Every day my papa would work
ทุกวันพ่อฉันทำงาน

                ในประโยคนี้เขาใช้กริยาช่วย would + กริยาแท้ ก็เพื่อต้องการสื่อให้รู้ว่า

พ่อเคยทำงานนี้เป็นประจำในอดีตแต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว เช่น
I would walk to school when I was young.
ตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันเคยเดินไปโรงเรียนเป็นประจำ
สำนวน would + กริยา นั้น = used to + กริยา เช่น
We would eat in a restaurant when we were in high school.
We used to eat in a restaurant when we in high school.
ทั้งสองประโยคต่างก็หมายความว่า พวกเราเคยกินอาหารในภัตตาคารตอนที่เรียนอยู่มัธยม

To help to make ends meet
เพื่อช่วยหาเลี้ยงชีพ

การใช้กริยา to นั้นเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ว่า มันจะหมายความว่า เพื่อที่จะ สำนวนต่อมาที่ทำให้ผู้ฟังสงสารคุณพ่อขึ้นมาก็คือ

to make ends meet ซึ่งหมายความว่า หาเช้ากินค่ำ เพราะคำว่า ends หมายถึง ปลายของสิ่งใด สิ่งหนึ่ง

เมื่อมีการเติม “s” เข้าไป ก็หมายถึง จากปลายด้านหนึ่งมาชนกับอีกด้านหนึ่ง

To see that we would eat
และก็ทำงานหนักขนาดนั้นเพื่อจะได้เห็นว่าพวกเรามีข้าวปลากันไม่อดอยาก

Keep those shoes upon my feet
และก็ใส่รองเท้าให้ฉัน

(อากาศที่ต่างประเทศหนาว ดังนั้นพ่อจึงต้องดูแลลูกให้อบอุ่นทั้งร่างกายและจิตใจ)

Every night my papa would take
ทุกค่ำคืน พ่อก็จะพาฉันเข้านอน

And tuck me in my bed
และห่มผ้าให้

Kiss me on my bed
และก็จูบศรีษะของฉัน

คำว่า to tuck คือ สอดตัวเข้าไป

Aftr all the prayers were said
หลังจากสวดมนต์แล้ว
          

ให้พระเจ้าคุ้มครอง ถ้าเปรียบกับของคนไทยเราก็คือ การสวดมนต์ให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุ้มครอง

Growing up with him was easy
การได้เติบโตมากับพ่อนั้นแสนจะง่าย

Time just flew on by
เวลานั้นก็ผ่านไป

The years began to fly
ช่วงเวลาหลายปีช่างผ่านไปเร็วนัก

          

ทั้งสองประโยคล้วนใช้สำนวน Time flies ซึ่งผู้ร้องต้องการจะบอกว่าเวลาที่ได้อยู่กับพ่อนั้น

มันหลายปีแต่ก็เต็ไปด้วยความสุข จึงใช้สำนวนว่า Time flies แปลเป็นไทยก็คือ เวลามันโบยบินหรือผ่านไปเร็วเหลือเกิน

He aged and so did I
พ่อแก่ลงและฉันก็อายุมากขึ้นด้วย
 

เขาใช้กริยา to age มาใช้หมายถึง มีอายุมากขึ้น และการใช้ so + กริยา + ประธาน

ซึ่งก็จะหมายถึง สิ่งที่อยู่หลังกริยานั้นมีอาการแบบเดียวกัน
เช่น   I always go to shopping and so does my mother.
ฉันไปซื้อของสม่ำเสม แม่ของฉันก็เหมือนกัน
He is so lazy and so am I.
เขาขี้เกียจ และฉันก็เหมือนกัน

I could tell that Mama wasn’t well
ฉันอยากจะบอกว่าตอนนั้นแม่ไม่สบายมาก

Papa knew and deep down so did she, so did she
พ่อก็รู้ และลึกๆแล้วแม่ก็รู้ว่าตัวแม่ไม่สบาย

ที่จริงประโยคนี้เป็นประโยคเน้นซึ่งมาจากประโยคง่ายๆว่า She know it deep down.

สำนวนว่า deep down เป็นคำวิเศษณ์เหมือนของเราว่าลึกๆแล้ว
เช่น     I feel deep down that my father loves me.
ลึกๆแล้ว ฉันรู้ว่าพ่อรักฉัน
The boss looks serious when he works, but deep down he is nice.
เจ้านายดูท่าทางจริงจังตอนทำงาน แต่ลึกๆแล้วเขาเป็นคนใจดี

When she died, Papa broke down and cried
เมื่อแม่ตายจากไป พ่อเสียใจมากและเอาแต่เศร้าโศก
    

คำว่า break down เป็นคำที่มช้แสดงอะไรก็ตามที่ไม่ดี เช่น
ถ้าเอาไปใช้กัยเครื่องจักร รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะหมายถึง พัง เสีย
เช่น   My car has broken down again.
รถฉันเสียอีกแล้ว
The air conditioner always broken down.
เครื่องปรับอากศเสียเป็นประจำ
คน + break down ก็หมายถึง คนๆนั้นคร่ำครวญ หรือไม่สบาย
เช่น        His aunt broke down yesterday.      ป้าของเขาป่วยเมื่อวานนี้
When she goes to the funeral, she breaks down.      เมื่อเธอไปงานศพ เธอก็จะร้องไห้ทุกครั้ง

All he said was
พ่อได้แต่พร่ำบอกว่า

God why not take me
ทำไมพระเจ้าถึงไม่เอาชีวิตพ่อไปหล่ะ

          

สำนวนว่า Why (+ not ) + กริยา หมายความว่า ทำไม เช่น    
Why not go there?         ทำไมไม่ไปที่นั่นหล่ะ
Why choose me?      ทำไมเลือกฉันหล่ะ
Why eat it?              ทำไมถึงกินหล่ะ
คำนี้ยังสามารถตามด้วยคำสรรพนามในรูปของกรรม เช่น me. him, her, us, them ก็จะหมายความว่า ทำไมจึงเป็นคนๆนั้น

หรือถ้าต้องการใช้เป็นรูปปฏิเสธก็ใช้ว่า why + not +คำสรรพนามนั้นๆ เช่น
Why me?             ทำไมถึงต้องเป็นเรา
Why not me?   ทำไม่ถึงไม่ใช่ฉัน

Every night he sat there
ทุกคืนพ่อจะนั่งอยู่ตรงนั้น

Sleeping on his rocking chair
นอนหลับอยู่ตรงเก้าอี้โยก

   

Rocking chair คือ เก้าอี้โยก จำจากคำว่า rock เป็นกริยาแปลว่า เขย่า

He never went upstairs
พ่อไม่ยอมขึ้นไปนอนข้างบนเลย
                

สำนวน to go upstairs หมายถึง ขึ้นบน และลงล่างก็คือ go downstairs มี s เสมอ

All because she wasn’t there
ก็เพราะไม่มีแม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว

Then one day my papa said
และแล้ว วันหนึ่งพ่อก็พูดขึ้นว่า

“Son, I love the way you’ve grown”
ลูกเอ๋ย พ่อภูมิใจที่ลูกเติบโตขึ้นมาได้ขนาดนี้

Make it on your own, I’ll be O.K. alone
ไปเถอะลูก ไม่ต้องห่วงพ่อหรอก พ่ออยู่ได้

                สำนวนว่า make it on your own ก็เป็นการบอกให้ลูกไปเผชิญโลกตามทางของลูก

Every time I kiss my children
ทุกคราที่ฉันจูบลูกๆ

Papa’s words ring true
คำสอนของพ่อนั้นดังก้องเป็นจริง

สำนวนว่า ring true นั้นหมายถึง คำพูดนั้นดังก้องเป็นจริง ซึ่งเมื่อใช้ในรูปปฏิเสธก็จะใช้ว่า not ring true เช่น
His word does not ring true.                           คำพูดของเขาไม่เป็นความจริง

สำนวนที่ว่าดังก้องอยู่ในหู เขาใช้ว่า  to ring in one’s ears เช่น
My father words ring in my ears.                 คำพูดของพ่อดัวก้องอยู่ในหู
His sad crying still rings in my ears.            การร้องไห้อย่างเศร้าโศกของเขายังคงดังก้องอยู่ในหูฉัน

Your children live through you
ลูกๆของเจ้าก็มีชีวิตอยู่เพราะตัวเจ้า
    

To live through นั้นหมายถึง ประสบกับความยากลำบาก
                We have to live through the economic crisis.
เราต้องฝ่าฝันวิกฤตการณ์เศรษฐกิจไปให้ได้
คำว่า live นั้นมีที่ใช้มากมายดังนี้
to live from day to day    อยู่แบบวันต่อวัน ไม่วางแผนอะไรมากมาย
                to live to see/ witness อยู่รอดูสิ่งนั้นๆ เช่น
My mother wants to live to see my marriage.
แม่ต้องการอยู่เพื่อดูการแต่งงานของฉัน
Your father was lucky. He didn’t live to see your bad behavior.
พ่อของคุณนี่โชคดีจัง ที่ไม่ได้อยู่ดูพฤติกรรมแย่ๆของคุณ

และถ้าต้องการจะแสดงความน้อยใจ จะไม่อยู่จนถึงวันนั้นก็จะต้องใช้ว่า
I will never live to see that day.                    ฉันจะไม่อยู่จนถึงวันนั้น

หรือถ้าอยากอยู่จนถึงวันนั้นเพื่อความสะใจหรือความหวังก็ใช้ได้ว่า
I will live to see that day.           ฉันจะอยู่ให้ถึงวันนั้น

                To live to see another day  หรือ  to live to fight another day  หมายถึง  สู้ต่อไป

สิ่งใดที่มันอยู่ในความทรงจำเขาใช้ว่า to live in one’s memory  เช่น
                The picture of the plan explosion is still living in my memory.
ภาพการระเบิดของเครื่องบินยังคงอยู่ในคงามทรงจำของฉัน
สำนวน to live for the day when …………..หมายถึง รอคอยวันนั้นอย่างโหยหา เช่น
I live for the day when I am a  great doctor.
ฉันอยู่เพื่อรอวันที่ฉันจะได้เป็นหมอที่เก่ง
I live foe the day when my son gets married.
ฉันจะอยู่เพื่อรอดูวันที่ลูกชายฉันแต่งงาน
และคนไหนที่สมควรตายแล้วไม่ตาย เขาเรียกว่า to be living on borrowed time เช่น
He has Aids. He has been suffering for more than ten years. He is living on borrowed time.
เขาเป็นเอดส์ ทรมานมามากกว่าสิบปีแล้ว ตอนนี้ก็อยู่แบบฝืนชะตาตัวเอง
               
                สำนวนว่า  borrowed time คือเวลาที่ถูกยืมมาไม่ใช่ของตัวเอง เวลาของตัวเองนั้นหมดไปแล้ว

They’ll grow and need you too
พวกเขาจะเติบโตและต้องการเจ้าเช่นกัน

I remember every word my papa used to say
ฉันจดจำทุกคำที่พ่อเคยบอกไว้

         

Used to = เคย

I live up every day
ฉันอยู่อย่างมีคุณค่าในทุกวันที่ผ่านมา
                  
to live one’s life to the full = ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ทำอะไรที่มีความสุข โลกน่าสนใจไปหมด
You should live your life to the full.
คุณควรจะใช้ชีวิตให้เต็มที่
He taught me well that way
พ่อได้พร่ำสอนให้ฉันได้ทำอย่างนั้น
                 

คำว่า that way และ  this way เอามาใช้บรรยายอะไรที่เป็นแบบนั้นแบบนี้ เช่น
I like it this way.                            ฉันชอบของฉันแบบนี้
He prefer it that way.                       เขาชอบของเขาแบบนั้น

 

Back