I believe that children are our future
ฉันมีความเชื่อว่า เด็กคืออนาคตของเรา

                การใช้คำว่า believe นั้นสามารถใช้ได้ดังนี้
to believe + สิ่งที่เชื่อหรือคนที่เชื่อ เช่น
I believe you.                                      ฉันเชื่อคุณ
I don’t believe you.                           ฉันไม่เชื่อคุณ
I believe everything                          ฉันเชื่อทุกอย่าง
แต่สำนวนนี้ก็สามารถใช้คำบุพบทว่า in เข้าไปช่วยได้ เช่น
I believe in what you said.                                              ฉันเชื่อุกอย่างที่คุณพูด
Mother believes in God.                                                  แม่เชื่อในพระเจ้า
และคำกริยาตัวนี้เองที่มช้อนุประโยคตามได้ด้วย to believe + that ประธาน และ กริยา เช่น
He believes that I am wrong.                         เขาเชื่อว่าฉันผิด

Teach them well and let them lead the way
ดังนั้นจงสอนเขาให้ดี และให้เขาเดินตามทางของเขาเอง

        สำนวน lead the way หมายถึง นำทาง เช่น
I will lead the way.                                           ฉันจะนำทางเอง
To show the way หมายถึง บอกทาง ชี้ทาง เช่น
Please show me the way.                                 ช่วยบอกทางที

Show them all the beauty they possess inside
ให้เขารู้ว่าในตัวเขาล้วนมีแต่สิ่งที่ดีงาม

        คำกริยา show หมายถึง แสดงให้ดู เช่น
I will show you how to do it.                                         ฉันจะแสดงให้ดูว่าทำยังไง
Please show me!                                                                 ไหนแสดงให้ดูหน่อย
        และ show คำนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นคำนาม หมายถึง การแสดงให้ดู

เช่น a game show / a comedy show / a quiz show / a talk show  พวกนี้ใช้ในวงการบันเทิง
        to show off หมายถึง อวด
to show ใครก็ตาม around หมายถึง จะนำไปเดินชมสถานที่

หรือทำความรู้จักคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมในที่นั้นๆ

Give them a sense of pride, to make it easier
ให้เขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง เพื่อเขาจะได้ทำอะไรได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น

        สำนวนว่า a sense of + คำนาม หมายถึง ความรู้สึกนั้นๆ เช่น
a sense of love                                    ความรู้สึกในความรัก
a sense of guilt                                    ความรู้สึกในความสำนึกผิด
a sense of responsibility                   ความรู้สึกในความรับผิดชอบ

Let the children’s laughter
ขอให้เสียงหัวเราะของเด็กๆ

Remind us how we used to be
ชวนให้เราระลึกถึงวัยเด็กของเรา

        กริยา to remind หมายถึง เตือนให้รู้ เช่น
Please remind me to buy milk.                      ช่วยเตือนให้ซื้อนมด้วย
ห้ามนำไปปนกับคำว่า warn เพราะคำนี้หมายถึง เตือนให้ระวัง เช่น
I warn you not to do it again.                        ฉันขอเตือนว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก
สำนวน used to หมายถึง เคยทำในอดีต แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว เช่น
I used to play golf when I was in USA.
ฉันเคยเล่นกอล์ฟตอนอยู่อเมริกา

Everybody’s searching for a hero
ทุกคนล้วนแสวงหาวีรบุรุษ

        สิ่งที่น่าจำก็คือ  คำว่า everybody / everyone นั้นใช้กริยาเอกพจน์
to search for = ค้นหา เหมือนกับคำว่า to look for ส่วนคำว่า to find นั้นหมายถึง เจอแล้ว

People need someone to look up to
คนเราต้องการใครสักคนที่จะฝากความศรัทธาไว้

        คำว่า need นั้นหมายถึง จำเป็นต้องมี เช่น I need money. I need you

ผิดกับ want นั้นเป็นเพียงความต้องการทั่วไป
        สำนวนว่า to look up to หมายถึง เคารพนับถือ ตรงข้ามกับ to look down on = ดูถูก

I never found someone who fulfills my needs
แต่ฉันก็ยังไม่พบใครที่เป็นอย่างใจปรารถนา
 

        สำนวนว่า to fulfill หมายถึง ทำให้บรรลุในสิ่งนั้นๆ เช่น
to fulfill your duty / role / responsibility
ทำให้หน้าที่ บทบาท ความรับผิดชอบบรรลุ
        และสำนวน to fulfill oneself = ทำให้ตัวเองพึงใจ พอใจ
และอะไรก็ตารมที่ fulfilling นั้นหมายถึง น่าพอใจ น่าอิ่มเอิบใจ เช่น
Teaching is a fulfilling job.                            การสอนนั้นน่าอิ่มเอิบใจ
Being a doctor is fulfilling.                            การเป็นหมอมัน่าอิ่มเอิบใจ

A lonely place to be
มันช่างเป็นที่ที่อ้างว้างอะไรเช่นนี้

And so I learned to depend on me
ดัวนั้น ฉันจึงเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง


                                สำนวน to depend on หมายถึง ไว้ใจ พึ่งได้ ตรงกับสำนวนว่า rely on / to count on

I decided long ago
ฉันได้ตัดสินใจมานานแล้วว่า

        สำนวนว่า ตัดสินใจ นั้นมีที่ใช้อยู่อีกสำนวนหนึ่งคือ

to make up one’s mind เช่น Make up your mind

Never to walk in anyone’s shadows
จะไม่เดินตามรอบใคร

                        คำว่า never เป็นคำแสดงการปฏิเสธที่เข้าถึงอารมณ์ไม่ใช่น้อย เช่น
I never love you                                 ฉันไม่เคยรักเธอ
และถ้าต้องการจะเน้นขึ้นไปอีกก็ใช้คำว่า never ever เช่น
I never ever love you                                        ฉันไม่เคยรักเธอเลย
I will never ever forgive you.                        ฉันไม่มีวันยกโทษให้เธอ
แต่ถ้าเราต้องการจะบอกปฏิเสธก็สามารถใช้แค่ never ever ก็ได้ เช่น
Do you want to go to USA?           Never ever.

If I fail, If I succeed
ถึงจะล้มเหลว หรือจะประสบความสำเร็จชีวิต

At least I live as I believe
อย่างน้อยที่สุด ฉันก็ดำเนินชีวิตตามแบบที่ฉันต้องการ

No matter what they’d take from me
ไม่ว่าใครจะเอาอะไรไปจากฉัน

        สำนวน No matter + คำแสดงคำถามข้อมูล

เช่น what, when, where, why, how + ประธาน และกริยา

จะหมายถึง ไม่ว่าจะ…......เช่นไร ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับคำแสดงคำถามที่นำมาใช้ เช่น
No matter where you go.                                 ไม่ว่าเธอจะไป ณ แห่งใด
No matter how hard I try.                                               ไม่ว่าฉันจะพยายามเพียงใด
        และ No matter what เป็นภาษาพูดโดดๆ หมายความว่า จะทำสิ่งนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เช่น
I will call you no matter what.                      ฉันจะโทรไปหาเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
I will go with you no matter what.               ฉันจะไปกับเธอไม่ง่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

They can’t take away my dignity
พวกเขาไม่มีวันจะเอาเกียรติยศศักดิ์ศรีของฉันไปได้


                be beneath one’s dignity หมายถึง สิ่งนั้นไม่คู่ควรที่คนๆนั้นจะไปใส่ใจ

หรือลดตัวไปเกลือกกลั้วเพราะเรามีศักดิ์ศรี เช่น
I won’t get involved in such argument. It is beneath my dignity.
ฉันไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการโต้แย้งอย่างนั้นหรอก มันไม่สมควรไปเกลือกกลั้ว
การที่ยืนกรานที่จะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพราะมันจะทำให้เสียศักดิ์ศรี

ต้องการให้คนอื่นเคารพต่อเรา เขาเรียกว่า to stand on one’s dignity เช่น
She refused to apologize. She said she was not wrong. She stood on her dignity.
เธอปฏิเสธที่จะขอโทษ เธอบอกว่าเธอไม่ผิด เธอยืนกรานในศักดิ์ศรีของตัวเอง

Because the greatest love of all
ด้วยเพราะความรักอันยิ่งใหญ่กว่าทั้งมวลนั้น

Is happening in me
กำลังก่อเกิดในตัวฉัน

        โดยปกติสำนวนว่า What’s happened? หมายถึง เกิดอะไรขึ้น (เกิดไปแล้ว เพราะเครื่องหมาย ‘s

นั้นย่อมาจาก has happened ซึ่งใช้บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ไม่เน้นเวลา

ดังนั้น กริยา has / have+ ช่อง3 จึงตรงกับคำว่า แล้ว ในภาษาไทย

ส่วนสำนวนนี้ What happened? ก็หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือ เกิดอะไรขึ้น

และ What’s happening? หมายถึง กำลังเกิดอะไรขึ้น

I’hv found the greatest love of all
ฉันได้พบกับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

Inside of me
ในตัวฉัน

คำนี้หมายถึง ภายใน จะเป็นภายในตัวเราหรือองค์กรก็ได้ เช่น
There are ten people inside of the company.
มีพนักงานอยู่สิบคนในบริษัทนี้
แต่สำนวนที่น่ารู้คือ on the inside หมายถึง คนข้างในรู้เห็นเป็นใจ เช่น
Someone in this office must be on the inside with the robbery
ต้องมีคนในนี้รู้เห็นเป็นใจกับการปล้น
และอะไรที่เป็นการภายใน รู้เห็นกันอยู่ในหมู่คนกลุ่มนั้น เรียกว่า inside information / inside TV

เรื่องที่รู้กันเฉพาะวงการทีวี / The inside story เรื่องที่รู้กันอยู่ในวงนั้นๆ

The greatest love of all
ความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือยความรักใด

Is easy to achieve
ช่างง่ายเหลือเกินที่จะรู้สึกได้

Learning to love yourself
นั่นคือการเรียนรู้ที่จะรักตนเอง

        สำนวน to learn to + กริยา ก็คือ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น
We must learn to use computer.
เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
He should learn to speak English.
เขาควรจะเรียนรู้การพูดภาษาอังกฤษ
และที่สำคัญคือ learn to love, forgive and understand others

ก็คือเรียนรู้ที่จะรัก อภัย และเข้าใจคนอื่นด้วย และแล้วโลกทั้งโลกก็จะสวยงาม

Is the greatest love of all
นั่นแหละคือความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือความรักใดๆ

 

Back