|
ในทางการแพทย์หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วย
โดยทั่วไปมี 2 ประการคือ การรักษาตามอาการกับการรักษาที่เหตุ
การรักษาตามอาการได้แก่ การรักษาตามอาการที่เป็น เช่น
เป็นไข้ก็ใช้ยาแก้ไข้แก้ปวด ปวดก็กินยาแก้ปวด เป็นต้น
อีกประการหนึ่ง คือการรักษาที่เหตุ ได้แก่ การฆ่าตัวเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรค
การผ่าตัดเนื้องอก เป็นต้น โรคเอดส์แตกต่างจากโรคอื่นคือ
ตัวเชื้อเอดส์ไม่ได้ทำให้เกิดโรคโดยตรง แต่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอันเนื่องมากจาก
การทำลายเม็ดเลือดขาว แล้วทำให้ภูมิคุ้มกันโรคเสื่อมไป
จนในที่สุด ผู้ป่วยจะตายด้วยโรคแทรกซ้อนนั้นเอง ดังนั้นการรักษาจึงเน้นไปที่การหายาฆ่าเชื้อเอดส์
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามแก้ปัญหาโรคแทรกซ้อนต่างๆ
ซึ่งในปัจจุบันแม้จะยังไม่พบยาฆ่าเชื้อเอดส์ แต่ก็ยังพอมียาที่ใช้รักษากันอยู่บ้าง
ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญที่สุด
คือ ด้านกำลังใจของผู้ป่วยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
และเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง ทั้งในด้านการรักษาและการป้องกันที่ไม่ให้ผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อแพร่โรคนี้ออกไป
การแพทย์แผนไทยโดยปรัชญาแล้ว
เน้นการวิจัยและการรักษาแบบองค์รวม คือ ความสมดุลของร่างกายระหว่างธาตุภายในและภายนอก
เกิดจากพฤติกรรม อิทธิพลของอากาศ สถานที่ สิ่งแวดล้อม
ความสงบของจิตใจ การรักษาจึงเน้นไปในการปรับสมดุลของธาตุภายในและภายนอก
ด้วยการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการดูแลสุขภาพดั้งเดิม
มิได้เน้นที่การทำลายเชื้อโรค โดยเชื้อว่าเมื่อร่างกายสมดุล
ย่อมไม่เจ็บป่วย การทำให้เกิดสมดุลต้องอาศัยธรรมชาติ
อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด อยู่ในภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม
ฝึกจิฝึกสมาธิให้จิตสงบ อุเบกขา มีศีล เพื่อระงับประพฤติกรรมก่อโรคทั้งหลาย
ใช้อาหารสมุนไพร ยาสมุนไพร และวิธีบำบัดโดยอาศัยธรรมชาติให้มากที่สุด
เช่น ความร้อน ความเย็น ปัญหาขณะนี้คือ เรามักเน้นที่การแสวงหายามารักษาแบบเฉพาะโรคเหมือนการแพทย์แผนปัจจุบันจนเกินไป
จึงพยายามให้ยาสมุนไพรแก่ผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว ทั้งๆที่ยังมีวิธีอื่นๆ
อีกมาก ที่จะต้องปฏิบัติ
การนำยาสมุนไพรมาใช้กับโรคเอดส์ควรมัลักษณะที่เฉพาะหรือกฎเเกณฑ์ยกเว้นพอสมควร
กระทรวงสาธารณะสุข ได้มีนโยบายสนับสนุนการศึกษาทดลองการนำสมุนไพร
มาใช้โดยจะส่งเสริมให้มีการวิจัยร่วมกันกับหมอพื้นบ้าน
และขั้นตอนในการตรวจสอบสมุนไพรลง เช่น หากมีตำรายาใดที่เชื่อว่าสมารถช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อโรคเอดส์ได้
จะนำมาทดสอบความเป็นพิษ ทั้งตำรับเสียก่อน แล้วจึงนำไปทดลองใช้กับผู้ป่วย
ซึ่งผู้ทดลองใช้ ควรได้คำแนะนำในการรวบรวมสถิติอย่างถูกต้อง
โดยต้องเปิดเผยสูตรยา ซึ่งทางกระทรวงฯจะเก็บรักษาไว้เป็นความลับ
เพราะการไม่เปิดเผยสูตรยา จะทำให้การศึกษาวิจัยทำหดยาก
อาจตรวจสอบไม่ได้ อีกทั้งยังผิดจรรยาแพทย์ในข้อที่ว่า
ต้องไม่ให้ยาที่เป็นสูตรลับแก่ผู้ป่วย ซึ่งไม่ว่าแพทย์แผนปัจจุบันหรือแผนโบราณก็ต้องมีจรรยาในข้อนี้
|