มงคลสูตรคำฉันท์

มงคลสูตรคำฉันท์

สร้างโดย : นางสาวฤทัยชนก และนายสรไกร สัตย์เพริศพราย
สร้างเมื่อ พฤ, 08/03/2012 – 23:00
มีผู้อ่าน 123878 ครั้ง (11/01/2023)
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/131366

มงคลสูตรคำฉันท์

         ผู้ทรงพระ ราชนิพนธ์ คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ.2466
         ลักษณะคำประพันธ์ กาพย์ฉบังและอินทรวิเชียรฉันท์ แทรกคาถาบาลี
         เนื้อเรื่องย่อ พระอานนท์ เป็นผู้เล่าว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวันวิหาร ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ตอนประถมยาม มีเทวดารัศมีเจิดจ้ามาเข้าเผ้าพระพุทธองค์ ทูลถามถึงเรื่องมงคลพระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนาถึงมงคล 38 ประการ เทวดาและมนุษย์ผู้ปฎิบัติตาม จะเป็นผู้ประเสริฐ ไม่แพ้ในที่ใดๆ ได้รับความเจริญสวัสดีทุกประการ

          มงคลสูตรคำฉันท์ เป็นวรรณคดี คำสอน ผลงานพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงนำหลักธรรมที่เป็นพระคาถาบาลีจากพระไตรปิฏกตั้งแล้วแปลถอดความเป็นคำประพันธ์ที่ไพเราะ มีความงดงามทั้งด้านเสียงและความหมาย สามารถจดจำได้ง่าย มงคลสูตรคำฉันท์นี้จะเกิดแต่ตัวเราเองได้ก็ต้องเป็นผลมาจากการประพฤติปฏิบัติดีของตนเองเท่านั้น หาได้มาจากปัจจัยอื่นเลย

          ผู้แต่ง  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
          พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าองค์ที่ 2 ในจำนวน 9 พระองค์ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง พระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 ณ พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวังชั้นใน มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระมารดา คือ

  1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ (พ.ศ. 2421-2430)
  2. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2423-2468)
  3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง (พ.ศ. 2424-2430)
  4. จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พ.ศ. 2425-2463)
  5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (พ.ศ. 2428-2430)
  6. พลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (พ.ศ. 2432-2467)
  7. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (พ.ศ. 2435-2466) และ
  8. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2436-2484)

          เสวยราชสมบัติเมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม ปีจอ พุทธศักราช 2453 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 รวมพระชนมพรรษา 46 พรรษา เสด็จดำรงราชสมบัติรวม 16 ปี ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำรัชกาลในเรื่อง “หัวใจชายหนุ่ม” นี้ พระองค์ได้ใช้พระนามแฝงว่า “รามจิตติ” ได้ลงพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตรายเดือนเมื่อ พ.ศ. 246

          ลักษณะคำประพันธ์
          กาพย์ฉบัง 16 และอินทรวิเชียรฉันท์ 11 แทรกคาถาบาลี

          จุดมุ่งหมายในการแต่ง
          เพื่อให้ตระหนักว่าสิริมงคลจะเกิดแก่ผู้ใดก็เพียงผลมาจากการปฏิบัติของตนทั้งสิ้น
ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะทำให้เกิดสิริมงคลแก่เราได้  นอกจากตัวเราเอง

          แนวคิดสำคัญ
          ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เกิดจากการประพฤติปฏิบัติของตนเองทั้งสิ้น หาได้เกิดจากผู้อื่น สิ่งอื่น หรือวัตถุโชคลางใดๆ จากภายนอก
          มงคล หมายถึง เหตุทั้งหลายอันจะทำให้บรรลุถึงความเจริญแห่งสมบัติทั้งปวง เหตุแห่งความเจริญหรือทางก้าวหน้า มีทั้งหมด 38 ประการ
          มงคลสูตร เป็นพระสูตรในขุททกนิกาย หมวดขุททกปาฐ พระธรรมเล็กๆน้อยๆ

          คุณค่าที่ได้รับจากการอ่าน

  1. ได้ทราบวิธีปฏิบัติตนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต
  2. มีคุณค่าทางด้านสังคม เพราะข้อปฏิบัติทุกข้อในมงคลสูตรล้วนมีค่าควรประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้บุคคลและสังคมเจริญก้าวหน้า
  3. ได้ศึกษาภาษากวีนิพนธ์ที่สละสลวย ไพเราะทั้งถ้อยคำและเนื้อความ

          ค่านิยม
          มงคลทั้ง 38 ประการ ล้วนเป็นค่านิยมทางพระพุทธศาสนา ค่านิยมสูงสุดทางพระพุทธศาสนาก็คือ นิพพาน การดับพร้อมไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป

          ความเป็นมา
           เมื่อ พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงนำมงคลสูตร มาทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทร้อยกรองประเภทคำฉันท์  โดยใช้คำประพันธ์ 2 ชนิด คือ  กาพย์ฉบัง 16 และอินทรวิเชียรฉันท์ 11 ทรงนำคาถาภาษาบาลีจากพระไตรปิฏกตั้ง แล้วแปลถอดความเป็นร้อยกรองภาษาไทย  ได้ถูกต้องตรงตามบังคับในฉันทลักษณ์ โดยไม่เสียเนื้อความจากพระคาถาบาลี  การจัดวางลำดับของมงคลแต่ละข้อก็เป็นไปตามที่ปรากฏอยู่ในพระคาถาเดิม  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาได้อย่างดียิ่ง

 “อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
ปูชา จ ปูชนียานํ  เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
หนึ่งคือบ่คบพาล  เพราะจะพาประพฤติผิด
หนึ่งคบกะบัณฑิต  เพราะจะพาประสบผล
หนึ่งกราบและบูชา อภิบูชนีย์ชน
ข้อนี้แหละมงคล  อดิเรกอุดมดี”

          เรื่องย่อ
          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงมงคลอันสูงสุด 38 ประการ ไว้ในมงคลสูตร ซึ่งเป็นพระสุตรสำคัญบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา มงคลสูตรปรากฏในพระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย หมวดขุททกปาฐะ
          พระอานนทเถระได้กล่าวถึงที่มาของมงคลสูตรว่า ท่านได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ณ เชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี มงคลสูตรนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจคำถาม คือ พระพุทธเจ้าทรงเล่าให้พระอานนท์ฟังว่า มีเทวดาเข้ามาทูลถามพระองค์เรื่องมงคล เพราะเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นทั้งในหมู่เทวดาและมนุษย์ ที่มีลัทธิเรื่องมงคลแตกต่างกันเป็นเวลานานถึง 12 ปี ท้าวสักกเทวราชจึงทรงมอบหมายให้ตนมาทูลถาม พระพุทธองค์จึงตรัสตอบเรื่องมงคล 38 ประการ ต่อจากราตรีนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเรื่องมงคลนี้แก่พระอานนท์อีกครั้งหนึ่ง

คาถาบทที่ 1

หนึ่งคือบ่คบพาล
เพราะจะพาประพฤติผิด
หนึ่งคบกะบัณฑิต
เพราะจะพาประสพผล
หนึ่งกราบและบูชา
อภิบูชะนีย์ชน
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ ไม่ควรคบคนชั่วเพราะจะพาให้เราประพฤติชั่วไปด้วย ควรคบคนดีมีความรู้เพราะจะนำเราไปสู่ความสำเร็จ และควรบูชาคนดี

คาถาบทที่ 2

ความอยู่ประเทศซึ่ง
เหมาะและควรจะสุขี
อีกบุญญะการที่
ณอดีตะมาดล
อีกหมั่นประพฤติ์ควร
ณสะภาวะแห่งตน
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ ควรปฏิบัติตนและอยู่ในที่ที่เหมาะที่ควรแห่งตน  ทำบุญไว้แต่ปางก่อน

คาถาบทที่ 3

ความได้สดับมาก
และกำหนดสุวาที
อีกศิลปะศาสตร์มี
จะประกอบมนุญการ
อีกหนึ่งวินัยอัน
นรเรียนและเชี่ยวชาญ
อีกคำเพราะบรรสาน
ฤดิแห่งประชาชน
ทั้งสี่ประการล้วน
จะประสิทธิ์มนุญผล
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ รู้จักฟัง  รู้จักพูด  มีวินัย  ใฝ่ศึกษาหาความรู้

คาถาบทที่ 4

บำรุงบิดามา-
ตุระด้วยหทัยปรีย์
หากลูกและเมียมี
ก็ถนอมประหนึ่งตน
การงานกระทำไป
บ่มิยุ่งและสับสน
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ ดูแลบิดามารดา  บุตร  ภรรยาเป็นอย่างดี  ทำงานด้วยความตั้งใจ

คาถาบทที่ 5

ให้ทานณกาลควร
และประพฤติ์สุธรรมศรี
อีกสงเคราะห์ญาติ์ที่
ปฏิบัติบำเรอตน
กอบกรรมะอันไร้
ทุษะกลั้วและมัวมล
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ รู้จักให้ทาน  ช่วยเหลือญาติพี่น้อง  ทำแต่ความดี  มีสัมมาอาชีพ

คาถาบทที่ 6

ความงดประพฤติ์บาป
อกุศลบ่ให้มี
สำรวมวรินทรีย์
และสุราบ่เมามล
ความไม่ประมาทใน
พหุธรรมะโกศล
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ ไม่ประพฤติชั่ว  ไม่ละเลยในการประพฤติ  เว้นการดื่มน้ำเมา

คาถาบทที่ 7

เคารพณผู้ควร
จะประณตและนอบศีร์
อีกหนึ่งมิได้มี
จะกระด้างและจองหอง
ยินดีณของตน
บ่มิโลภทยานปอง
อีกรู้คุณาของ
นรผู้ประคองตน
ฟังธรรมะโดยกา
ละเจริญคุณานนท์
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ ให้ความเคารพผู้ควรเคารพ  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  มีความพอใจในสิ่งที่ตนมี  มีความกตัญญูรู้คุณ  และรู้จักฟังธรรมในโอกาสอันควร

คาถาบทที่ 8

มีจิตตะอดทน
และสถิตณขันตี
อีกหนึ่งบ่พึงมี
ฤดิดื้อทนงหาญ
หนึ่งเห็นคณาเลิด
สมณาวราจารย์
กล่าวธรรมะโดยกาล
วรกิจจะโกศล
ทั้งสี่ประการล้วน
จะประสิทธิ์มนุญผล
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ มีความอดทน  ว่านอนสอนง่าย  หาโอกาสพบผู้ดำรงคุณธรรมเพื่อสนทนาธรรม

คาถาบทที่ 9

เพียรเผากิเลสล้าง
มละโทษะยายี
อีกหนึ่งประพฤติดี
ดุจะพรหมพิสุทธิ์สรรพ์
เห็นแจ้งณสี่องค์
พระอะรียสัจอัน
อาจนำมนุษผัน
ติระข้ามทเลวน
อีกทำพระนิพพา-
นะประจักษะแก่ชน
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ พยายามกำจัดกิเลส  ประพฤติพรหมจรรย์  เข้าใจในความเป็นจริงของชีวิตเพื่อจิตสงบถึงซึ่งนิพพาน

คาถาบทที่ 10

จิตใครผิได้ต้อง
วรโลกะธรรมศรี
แล้วย่อมบ่พึงมี
จะประหวั่นฤกังวล
ไร้โศกธุลีสูญ
และสบายบ่มัวมล
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดี
คือ มีจิตอันสงบ  รู้จักปล่อยวางไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่มากระทบ

คาถาบทที่ 11

เทวามนุษทำ
วรมงคะลาฉนี้
เปนผู้ประเสริฐที่
บ่มิแพ้ณแห่งหน
ย่อมถึงสวัสดี
สิริทุกประเทศดล
ข้อนี้แหละมงคล
อดิเรกอุดมดีฯ
คือ  เทวดาและมนุษย์ปฏิบัติสิ่งที่เป็นมงคลเหล่านี้แล้วจะไม่พ่ายแพ้ให้แก่ข้าศึกทั้งปวง  มีแต่ความสุขความเจริญทุกเมื่อ

มงคล 38 ประการ เทียบกับคำฉันท์ ได้ดังนี้

  1. ไม่คบคนพาล/1. หนึ่งคือ บ่ คบคนพาล จะพาประพฤติผิด
  2. คบบัณฑิต/2. หนึ่งคบกะบัณฑิต  เพราะจะพาประสบผล
  3. บูชาผู้ที่ควรบูชา/3. หนึ่งกราบก่อนบูชา  อภิปูชนีย์ชน
  4. อยู่ในประเทศอันสมควร/4. ความอยู่ประเทศซึ่ง  เหมาะและควรจะสุขี
  5. เคยทำบุญไว้กาลก่อน/5. อีกบุญญะการที่  ณ อดีตะมาดล
  6. ตั้งตนไว้ชอบ/6. อีกหมั่นประพฤติควร ณ สภาวะแห่งตน
  7. สดับตรับฟังมาก/7. ความได้สดับมาก และกำหนดสุวาที
  8. มีศิลปะ/8. อีกศิลปศาสตร์มี จะประกอบมนุญการ
  9. มีวินัย/9.ย  อีกหนึ่งวินัยอัน นรเรียนและเชี่ยวชาญ
  10. มีวาจาเป็นสุภาษิต/10. อีกคำเพราะบรรสาน  ฤดิแห่งประชาชน
  11. บำรุงมารดาบิดา/11. บำรุงบิดามา-ตุระด้วยหทัยปรีย์
  12. สงเคราะห์บุตร/12. หากลูกและเมียมี ก็ถนอมประหนึ่งตน
  13. สงเคราะห์ภรรยา/13. หากลูกและเมียมี  ก็ถนอมประหนึ่งตน
  14. การงานไม่คั่งค้างอากูล/14. การงานกระทำไป บ่มิยุ่งและสับสน
  15. ให้ทาน/15. ให้ทาน ณ กาลควร
  16. ประพฤติธรรม/16. และประพฤติ  สุธรรมศรี
  17. สงเคราะห์ญาติ/17. อีกสงเคราะห์ญาติ  ที่ปฏิบัติบำเรอตน
  18. ประกอบการงานไม่มีโทษ/18. กอบกรรมะอันไร้  ทุษกลั้วและมัวมล
  19. เว้นจากบาป/19. ความงดประพฤติบาป  อกุศลบ่ให้มี
  20. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา/20. สำรวมวรินทรีย์  และสุราบ่เมามล
  21. ไม่ประมาทในธรรม/21. ความไม่ประมาท  ในพหุธรรมะโกศล
  22. เคารพ/22.เคารพ ณ ผู้ควร  จะประณตและนอบศีร์
  23. สงบเสงี่ยมเจียมตัว/23. อีกหนึ่งมิได้มี  จะกระด้างและจองหอง
  24. ยินดีด้วยของของตน(สันโดษ) /24. ยินดี ณ ของตน  บ่มิโลภทะยานปอง
  25. รู้คุณท่าน/25. อีกรู้คุณาของ นรผู้ประคองตน
  26. ฟังธรรมตามกาล/26. ฟังธรรมะโดยกา-ละเจริญคุณานนท์
  27. อดทน /27. มีจิตตะอดทน และสถิต ณ ขันตี
  28. ว่าง่าย/28. อีกนัยหนึ่งบ่พึงมี ฤดิดื้อทะนงหาญ
  29. เห็นสมณะ/29. หนึ่งเห็นคณาเลิศ สมณาวราจารย์
  30. สนทนาธรรมตามกาล/30. กล่าวธรรมะโดยกาล  วรกิจจะโกศล
  31. บำเพ็ญตบะ (ความเพียร)/31. เพียรเผากิเลสล้าง  มละโทษะยายี
  32. ประพฤติพรหมจรรย์/32. อีกหนึ่งประพฤติดี  ดุจะพรหมพิสุทธิ์สรรพ์
  33. เห็นอริยสัจ/33. เห็นแจ้ง ณ สี่องค์  พระอรียสัจอัน
  34. ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน/34. อีกทำพระนิพพา-  นะประจักษะแก่ตน
  35. จิตไม่หวั่นไหวเมื่อต้องโลกธรรม/35. จิตใครผิได้ต้อง วรโลกะธรรมศรี
  36. จิตไม่เศร้าโศก/36. ไร้โศกธุลีสูญ
  37. จิตปราศจากธุลี/37. ไร้โศกธุลีสูญ
  38. จิตเกษม(ปลอดโปร่งจากกิเลส) /38. และสบายบ่มัวมล

มงคลสูตรคำฉันท์ – กรมศิลปากร

https://www.finearts.go.th/nakhonsithammaratlibrary/view/31815-มงคลสูตรคำฉันท์