์ในตระกูลมอญและเขมรจะอพยพเข้ามาจากจีนหรืออินเดียด้วย ก่อนที่พวกไทยจะอพยพเข้ามาแย่งชิงดินแดนจากพวกละว้า ซึ่งเป็นชนชาติล้าหลังวัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันจึงสันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากพวกละว้า>

แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท

ดูบทความหลักที่ แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท

รัฐโบราณในประเทศไทย

จากหลักฐานด้านโบราณคดี ตำนาน นิทานพื้นบ้าน บันทึกราชการของจีน และบันทึกของพระภิกษุจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพุทธศตวรรษที่ 12 ทำให้ทราบว่ามีอารยธรรมมนุษย์ได้สถาปนาอำนาจในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว[4] โดยอาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน สามารถจำแนกได้ดังรายชื่อด้านล่าง[5]

  • อาณาจักรทวารวดี
  • อาณาจักรละโว้
  • อาณาจักรฟูนัน
  • อาณาจักรขอม
  • แคว้นจำปาศักดิ์ อาณาจักรเจนละ
  • แคว้นศรีจทาศะปุระ
  • อาณาจักรโคตรบูร
  • อาณาจักรหริภุญชัย
  • อาณาจักรโยนกเชียงแสน
  • รัฐผั่น-ผั่น
  • อาณาจักรตามพรลิงก์
  • รัฐลังกาสุ
  • รัฐเชียะโท้

สมัยอาณาจักรสุโขทัย และยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา

ดูบทความหลักที่ อาณาจักรสุโขทัย และ อาณาจักรล้านนา

การล่มสลายของจักรวรรดิขะแมร์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้เกิดอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1781 อาณาจักรสุโขทัยขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์[6] ลักษณะการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก เนื่องจากมีความใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครองและราษฎร แต่ในรัชสมัยพญาลิไทก็ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นธรรมราชา จากการรับอิทธิพลของศาสนาพุทธเข้ามา

ในช่วงเวลาเดียวกันอาณาจักรล้านนา ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1802 โดยพญามังราย ที่ขยายอำนาจมาจากลุ่มแม่น้ำกกและอิง สู่ลุ่มแม่น้ำปิง พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ และทรงมีสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย อาณาจักรเชียงใหม่หรือล้านนา มีอำนาจสืบต่อมาในแถบลุ่มแม่น้ำปิง เชียงใหม่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักกับอาณาจักรอยุธยา หรือกรุงศรีอยุธยา ที่เรืองอำนาจในพุทธศตวรรษที่ 19-20 มีการทำสงครามผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเชียงใหม่ได้ปราชัยต่อพม่า ในปีพ.ศ. 2101 ถูกพม่ายึดครองอีกครั้งในราวปี 2310 กระทั่งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ได้ทรงขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนา โดยหลังจากนั้น พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ได้ทรงปกครองอาณาจักรล้านนา ในฐานะประเทศราชสยาม

สาเหตุการเลือกอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย

นักวิชาการให้เหตุผลในการเลือกเอาอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทยไว้ 2 เหตุผล ได้แก่:

  1. วิชาประวัติศาสตร์มักจะยึดเอาการที่มนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ หลักฐานประเภทลายลักษณ์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเมื่อประกอบกับการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จึงเหมาะสมที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย
  2. เป็นการสะดวกในด้านการนับเวลาและเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์มีหลักฐานความสืบเนื่องกันตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ เหตุผลทั้งสองประการก็ยังไม่เป้นที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์นัก[7]

สมัยอาณาจักรอยุธยา

ดูบทความหลักที่ อาณาจักรอยุธยา

พระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาในปี พ.ศ. 1893 ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็มิได้เป็นศูนย์กลางของชาวไทยในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนทั้งปวง แต่ด้วยความเข้มแข็งที่ทวีเพิ่มขึ้นประกอบกับวิธีการทางการสร้างความสัมพันธ์กับชาวไทยกลุ่มต่าง ๆ ในที่สุดอยุธยาก็สามารถรวบรวมกลุ่มชาวไทยต่าง ๆ ในดินแดนแถบนี้ให้เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจได้ นอกจากนี้ยังกลายมาเป็นรัฐมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว

การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องทำให้อาณาจักรสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาในที่สุด สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองโดยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2054 ทำให้อยุธยาเริ่มการติดต่อกับชาติตะวันตก ในสมัยอาณาจักรอยุธยามีการติดต่อกับต่างประเทศอยู่หลายชาติ โดยชาวโปรตุเกสได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้น ชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากและมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ ชาวดัตช์ ชาวฝรั่งเศส ชาวจีน และชาวญี่ปุ่น

ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอำนาจมากขึ้น การสงครามอันยาวนานนับตั้งแต่ พ.ศ. 2091 ส่งผลให้อยุธยาตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรตองอูในที่สุด ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงประกาศอิสรภาพในอีก 15 ปีต่อมา

อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล จากทิศเหนือจรดอาณาจักรล้านนา ไปจรดคาบสมุทรมลายูทางทิศใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อย่างไรก็ตาม ความสงสัยในตัวของคอนสแตนติน ฟอลคอน ทำให้ถูกสังหารโดยพระเพทราชา อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอำนาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 การทำสงครามกับพม่าหลังจากนั้นส่งผลทำให้อยุธยาถูกปล้นสะดมและเผาทำลาย เมื่อปี พ.ศ. 2310

สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

รัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ดูบทความหลักที่ อาณาจักรธนบุรี

ในปี พ.ศ. 2310-2325 เริ่มต้นหลังจากที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ขับไล่ทหารพม่าออกจากแผ่นดินไทย ทำการรวมชาติ และได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี โดยจัดตั้งการเมืองการปกครอง มีลักษณะการเมืองการปกครองยังคงดำรงไว้ซึ่งการเมืองการปกครองภายในสมัยอยุธยาอยู่ก่อน โดยมีพระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการเมืองการปกครอง อย่างไรก็ตาม ภายหลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพมหานคร เริ่มยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1790 กองทัพพม่าถูกขับไล่ออกจากดินแดนรัตนโกสินทร์อย่างถาวร และทำให้แคว้นล้านนาปลอดจากอิทธิพลของพม่าเช่นกัน โดยล้านนาถูกปกครองโดยราชวงศ์ที่นิยมราชวงศ์จักรีนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยยังเผชิญกับการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สงครามเก้าทัพ, สงครามท่าดินแดงกับพม่า ตลอดจนกบฏเจ้าอนุวงศ์กับลาว และอานามสยามยุทธกับญวน

ในช่วงนี้ กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ค่อยมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกมากนัก ต่อมาเมื่อชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาค้าขายอีก ได้ตระหนักว่าพวกพ่อค้าจีนได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนไทยและพวกตน จึงได้เริ่มเรียกร้องสิทธิพิเศษต่าง ๆ มาโดยตลอด[8] มีการเดินทางเยือนของทูตหลายคน อาทิ จอห์น ครอเฟิร์ต ตัวแทนจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ[8] ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ยังไม่บรรลุข้อตกลงใด ๆ สนธิสัญญาที่มีการลงนามในช่วงนี้ เช่น สนธิสัญญาเบอร์นี และสนธิสัญญาโรเบิร์ต[8] แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงที่ไม่มีผลกระทบมากนัก และชาวตะวันตกไม่ค่อยได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ได้มีคณะทูตตะวันตกเข้ามาเสนอสนธิสัญญาข้อตกลงทางการค้าอยู่เรื่อย ๆ เพื่อขอสิทธิทางการค้าให้เท่ากับพ่อค้าจีน และอังกฤษต้องการเข้ามาค้าฝิ่นอันได้กำไรมหาศาล[8] แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งคณะของเจมส์ บรุคจากอังกฤษ และโจเซฟ บัลเลสเตียร์จากสหรัฐอเมริกา ทำให้ชาวตะวันตกขุ่นเคืองต่อราชสำนัก

การเผชิญหน้ากับมหาอำนาจตะวันตก

ดูบทความหลักที่ กรุงรัตนโกสินทร์ และ การเปลี่ยนแปลงดินแดนของสยามและไทย
ดูเพิ่มที่ สยาม

ภายหลังจากที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2369 พระมหากษัตริย์ไทยในรัชสมัยถัดมาจึงทรงตระหนักถึงภัยคุกคามที่มาจากชาติมหาอำนาจในทวีปยุโรป และพยายามดำเนินนโยบายทอดไมตรีกับชาติเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม สยามมีการเปลี่ยนแปลงดินแดนหลายครั้ง รวมทั้งตกอยู่ในสถานะรัฐกันชนระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ถึงกระนั้น สยามก็ไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก และเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถรักษาเอกราชของตนไว้ได้

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย

ดูบทความหลักที่ การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475
ดูเพิ่มที่ ความเคลื่อนไหวสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม และ ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า คณะราษฎร ได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยอย่างมาก และทำให้สถาบันกษัตริย์ที่เคยเป็นผู้ปกครองสูงสุดของประเทศมาช้านานต้องสูญเสียอำนาจส่วนใหญ่ไปในที่สุด โดยมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 ขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างถาวรเป็นฉบับแรก

ภายหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าว การต่อสู้ทางการเมืองยังคงมีการต่อสู้กันระหว่างผู้นำในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กับระบอบใหม่ รวมทั้งความขัดแย้งในผู้นำระบอบใหม่ด้วยกันเอง โดยการต่อสู้ทางการเมืองและทางความคิดอุดมการณ์นี้ได้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 25 ปีภายหลังจากการปฏิวัติ และนำไปสู่ยุคตกต่ำของคณะราษฎรในกาลต่อมา ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวถูกมองว่าเป็นพฤติการณ์ "ชิงสุกก่อนห่าม" เนื่องจากชาวไทยยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งการปกครองในระยะแรกหลังการปฏิวัติยังคงอยู่ในระบอบเผด็จการทหาร

สงครามโลกครั้งที่สอง

ดูบทความหลักที่ สงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทย

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลเอาดินแดนคืนของนิสิตนักศึกษา จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงส่งทหารข้ามแม่น้ำโขงและรุกรานอินโดจีนฝรั่งเศส จนได้ดินแดนคืนมา 4 จังหวัด ภายหลังการเข้าไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่น โดยมีการรบที่เป็นที่รู้จักกันมาก ได้แก่ การรบที่เกาะช้าง

ต่อมา หลังจากการโจมตีกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ กองทัพญี่ปุ่นก็ได้รุกรานประเทศไทย โดยต้องการเคลื่อนทัพผ่านดินแดน รัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น รวมทั้งลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรทางการทหารกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลถูกต่อต้านจากทั้งในและนอกประเทศ เนื่องจากไทยประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488 แม้ว่าประเทศไทยจะตกอยู่ในสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม แต่เนื่องจากการเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทย ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับ และไม่ถูกยึดครอง เพียงแต่ต้องคืนดินแดนระหว่างสงครามให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส และจ่ายค่าเสียหายทดแทนเท่านั้น

สงครามเย็น

ดูเพิ่มที่ คอมมิวนิสต์ในประเทศไทย, สงครามเกาหลี และ สงครามเวียดนาม

รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในระหว่างสงครามเย็น ดังจะเห็นได้จากนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน และยังส่งทหารไปร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม

ประเทศไทยประสบกับปัญหากองโจรคอมมิวนิสต์ในประเทศระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ค่อยจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศสักเท่าไหร่ และกองโจรก็หมดไปในที่สุด

การพัฒนาประชาธิปไตย

หลังจากปัจจัยแวดล้อมด้านต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาขึ้น ประชาชนมีความพร้อมต่อการใช้อำนาจอธิปไตยเพิ่มมากขึ้น การเรียกร้องอำนาจอธิปไตยคืนจากฝ่ายทหารก็เกิดขึ้นเป็นระยะ กระทั่งในที่สุด ภายหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ฝ่ายทหารก็ไม่สามารถถือครองอำนาจอธิปไตยได้อย่างถาวรอีกต่อไป อำนาจอธิปไตยจึงได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของกลุ่มนักการเมือง ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบุคคลสามกลุ่มหลัก คือ กลุ่มทหารที่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักการเมือง กลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล และกลุ่มนักวาทศิลป์ แต่ต่อมาภายหลังจากการสิ้นสุดลงของยุคสงครามเย็น โลกได้เปลี่ยนมาสู่ยุคการแข่งขันกันทางการค้าซึ่งมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก กลุ่มการเมืองที่มาจากกลุ่มทุนนิยมสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทแทน

อ้างอิง

  1. ^ วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. หน้า 2.
  2. ^ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. (2542). (พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร). หน้า 3.
  3. ^ นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2551). ประวัติศาสตร์แห่งชาติ"ซ่อม"ฉบับเก่า "สร้าง"ฉบับใหม่. (2542). (พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: กองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ). หน้า 37-67.
  4. ^ วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. หน้า 6-7.
  5. ^ วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. หน้า 7-18.
  6. ^ วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. หน้า 58.
  7. ^ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 3.
  8. ^ 8.0 8.1 8.2 8.3 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 17

จัดทำโดย

น.ส. ภาวิณี อภัยศิลา ม.4/2 เลขที่20

http://www.thaigoodview.com/node/102847

ส่งงานค่ะ

จัดทำโดย

1. น.ส.นาฏอนงค์ นามขี้เหล็ก      ม.4/1   เลขที่ 21

2. น.ส.ปานปวี บุญญาลาภาเลิศ    ม.4/1   เลขที่ 22

3. น.ส.พิมพ์วิภา ดิษฐบุญเชิญ      ม.4/1   เลขที่ 25

4. น.ส.พรพิมล คงเจริญ              ม.4/1   เลขที่ 15

5. น.ส.ชลธิชา โชติประพาฬ        ม.4/1   เลขที่ 12

http://www.thaigoodview.com/node/102844

จัดทำโดย 

นาย ณัฐวุฒิ  แก่นจันทร์      ม.4/4    เลขที่ 12

นาย คุณากร ญานวินโย      ม.4/4     เลขที่ 11 

นาย วีระพงษ์    นันทสิงห์     ม.4/4   เลขที่  16

น.ส สิราภรณ์  น้อยเจริญ      ม.4/4    เลขที่ 18

นาย สถาพร    มั่นเขียว        ม.4/4   เลขที่ 24

นาย เมธาวัตร  แสงบุราน     ม.4/4    เลขที่ 26

http://www.thaigoodview.com/node/102844

จัดทำโดย 

นาย ณัฐวุฒิ  แก่นจันทร์      ม.4/4    เลขที่ 12

นาย คุณากร ญานวินโย      ม.4/4     เลขที่ 11 

นาย วีระพงษ์    นันทสิงห์     ม.4/4   เลขที่  16

น.ส สิราภรณ์  น้อยเจริญ      ม.4/4    เลขที่ 18

นาย สถาพร    มั่นเขียว        ม.4/4   เลขที่ 24

นาย เมธาวัตร  แสงบุราน     ม.4/4    เลขที่ 26

http://www.thaigoodview.com/node/102834

  ผู้จัดทำ

นาย พงศกร     หึกขุนทด  ม. 4/3  เลขที่ี 23

นาย จตุพร      ทองพันธ์   ม. 4/3  เลขที่ี 21

นาย  ธีรศักดิ์   ศรีไพบูลย์   ม.4/3  เลขที่ 2 

นาย วันเฉลิม   ชูเชิด       ม.4/3   เลขที่ 29

นาย พสุ   อัศวฤทธิพรหม์   ม.4/3  เลขที่ 13

http://www.thaigoodview.com/node/102677

จัดทำโดย

นายณัฐวัฒน์ บุญตา เลขที่4 ชั้น4/2

นางสาวจุฑามณี เกียรติธรรมกุล เลขที่ 5 ชั้น4/2

นางสาวศิริพร จุ้ยขำ เลขที่ 17 ชั้น4/2

นางสาวน้ำทอง แจ่มฟ้า เลขที่ 22 ชั้น4/2

นายศุภวัช ชุนหศิริลักษญ์ เลขที่29 ชั้น4/2

อ้างอิง www.thaigoodview.com

   ส่งงานครับ

http://www.thaigoodview.com/node/102730

รายชื่อสมาชิก

1. นาย วิทวัส ใจจิตร์มั่น ชั้น ม.4/1 เลขที่ 19

2. นาย ปัญญากร บุญปรุง ชั้น ม.4/1 เลขที่ 1

 

ส่งงานค่ะครู

http://www.thaigoodview.com/node/102598

ผู้จัดทำ*

น.ส. แสงเดือน  มุกเข็ม  เลขที่ 24  ม.4/3

น.ส. สุชาดา เกตุแก้ว    เลขที่ 7  ม.4/3

น.ส. จิราภรณ์  กายชาติ เลขที่ 4 ม.4/3

น.ส. ชลธิศา สุวรรณนิคม เลขที่ 5 ม.4/3

น.ส. สุภัสชา ทองเจริญ เลขที่ 9 ม.4/3

http://www.thaigoodview.com/node/50814

จัดทำโดย

น.ส.  สโรชา โตศักดิ์สิทธิ์  เลขที่  29

น.ส. มะลิวัลย์  นามศรี      เลขที่  26

น.ส. อณุภา   ดาทอง      เลขที่   30

น.ส. ดวงใจ   ขนะขัย       เลขที่   14

น.ส. ปิยนุช   แก่นสาร      เลขที่   24

  ม.4/1 

http://www.thaigoodview.com/node/102284

 

 รายชื่อสมาชิก

น.ส. ชฎาธาล      พู่ทอง            เลขที่ 14 ม.4/3

น.ส. ณิรชา        นำวงศ์ษา        เลขที่ 15 ม.4/3

น.ส. แพรพลอย    ด่านสุนทรวงศ์   เลขที่ 16 ม.4/3

น.ส. กฤชอร        ลี                 เลขที่ 17 ม.4/3

น.ส. ศุภกานต์     ศุภวรวงศ์         เลขที่ 18 ม.4/3

http://www.thaigoodview.com/node/100666

จัดทำโดย

1. นาย ธิติ  ประเสริฐจิตสรร ม.4/1  เลขที่ 17

2. นาย อรรถพล  แสงหมี ม.4/1  เลขที่ 33

3. นาย ธนพล  สกุลพลอยนุช ม.4/1  เลขที่ 10

4. นายจิรพันธ์  จุติลาภถาวร ม.4/1  เลขที่ 9

5. นายสุรศักดิ์  นุตะระ ม.4/1  เลขที่ 11

http://www.thaigoodview.com/node/99523

น.ส.ปิยะพร น้อยเจริญ เลขที่4 ม.4/1 

น.ส.ภรธกร วิชลภัทรสมุทร เลขที่ 5 ม.4/1
น.ส.วริยา คุ้มแจ้ง เลขที่ 6 ม.4/1
น.ส.สัญญลักษณ์ อินทรประสิทธิ์ เลขที่ 7 ม.4/1
น.ส.อโรชา คำจ้อย เลขที่ 8 ม.4/1

http://www.thaigoodview.com/node/101119

รายชื่อสมาชิก

  1. นางสาวสุธารัตน์      อ่ำฟัก              เลขที่ 16 ม.4/1
  2. นายพีระพล             ธรรมศิริ           เลขที่  18 .4/1    
  3. นางสาว นภัสสร      ประสพผล       เลขที่ 20 .4/1
  4. นางสาว พิชญาภา ลีนะธรรม           เลขที่ 24 .4/1
  5. นางสาว วรางคณา แซ่ลิ้ม                เลขที่28.4/1

http://www.thaigoodview.com/node/100666

จัดทำโดย

1. นาย ธิติ  ประเสริฐจิตสรร ม.4/1  เลขที่ 17

2. นาย อรรถพล  แสงหมี ม.4/1  เลขที่ 33

3. นาย ธนพล  สกุลพลอยนุช ม.4/1  เลขที่ 10

4. นายจิรพันธ์  จุติลาภถาวร ม.4/1  เลขที่ 9

5. นายสุรศักดิ์  นุตะระ ม.4/1  เลขที่ 11

ส่งงานชิ้นที่ 1

 การเลิกทาส เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า"สมเด็จพระปิยมหาราช"

สมัยที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น ประเทศไทยมีทาสจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมือง ของประเทศเพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุดและเป็นทาสกันตลอดชีวิต พ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อๆ กันเรื่อยไป

     กฏหมาย ที่ใช้กันอยู่ในเวลานั้น ตีราคาลูกทาสในเรือนเบี้ย ชาย14 ตำลึง หญิง 12 ตำลึง แล้วไม่มีการลดต้องเป็นทาสไปจนกระทั่ง ชายอายุ 40 หญิงอายุ 30 จึงมีการลดบ้าง คำนวณการลดนี้ อายุทาสถึง 100 ปีก็ยังมีค่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตำลึง หญิง 3 บาท แปลว่า ผู้ที่เกิดในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้วก็ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต

        ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่า เมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึงเมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปีก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง

        พอถึงปี พ.ศ. 2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้นเรียกว่า "พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124"(พ.ศ. 2448) เลิกเรื่องลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไปการซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้วให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

        การเลิกทาสเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐทรงพระอุตสาหะจัดการในเรื่องนี้เป็นเวลานานกว่าสามสิบปีจนบรรลุผลสมดังพระราชประสงค์ โดยมิได้ทรงท้อถอย ทรงรอบคอบ เห็นการณ์ไกลเป็นเลิศพระองค์ทรงดำเนินการได้เรียบร้อยโดยมิได้เสียเลือดเนื้อหรือเกิดการเดือดร้อนประการใด เยี่ยงการเลิกทาสในนานาประเทศพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ย่อมยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยและประเทศชาติเป็นอเนกประการ

 

1.ข้อความที่ค้นคว้ามาแสดงถึงช่วงเวลาและยุคสมัยใด

เกิดขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ สมัย พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าฯ ร.5 เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ในเลิกทาสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417

 

2.ยุคสมัยที่เกิดเหตุการณ์นั้นมีลักษณะเด่นอย่างไร

            มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการยกเลิกทาสเพราะว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุดและเป็นทาสกันตลอดชีวิต เพื่อให้ทาสมีอสระในการประกอบอาชีพ

 

3.การแบ่งเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์มีประโยชน์อย่างไรต่อการศึกษาประวัติศาสตร์

การศึกษาปรวัติศสาสตร์จะต้องมีเวาลาเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอเนื่องจากเป็นการศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ว่าสมัยก่อนมีการดำรงชีวิตอยู่อย่างไรมีแนวความคิดอย่างไร มีการประดิษฐ์ คิดค้นผลงานอย่างไรการดำรงชีวิตของมนุษย์เกี่ยวข้องกับเวลา เพราะเป็นสิ่งที่ใช้ในการดำเนินชีวิต

ที่มา : http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%AA

 

 

รายชื่อกลุ่ม

1.     

นางสาว สุธารัตน์ อ่ำฟัก                เลขที่ 16.4/1

2.     

นาย พีระพล ธรรมศิริ                    เลขที่ 18 .4/1

3.     

นางสาว นภัสสร ประสพผล          เลขที่ 20 .4/1

4.     

นางสาว พิชญาภา ลีนะธรรม        เลขที่ 24 .4/1

5.     

นางสาว วรางคณา แซ่ลิ้ม              เลขที่28.4/1

 

http://www.thaigoodview.com/node/102506

จัดทำโดย

1.น.ส. บงกช  เพ่งหารัพย์ ม.4/2 เลขที่9

2.นาย สรวิชญ์  จันทรกุล  ม.4/2  เลขที่13

3.น.ส. ขนิษฐา เลื่อนฤทธิ์ ม.4/2  เลขที่ 23

4.น.ส. สุชาดา  ตันน้อย    ม.4/2 เลขที่ 24

5.นาย รชต       หงส์ฤชัย ม.4/2  เลขที่ 27

อ้างอิง  http://www.sangkomdelivery2u.ob.tc/p6.html

http://learn.pbi.ac.th/html/social2-3.htm

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 94 คน กำลังออนไลน์