จะว่าไปเพลงนี้เป็นเพลงเศร้าที่แต่งมาเพื่อลูกรักที่จากไปของนักร้องคนหนึ่งนามว่า Eric Clapton

เพลงนี้เป็นเพลงที่โด่งดังมากแม้กระทั่งทุกวันนี้ เนื้อเพลงนั้นบ่งบอกถึงความอาลัยอาวรณ์ที่พ่อมีต่อลูก

Would  you know my name if I saw you in heaven?
ลูกจะจำชื่อพ่อได้ไหมหากลูกเห็นพ่อบนสวรรค์

Would it be the same if I saw you in heaven?
ทุกอย่างจะเหมือนเดิมไหมหากพ่อพบลูกที่นั่น

ในสองประโยคแรกเป็นการนำเอาโครงสร้างประโยคสมมติในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาใช้

โดยกริยาหลังโครงสร้างต้องเป็นกริยาในรูปช่องสองเพราะมันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เหมือนกับในภาษาไทยเราที่ชอบพูดว่า ถ้าฉันเป็นเธอ หากฉันรวย หากฉันถูกหวย อะไรทำนองนี้

สรุปว่าเมื่อใดที่ต้องการจะบอกให้ใครเขารู้ในสิ่งที่เราติ๊งต่างที่มันเป็นไปไม่ได้ เราก็ใช้ตามนี้เลย

If ประธาน + กริยาช่องสอง,ประธาน  + would + กริยา

เช่น    If I were rich, I would buy a new car.       หากฉันรวย ฉันจะซื้อรถใหม่
ส่วนในเพลงนั้นก็หมายความว่า ตอนนี้ลูกกับพ่ออยู่คนละพบคนละชาติ

เมื่อลูกจากไปแต่พ่อสมมติตัวเองว่า หากได่เจอลูกบนสวรรค์แล้วลูกจะจำพ่อได้ไหม

I must be strong and carry on
พ่อต้องเข้มแข็งและก้าวต่อไป

ท่อนนี้พ่อปลอบใจตัวเองในยามโศรกเศร้าว่าตัวเองต้องเข้มแข็งต่อไปบนโลกใบนี้แม้ว่าลูกจะอยู่อีกโลกหนึ่งก็ตาม

นี่แหละคือความจริงที่ทุกคนต้องทำให้ได้ สำนวน to carry on = ทำต่อไป เช่น
Carry on until it is on.          ทำต่อไปจนสำเร็จ

‘Cause I know I don’t belong here in heaven
เพราะพ่อรู้ดีว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่บนโลก

                        สำนวนว่า to belong to หมายถึง เป็นของ หรือเป็นส่วนหนึ่งของ
เช่น     I feel that I don’t belong to this place.
ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ไดเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่    
This book belongs to me.
หนังสือเล่มนี้เป็นของฉัน
That house doesn’t belong to him.
บ้านหลังนั้นไม่ได้เป็นของเขา
I belong to this company.
ฉันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท
คนที่ทำงานในองค์กรต่างๆจะต้องมีความรู้สึกว่า a sense of beonging ซึ่งก็คือ

ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นหรือเป็นเจ้าของด้วย

Would you hold my hand if I saw you in heaven
ลูกจะจับมือพ่อไหมหากลูกเห็นพ่อที่นั่น

Would you help me stand if I saw you in heaven
ลูกจะช่วนพยุงพ่อไหมหากพบพ่อที่นั่น

I’ll find my way through night and day,
พ่อจะหาทางก้าวเดินต่อไปผ่านวันและคืน

                       

สำนวน through + เวลา หมายถึง ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น เช่น
The store is open from Monday through Saturday.
ร้านนี้เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์               
I will wait through the night.
ฉันจะรอจนผ่านคืนนี้ไป

'Cause I know I just can't stay here in heaven.
เพราะพ่อรู้ว่า พ่อไม่สามารถอยู่กับลูกได้ ณ ตอนนี้

Time can bring you down, time can bend your knees.

เวลาอาจทำให้ลูกรู้สึกแย่ เวลาอาจทำให้ลูกต้องคุกเข่าอ้อนวอน

                                สำนวนว่า to bend one’s knees = ทำให้ใครคนหนึ่งคุกเข่า
                หากจะบอกให้คุกเข่าลงเขาจะใช้ว่า to kneel down เช่น
I kneel down to pay respect to the Buddha image.
ฉันคุกเข้าลงเพื่อที่จะไหว้พระ
รูปปั้นที่คุกเข่าเราใช้คำว่า a statue of a kneeling figure

Time can break your heart, have your begging please, begging please
เวลาอาจทำให้ลูกเศร้าโศกเสียใจ เวลามำให้ลูกต้องร้องขอ

                        สำนวนว่า to break one’s heart หมายถึง ทำให้เศร้า ทำให้อกหักก็ได้

Beyond the door there’s peace I’m sure,
แต่เมื่อล่วงเลยประตูนั้นไป จะมีวันติภาพอย่างแน่นอน

        คำว่า beyond หมายถึง ล่วงเลยไป

And I know there’s be no more tears in heaven.
และพ่อก็รู้ว่า จะไม่มีน้ำตาบนสรวงสวรรค์อีกแล้ว

สำนวนว่า no more + คำนาม หมายถึง ไม่มีสิ่งนั้นอีกต่อไป เช่น
There’ll be no more buses after 6 a.m.
จะไม่มีรถอีกแล้วหลังจากหกโมงเย็น

 

Back